ชั่วโมงชิลล์กับเพื่อน อร่อยกับอาหารแบบวาไรตี้ ปาร์ตี้ให้สุดที่ Roots Bangkok

เวลาที่เราคิดจะพบปะสังสรรค์ คือไม่ว่าจะเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เข้าขั้นสนิทสุด หรือนัดกันมาเยอะๆ แนวเพื่อนที่ทำงาน นั่นหมายความว่าทุกคนต้องการพื้นที่ที่สามารถปล่อยอารมณ์ ความสนุกสนาน และอยากอยู่ในบรรยากาศรอบตัวที่ผ่อนคลาย สบายใจ

Roots Bangkok 5

Roots Bangkok 4

ที่นี้เราเองก็ช่างค้นช่างหาจนกระทั่งได้รู้มาว่ามีร้านนี้ไงที่ตอบโจทย์ Roots Bangkok อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ อาหารของที่นี่จะเป็นแบบฟิวชั่นร่วมสมัย มีให้เลือกแบบอลังการมาก ถ้านึกอยากจะกินอะไรขึ้นมาก็ได้ทั้งนั้น พิกัดร้านอยู่ในโครงการ K Village สุขุมวิท 26 บรรยากาศสงบร่มรื่นพร้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รายล้อมรอบตัว คิดตามนะคะ คือได้มาชิมทั้งอาหารมื้อพิเศษ บาร์บีคิวหอมกรุ่นร้อน ตามด้วยจิบเบียร์เย็นฉ่ำในสวนที่คึกคัก

Roots Bangkok 3

Roots Bangkok 2

และวันนี้เราได้รับเชิญจาก Roots Bangkok ให้มานั่งชิลล์ กินของอร่อย และดื่มค็อกเทลสูตรพิเศษ ระหว่างรอเวลาที่อาหารกำลังปรุงรสโดยเชฟยอดฝีมือ เราขอไปนั่งคุยกับ คุณธัญญ่า-ธณัฐฐา ดีเกตุ เธอเป็นหุ้นส่วนและผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงาน “จริงๆ แล้วญ่าเรียน Business แต่ที่เลือกสาขา Hospitality เพราะชอบการบริการแบบโรงแรม โดยเฉพาะงานส่วนหน้า เพราะมีความใฝ่ฝันคืออยากเป็นเจ้าของโรงแรม” คุณธัญญ่าเล่าย้อนกลับไปซึ่งตอนที่คุณญ่าทำงานอยู่ที่ The Langham ช่วงปีสุดท้ายก่อนกลับประเทศไทยก็ได้มีโอกาสไปทำร้านอาหารไทยที่ New Zealand ในตำแหน่ง Operation Manager เช่นกัน คุณธัญญ่าจึงรู้ดีว่าการทำร้านอาหารไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าทางครอบครัวอยากให้คุณธัญญ่ามาช่วยงานเป็น Operation Manager ที่ Roots Bangkok

Roots Bangkok 1

คุณธัญญ่า-ธณัฐฐา ดีเกตุ 

“อยากให้ Roots มีพื้นที่ในใจของทุกคน ที่ทุกคนอยากขับรถเพื่อมารับประทานอาหารกับ Roots อยากมาสนุกกับเรา ลิ้มลองประสบการณ์ที่แปลกใหม่” คุณธัญญ่ากล่าว ตอนนี้ Roots กำลังมองหาโอกาสในการเปิดสาขาเพิ่ม โดยอยากเน้นไปที่อาหารมังสวิรัติโดยเฉพาะ เพราะเทรนด์ตอนนี้กำลังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เราทุ่มเทกับ Roots ไปแล้ว ญ่าก็อยากทำตรงนี้ให้มันดีที่สุด” คุณธัญญ่ากล่าวทิ้งท้ายเป็นการแสดงถึงความรักที่มีต่อ Roots ได้เป็นอย่างดี

ได้เวลาอาหารอร่อยๆ ออกมาพอดีเลยค่ะ อาหารหน้าตาดีทีเดียว เดี๋ยวมาทยอยชิมทีละเมนูกันไป และไม่ลืมนะคะว่าต้องขอลองค็อกเทลของที่นี่ด้วย เริ่มค่ะ!

Roots Bangkok 12

Jerk Chicken ราคา 320 บาท
ซอสหมักไก่ก็คือ Jerk Sauce พริกเองก็เป็นพริกนำเข้าทั้งจากปานามา ฟลอริด้า เครื่องปรุงก็จะเป็นเฮิร์บซะส่วนใหญ่ ทำให้ดีต่อร่างกายด้วย กระวาน ยี่หร่า อบเชย มีกลิ่นหอม หมักทิ้งไว้ประมาณชั่วโมงแล้วเอาไปย่าง ให้ซอสเข้าไปในเนื้อไก่ ส่วนข้าวผัดถั่วแดงก็จะเป็นสไตล์จาไมก้า ผัดรวมกับขิง หอม กระเทียม ใส่กะทิด้วย พอได้กลิ่นคู่กับไก่ที่หมัก Jerk Sauce ออกเผ็ดๆ หน่อย ก็จะกลมกล่อมลงตัวเข้ากัน

Roots Bangkok 23

Grilled Salmon with Dill Sauce ราคา 380 บาท
แซลมอนนอร์เวย์เนื้อแน่น นุ่มมัน สีสวย นำเข้ามาทั้งตัวแล้วมาสไลด์ทำเป็นแต่ละเมนู แซลมอนจานนี้จะผ่านการอบการย่างด้วยไฟกลางๆ ให้สีสวย เนื้อมีความสุกกำลังกินอร่อย เสิร์ฟคู่กับ Dill Sauce ที่มีส่วนผสมของผักชีลาว

Roots Bangkok 18

Chicken Wings BBQ Peri Peri ราคา 220 บาท
ปีกไก่ที่หมักด้วยซอสสีแดง Peri Peri Sauce เป็นอาหารสไตล์แอฟริกาใต้ หมักเนื้อไก่ประมาณชั่วโมงแล้วนำไปย่างบนเตาถ่านไฟเบาๆ เสิร์ฟคู่กับพริกหยวกย่าง มะเขือย่าง มีชีสซอสสูตรพิเศษไว้จิ้มเพิ่มรสชาติให้อร่อยแล้วอร่อยอีก

Roots Bangkok 20

Australian Lamb Burger ราคา 360 บาท
จะมีการหมักเครื่องเข้าเนื้อแกะไปเลย มีหอม กระเทียม โรสแมรี่ ไทม์ แล้วเอาเนื้อแกะไปย่างบนเตาถ่าน จะทำให้มีความหอมกว่าเบอร์เกอร์ทั่วๆ ไป ซึ่งวิธีการปรุงแบบนี้จะร้อนกรุ่นจากด้านใน เนื้อขนมปังมีความนุ่มน่ากิน หอมสุกอย่างทั่วถึงกัน

Roots Bangkok 6

Roots Bangkok 24

Wood-Fired Pizza Parma Ham & Rocket ราคา 340 บาท
ความพิเศษก็คือแป้งจะทำสด ถาดต่อถาดต่อวันด้วย การอบการทำที่ต่อที่ ใช้เตาฟื้นไม้ยูคาลิปตัส ใช้พามาแฮมเกรดพรีเมี่ยมนำเข้า ผสมผสานกับมอซซาเรลลาชีส ใช้เตาพิซซ่าแบบดั้งเดิมจะทำให้พิซซ่าอร่อยเข้าถึงรสชาติ

Roots Bangkok 11

Chocolate Martini ราคา 260 บาท
ดูสีสันแล้วมีอารมณ์ความเป็นช็อกโกแลตในตัวเอง เหมือนว่าจะเคร่งขรึมแต่ไม่ เพราะว่าในค็อกเทลยังมีเชอร์รี่ให้ด้วย เป็นซิกเนเจอร์ดริ๊งค์ของ Roots Bangkok

Roots Bangkok 10

Roots Slipper ราคา 260 บาท
หลักๆ ก็คือจะเป็นเหล้าที่สกัดมาจากเมล่อนกับส้มมาผสมกัน ที่เห็นเป็นฟองโฟมเพราะมีการใช้ไข่ขาว จะไม่มีกลิ่นคาว รสชาติจะเปรี้ยวๆ หวานๆ เป็นซิกเนเจอร์ดริ๊งค์ของ Roots Bangkok

#ได้มาแล้วก็ต้องแนะนำโปรโมชั่นพิเศษให้ทุกคน

1. BAR BUFFET The offer is available any hour of the day during Roots’ business hours from Monday – Saturday.
1.5 Hours – 900++ Baht per person
3 Hours – 1,590++ Baht per person

Drink List:
– Vodka • Gin • Rum • Whiskey w/ Mixers
– Heineken Full Pint
– Red Wine • White Wine

Bar Buffet ที่ให้ทุกคนได้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศและเครื่องดื่มหลากหลายได้ที่ Roots ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ไม่ว่าจะมาตอนไหนก็เริ่มโปรโมชั่นได้ตอนนั้นเลย
1.5 ชั่วโมง ในราคา 900++ บาท ต่อคน
3 ชั่วโมง ในราคา 1,590++ บาท ต่อคน

Drink List:
– Vodka • Gin • Rum • Whiskey w/ Mixers
– Heineken Full Pint
– Red Wine • White Wine

2. Wine Promotion Wine Promotion 30% Off Now at Roots. (On selected bottles only) โปรโมชั่นไวน์ ลด 30% เริ่มแล้ววันนี้ที่ Roots (เฉพาะไวน์รุ่นที่กำหนดเท่านั้น)

3. TGIF! at Roots with Happy Hours coming right up. Buy 2 for the price of 1: Local Beers & Cocktails from 4pm – 7pm. หรรษากันได้ทุกวันศุกร์กับโปรโมชั่นซื้อ 2 จ่าย 1 Local Beers และค็อกเทล ในช่วงเวลา Happy Hours ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มที่ Roots

4. Soul Sisters! All ladies dining at Roots on Wednesday will receive 4 FREE drinks each upon ordering food พิเศษสำหรับผู้หญิงทุกคนที่มาวันพุธ เมื่อทานอาหารที่ Roots จะได้รับไวน์ฟรี 4 แก้ว

Roots Bangkok
สถานที่ตั้ง: B-107, โครงการเค-วิลเลจ ถนนสุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
เวลาทำการ: วันจันทร์-วันศุกร์ 15.00-01.00 น.
วันเสาร์ 11.30-01.00 น.
วันอาทิตย์ 11.30-00.00 น.
เบอร์โทรศัพท์: 02 661 5227
เว็บไซต์: www.rootsbangkok.com
เฟสบุ๊ค: www.facebook.com/rootsbangkok
อินสตาแกรม: Rootsbangkok
ไลน์แอด: @rootsbangkok

Red Wine Time

ไวน์แดงยอดนิยมของคนส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นองุ่นพันธุ์ Cabernet Sauvignon และ Merlot วันนี้ขอแนะนำไวน์จากองุ่นสองชนิดนี้ที่เหมาะที่จะดื่มในวันฟ้าครึ้ม

Red Wine 2

Cabernet Sauvignon Grapes

Casa Silva Chile 2

ไวน์ตัวแรกเป็นไวน์จากประเทศชิลี ส่วนใหญ่เวลาใครมาถามว่าจะซื้อไวน์อะไรดื่มดีเรามักบอกไปว่าคิดอะไรไม่ออกสั่งไวน์ชิลี เพราะไวน์จากที่นี่มักมีรสชาติถูกปาก เลือกแล้วมักไม่พลาด ดื่มง่าย ราคาไม่แพง สำหรับไวน์ชิลีตัวนี้ไม่ได้เป็นไวน์ธรรมดาๆ แต่เป็นไวน์ Cabernet Sauvignon Reserve ของ Casa Silva ซึ่งเป็นผู้ผลิตจาก Colchagua Valley ทางตอนใต้ของเมืองหลวง Santiago ตระกูล Silva เป็นหนึ่งในตระกูลผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดของชิลี และตระกูลนี้เป็นผู้บุกเบิก Colchagua ให้เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของประเทศ โดย Casa Silva นั้นเป็นไวน์ที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย ถือว่าเป็นหนึ่งในยี่ห้อไวน์ชิลีที่ได้รางวัลมากที่สุด ไวน์รุ่น Reserve นี้ ทางผู้ผลิตจะคัดเลือกองุ่นจากโซนที่ดีที่สุดของไร่โดยได้สายพันธุ์องุ่นมาจากบอร์โดซ์ เก็บเกี่ยวองุ่นด้วยมือทั้งหมดและคัดเฉพาะองุ่นที่คุณภาพดีที่สุดมาผลิต ลักษณะของไวน์ตัวนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจของคอไวน์เข้มๆ แมนๆ เพราะเป็นไวน์สีทับทิมเข้ม บอดี้หนักแน่น มีแทนนินสูงแต่นุ่มละมุน มีกลิ่นหอมของผลแบล็คเคอแรนท์ แบล็คเบอรี่ เชอรี่ ช็อกโกแลต และเครื่องเทศ เหมาะที่จะทานกับสตูขาแกะ หรือสตูเนื้อ หรือจะลองทานกับชีสเบอเกอร์ฉ่ำๆ ก็ดีเช่นกัน

Stew meat 2

 

Red Wine 1

Merlot Grapes

สำหรับไวน์อีกตัวนึงเป็นองุ่นพันธุ์ Merlot จากประเทศอิตาลี หลายคนอาจสงสัยว่าประเทศอิตาลีที่มีองุ่นสายพันธุ์ของตัวเองนั้นปลูกองุ่นของฝรั่งเศสด้วยหรือ คำตอบคือใช่ และปลูกมานานแล้วด้วย โดยมีการปลูกสายพันธุ์ Merlot ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 และปัจจุบัน Merlot เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศเลยทีเดียว ไวน์ตัวนี้ชื่อ Villa Martina จากแคว้น Friuli Venezia Giulia แคว้นนี้เป็นแคว้นที่ปลูกองุ่นจากต่างประเทศเยอะมาก และMerlot ก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะองุ่นเข้ากันได้ดีกับสภาพดินฟ้าอากาศของแคว้น ทำให้สามารถผลิตไวน์ทีดีมีคุณภาพ Villa Martina เป็นของตระกูล Sfiligoi ผลิตไวน์ในเขต Colio ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตผลิตไวน์ที่ดีที่สุดของแคว้น ไวน์ตัวนี้เป็นไวน์ระดับ IGT ซึ่งถือว่าเป็นไวน์ที่ไม่มีกฎระเบียบในการผลิตมากนักโดยผู้ผลิตค่อนข้างมีอิสระในการผลิต ราคามักไม่แพง ไวน์ตัวนี้แสดงลักษณะเด่นของ Merlot คือมีทั้งกลิ่นหอมของลูกพลัม ผลเบอรี่ ช็อกโกแลตและกาแฟคั่ว มีบอดี้และแทนนินปานกลาง และเป็นไวน์ที่เหมาะกับอาหารหลากหลายชนิดตั้งแต่ไก่อบไปจนถึงหมูและสเต็กเนื้อ

steak 1

 

หาซื้อไวน์ Casa Silva Cabernet Sauvignon Reserve และ Villa Martina Merlot ได้ที่  www.passiondelivery.com

*** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่โค้ด PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9

Moscato d’Asti – ไวน์หวานชื่นใจ

ในการจับคู่อาหารกับไวน์มีหลักการง่ายๆ เช่น เนื้อสัตว์สีแดงพวกเนื้อวัวหรือเนื้อแกะควรทานคู่กับไวน์แดง ส่วนเนื้อสัตว์สีขาวพวกปลาหรือไก่ก็ควรทานคู่กับไวน์ขาว สำหรับขนมหวานล่ะควรทานกับอะไร วันนี้ขอแนะนำไวน์ตัวนึงเป็นไวน์ซ่าๆ เล็กน้อยที่ผลิตมาสำหรับทานกับขนมหวานโดยเฉพาะ

Wine & Dessert

Wine & Dessert 2

ไวน์ตัวนี้คือ Moscato d’Asti ไวน์มีฟองเบาๆ หรือที่ภาษาอิตาเลี่ยนเรียกว่าเป็น frizzante เป็นไวน์จากเมือง Asti ในแคว้นเพียมอนต์ซึ่งเป็นแคว้นที่ผลิตไวน์อันเลื่องชื่อของอิตาลี Moscato d’Asti ทำจากองุ่นพันธุ์ Moscato Bianco ซึ่งเป็นองุ่นที่มีความหอมยวนใจของดอกไม้นานาพันธุ์และผลไม้สุกฉ่ำ เป็นองุ่นที่มีกลิ่นหอมตราตรึงแม้ได้ลองเพียงครั้งเดียว ไวน์ Moscato d’Asti นั้นเขามีกฎว่าจะต้องปลูกองุ่นบนภูเขาที่ระดับความสูงที่กำหนดไว้ การปลูกองุ่นในที่สูงแบบนี้จะทำให้องุ่นได้รับลมเย็นจากภูเขาอันจะมีผลให้องุ่นสามารถกักเก็บacidity เอาไว้ได้ถึงแม้ว่าองุ่นจะสุกได้ที่ ไวน์ที่ได้จะไม่หวานเลี่ยนหยาด แต่จะเป็นความหวานที่มีระดับความเปรี้ยวมาตัดแบบกำลังดี ทานได้ไม่เบื่อ

Bersano Italy

Bersano Italy 1

moscato-asti-grape-bunch

วิธีผลิต Moscato d’Asti ก็คือเขาจะหมักน้ำองุ่นไปจนได้ระดับแอลกอฮอล์ที่ต้องการ (ประมาณ 5%) แล้วทางผู้ผลิตจะหยุดการหมักโดยการนำไวน์ไปแช่เย็น เพื่อให้ยีสต์หยุดทำงานที่แอลกอฮอล์ระดับ 5%นี้ ไวน์จะยังคงมีความหวานและมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อ่อนๆ ให้ความซ่าเบาๆ เพราะการมีแรงดันในขวดไม่มาก Moscato d’Asti จึงสามารถใช้จุกก็อกธรรมดาปิดขวดได้ ไม่ต้องใช้จุกก็อกรูปเห็ดแบบสปาร์คกลิ้งไวน์ทั่วไป

Moscato d'Asti Wine & Dessert 1

Moscato d’Asti ในบ้านเรามีหลายยี่ห้อ วันนี้ขอแนะนำไวน์ของ Bersano ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่สำคัญของเพียมอนต์ที่เริ่มทำไวน์มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ปัจจุบัน Bersano ตกเป็นของตระกูล Massimelli และ Soave ไวน์ตัวนี้มีกลิ่นอันหอมกรุ่นของดอกส้ม ลูกพีชและผลแอปริคอทสุกฉ่ำ บวกกลิ่นสมุนไพรพวกใบเซจ มีรสชาติหวาน และมีรสเปรี้ยวมาตัดให้ชื่นใจ เหมาะสำหรับทานแช่เย็นในอากาศร้อนๆ เคล้ากับไอศกรีมซันเดย์หรือทาร์ตผลไม้เป็นที่สุด

Wine & Dessert 3

Wine & Dessert 4

 

 

หาซื้อ Bersano Moscato d’Asti Monteolivo ได้ที่ www.passiondelivery.com

*** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่โค้ด PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10

 

ฉลองปีใหม่แบบพอเพียงกับ Prosecco

Prosecco ไวน์มาแรงแห่งยุคที่เขย่าวงการสปาร์คกลิ้งไวน์ทั่วโลก ด้วยยอดขายที่เพิ่มขี้นทุกปีจนแทบจะเบียดแชมเปญเข้าไปทุกขณะ ในบ้านเราก็เช่นกันตอนนี้คนไทยรู้จัก Prosecco กันมาก ด้วยราคาที่ไม่แพงและรสชาติที่ออกแนวฟรุ้ตตี้ เลยทำให้เครื่องดื่มตัวนี้ครองใจคนไม่ยากนัก

 

recommend-drink-prosecco-3

Prosecco เป็นสปาร์คกลิ้งไวน์สัญชาติอิตาเลี่ยน ผลิตที่แคว้น Veneto และ Friuli Venezia Giulia ทำจากองุ่นพันธุ์ Glera และ Prosecco มีความแตกต่างกับแชมเปญตรงกรรมวิธีการผลิต โดย Prosecco นั้นจะผลิตโดยวิธีที่เรียกว่า Tank Method ก็คือการหมักตัวครั้งที่สองที่จะทำให้เกิดฟองนั้นเกิดขึ้นในแทงค์ความดัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้ Prosecco มีความหอมของผลไม้นำ โดยวิธีแบบแทงค์นี้เหมาะสำหรับใช้กับสปาร์คกลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่นที่มีกลิ่นหอมอยู่แล้ว และโดยส่วนตัวองุ่น Glera เป็นองุ่นที่ให้กลิ่นหอมของแอบเปิ้ลเขียว เลมอน และ มะนาวเขียว จึงทำให้ Prosecco เป็นที่ชื่นชอบของหลายๆ คน เพราะดื่มง่าย สดชื่น ราคาไม่แพง

 

recommend-drink-prosecco-2

recommend-drink-prosecco-4

Prosecco ที่จะแนะนำในครั้งนี้เป็น Prosecco ยี่ห้อ Pitars ซึ่งเป็น Prosecco คุณภาพดี รูปลักษณ์สวยหรู โดย Pittaro เป็นตระกูลเก่าแก่แห่ง Friuli ผลิตไวน์มายาวนาน จากไร่องุ่น Braida Santa Cecilia และ Rivolto ที่มีดินที่เพอร์เฟคสำหรับองุ่นและมีภูเขาที่ช่วยบดบังลมหนาวจากทางเหนือ และมีทะเล Adriatic ที่ช่วยให้ลมทะเลอ่อนๆ Pitars ผลิต Prosecco หลายรุ่น เช่นรุ่น Millesimato มาในขวดสีทองอร่าม เป็นไวน์สีทองอ่อนมีกลิ่นหอมของแอบเปิ้ล ลูกแพร์สุกฉ่ำ และดอกไม้สีขาว อีกตัวนึงคือรุ่น Cuvee Prestige อันนี้มาในขวดสีดำ ฉลากสีฟ้า เป็นไวน์เบาๆสีทองอ่อน กลิ่นหอมฟุ้งของแอบเปิ้ล และมะนาว ไวน์สองตัวนี้เป็นไวน์ที่เหมาะที่จะดื่มเป็น Aperitif แต่เอาเข้าจริงๆ อากาศชิวๆ แบบนี้จะเปิดดื่มทั้งวันก็ยังได้ ฉลองกันตั้งแต่สายยันดึกไปจนถึงเคาท์ดาวน์ได้เลย ราคาสบายกระเป๋าอีกต่างหาก

 

หาซื้อ Pitars ได้ตามร้านขายไวน์ทั่วไปหรือ www.passiondelivery.com

*** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่โค้ด PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4,

Craft Beer – เบียร์เทรนด์ใหม่แห่งยุคมิลเลนเนียม

ในยุคมิลเลนเนียมนี้ เครื่องดื่มที่ต้องยอมรับว่ามาแรงแซงโค้งก็เห็นจะเป็นเบียร์ Craft Beer โดยเฉพาะวงการเบียร์ในหลายๆ ประเทศเริ่มมีการปฏิวัติฉีกกฎและไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม จริงๆ Craft Beer มีหลากหลายยี่ห้อเหลือเกิน วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักยี่ห้อหนึ่งที่มีขายในบ้านเรา

 

how-to-drink-craft-beer-3

how-to-drink-craft-beer-4

จริงๆ แล้วเบียร์ในโลกนี้แบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มเบียร์ลาเกอร์ (Lager) ซึ่งเบียร์เจ้าใหญ่ๆที่ผลิตในบ้านเราจะเป็นประเภทนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเบียร์สิงห์ ช้าง หรือไฮเนเก้น พวกนี้จะเป็นเบียร์ที่ดื่มง่ายๆ เบาๆ เย็นกริบๆ คนไทยคุ้นเคยดี กับอีกกลุ่มหนึ่งคือเบียร์ประเภทเอล (Ale) เป็นเบียร์ที่กำลังมาแรงในหมู่ผู้ผลิตCraft Beer และผู้ที่ชื่นชอบความแตกต่างฉีกกฎการดื่มเบียร์แบบเดิมๆ และค่อนข้างจะเป็นเบียร์ของนักดื่มเบียร์จริงจัง

การผลิตเบียร์ไม่ได้มีอะไรมาก หากคุณมีธัญพืช เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี มียีสต์ มีน้ำ และมีดอกฮ็อปส์ คุณก็สามารถผลิตเบียร์ได้ เราจึงอาจเคยเห็นผู้ผลิตเบียร์รายย่อยที่ทำเบียร์ดื่มกันเองตามบ้าน แต่จะอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นคงต้องขึ้นกับฝีมือ

 

how-to-drink-craft-beer-6

เบียร์ที่อยากแนะนำในวันนี้เป็นเบียร์เชื้อสายอเมริกา พอพูดถึงเบียร์อเมริกาหลายๆ คนอาจนึกถึงยี่ห้อใหญ่ๆ ดังๆ ที่มักมีรสชาติอ่อนๆ ไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไหร่ แต่เบียร์ยี่ห้อ Rogue เป็นCraft เบียร์แนวใหม่มีถิ่นกำเนิดที่รัฐโอเรกอน ซึ่งทั้งปลูกข้าวบาร์เลย์ และปลูกต้นฮอปส์เอง จริงๆ แล้ว Rogue ผลิตเบียร์หลายรุ่น แต่วันนี้ขอแนะนำสองตัว ตัวแรกชื่อ Rogue Dead Guy เป็นเอลสีอำพัน หอมกลิ่นมอลต์ น้ำผึ้ง และฮอปส์ มีเนื้อสัมผัสปานกลางถึงเข้นข้น อีกตัวนึงชื่อ Rogue Hazelnut Brown Nectar เป็นเอลอีกเช่นกัน แต่ตัวนี้ผู้ผลิตใส่เฮเซลนัทสกัดลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอมลงตัวของถั่วเฮเซลนัท น่าจะถูกใจนักดื่มสุภาพสตรีทั้งหลาย เบียร์ทั้งสองตัวนี้เป็นเบียร์ที่เหมาะที่จะทานกับอาหารโดยเฉพาะพวกเนื้อสัตว์ ประเภทเนื้อวัวกับเนื้อหมู แต่เอาเข้าจริงๆ ฉันชอบทานเดี่ยวๆ มีกับแกล้มง่ายๆ พวกถั่วหรือกับเพรทเซลก็อร่อยสุขใจแล้ว

 

หาซื้อ Rogue Beer ได้ที่ Beervana และ www.passiondelivery.com

 

 *** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่โค้ด PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6

 

Cava – สปาร์คกลิ้งไวน์ ทางเลือกที่ดี ราคาสบายกระเป๋า

ถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองแล้ว ถึงแม้ว่าปีนี้อาจไม่ค่อยมีกะจิตกะใจอยากจะออกมาเฮฮาปาร์ตี้อะไรมากมายแต่อาจจะมีบางวันที่เราอยากฉลองเทศกาลปลายปีกันแบบเงียบๆ ส่วนตัวนิดนึง และหากไม่อยากลงทุนเปิดแชมเปิญขวดละหลายพันแต่อยากดื่มอะไรที่คล้ายๆ กันในราคาสบายกระเป๋า วันนี้จะขอแนะนำไวน์ตัวนึงที่อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกนั้นได้

 

how-to-drink-sparkling-wine-1

how-to-drink-sparkling-wine-with-appetizer

คาว่า Cava เป็นสปาร์คกลิ้งไวน์สัญชาติสเปนที่ถือได้ว่ามีความใกล้เคียงแชมเปญเป็นอย่างมาก เพราะคาว่าผลิตด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า Traditional Method ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่แชมเปญทำ นั่นก็คือการทำให้เกิดพรายฟองโดยการหมักตัวของยีสต์ครั้งที่สองในขวด ซึ่งการหมักตัวของยีสต์ครั้งที่สองนี่เองที่ทำให้ไวน์ในขวดนั้นมีฟอง เพราะยีสต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมานั่นเอง โดยไม่ได้มีการอัดก๊าซเหมือนน้ำอัดลมแต่อย่างใด การทำให้เกิดฟองในไวน์มีหลายวิธี แต่วิธี Traditional Method นั้นถือว่าเป็นวิธีดั้งเดิม มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และทำให้เกิดรสชาติอันบ่งบอกถึงเอกลักษณ์และคุณภาพ  ซึ่งสมัยก่อนผู้ผลิตประเทศอื่นมักใช้คำว่า Champagne Method บนฉลาก แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ใช้คำนี้กันแล้ว เพราะชาว Champagne ได้จดลิขสิทธิ์การใช้ชื่อนี้ไปแล้วเรียบร้อย เราจึงเห็นคำว่า Traditional Method บนฉลากของไวน์ที่ไม่ได้มาจากแคว้นแชมเปญแต่ผลิตด้วยกรรมวิธีแบบนี้ รวมทั้งคาว่าด้วย

 

how-to-drink-sparkling-wine-with-salad

how-to-drink-sparkling-wine-with-appetizer-1

คาว่าส่วนใหญ่ผลิตที่แคว้นกาตาลุญญา ใกล้ๆ บาร์เซโลน่า ทำจากองุ่นสามพันธุ์ผสมกัน ได้แก่ Macabeo Parellada และ Xarel-lo ซึ่งเป็นองุ่นพื้นเมือง โดยคาว่าที่ในวันนี้เป็นของ Louis de Vernier มีสีทองอ่อนพรายฟองละเอียดเป็นสาย มีกลิ่นหอมของเลมอน แอปเปิ้ลเขียว และหอมขนมปังบริออชจางๆ เป็นคาว่าที่มีแอซิดิตี้ค่อนข้างสูง น้ำหนักเบา และแอลกอฮอล์ปานกลางจึงเหมาะสำหรับดื่มเป็น aperitif หรือเรียกน้ำย่อยก่อนอาหาร หรือจะดื่มกับ appetizer เบาๆ เช่น อาหารทะเลสดๆ และสลัดเบาๆ และที่สำคัญคือคาว่าตัวนี้มีระดับความหวานที่เรียกว่า Brut Nature ซึ่งแปลว่าไม่มีการใส่น้ำตาลลงไปเพิ่มเลย จึงน่าจะเหมาะกับสาวๆ ที่กำลังควมคุมน้ำหนัก เรียกได้ว่าดื่มได้ ไม่ต้องกลัวอ้วน

 

สามารถซื้อ Louis de Vernier Cava Brut Nature ได้ที่ www.passiondelivery.com

 

*** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่โค้ด PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6

Organic Wine – ปลอดภัยไร้สารตกค้าง

ทุกวันนี้อาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่มีสารเคมีตกค้างแทบทั้งสิ้น ผักผลไม้ที่เราคิดว่ามีประโยชน์แท้จริงแล้วหากไม่ระวังเราอาจรับยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ได้ ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ทราบหรือไม่ว่าไวน์ก็หนีไม่พ้น เคยมีการศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 2009 และ 2010 พบว่ามีโมเลกุลสารเคมีทั้งจากยาฆ่าแมลงและยาฆ่าเชื้อราตกค้างในไวน์ถึงกว่า 50 โมเลกุลด้วยกัน ถึงแม้ว่าแต่ละโมเลกุลนั้นมีปริมาณที่ไม่มากและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากใครที่ดื่มไวน์ทุกวันๆ ก็อาจเสี่ยงต่อการมีสารเคมีสะสมในร่างกายได้

 

how-to-drink-organic-wine-3

how-to-drink-organic-wine-4

how-to-drink-organic-wine-6

ในการปลูกองุ่นนั้น ผู้ปลูกทั่วไปมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก เพราะองุ่นเป็นผลไม้ที่มีความเสี่ยงต่อศัตรูพืชและเชื้อราสูงพอสมควร แต่ปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตหลายๆ เจ้าหันมาผลิตไวน์แบบออร์แกนิกและแบบไบโอไดนามิกกันมากขึ้น เพราะพวกเขาเชื่อว่าการใช้วิธีตามธรรมชาติในการปลูกพืช เมื่อสภาพแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์ ดินสมบูรณ์ ต้นองุ่นย่อมแข็งแรงผลิตผลองุ่นที่มีคุณภาพตามไปด้วย

 

how-to-drink-organic-wine-2

จริงๆ บ้านเรามีไวน์ออร์แกนิกขายอยู่เยอะพอสมควร แต่บางทีก็ต้องศึกษากันเอาเองว่าผู้ผลิตคนไหนผลิตไวน์แบบออร์แกนิก เพราะเขามักไม่ระบุบนฉลาก สำหรับไวน์ที่อยากแนะนำในครั้งนี้ชื่อไวน์ Terre de Garance โดย Domaine Rouge Garance นี้เป็นไวน์ Côtes du Rhône จากลุ่มแม่น้ำ Rhône โดยผลิตที่เมือง Saint Hilaire d’Ozilhan ไม่ไกลจาก Pont du Gard จุดท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เป็นไวน์ออร์แกนิกที่แน่นอนว่ามีการใช้สารเคมีน้อยที่สุด แม้กระทั่งยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ยังเป็นยีสต์ธรรมชาติที่พบได้บนผลองุ่น

 

how-to-drink-organic-wine-5

6004101_Figs_2014-0829_CL-Figs-180

how-to-drink-organic-wine-3-pasta

ไวน์ตัวนี้ทำจากองุ่นหลายพันธุ์ หลักๆ ก็มี Grenach Syrah และ Cinsault เป็นไวน์สีแดงทับทิมสด มีกลิ่นหอมของผลไม้แดงประเภท Red Currant และ Raspberry ทั้งยังมีบอดี้ปานกลางไม่หนักมาก กลมกล่อม ดื่มง่าย เหมาะที่จะทานคู่กับซี่โครงแกะย่าง หรือพาสต้า เช่น สปาเกตตี้โบลองเนส และชีสต่างๆ

 

หาซื้อ Terre de Garance ได้ที่ www.passiondelivery.com 

*** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่code PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9

 

Chablis…ไวน์ดีที่ไม่ค่อยพลาด

*** พิเศษสุดสำหรับแฟนๆ ของ The Editors Society เมื่อช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ของ Passion Delivery ผ่านทางเว็บไซด์ของ The Editors Society จะได้รับส่วนลด 200 บาทจากการสั่งซื้อของครั้งแรก เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท เพียงใส่code PDEDITOR ในช่องลดราคาก่อนเช็คเอ้าท์จาก www.passiondelivery.com ***

 

ปกติมักจะมีคนมาถามอยู่เสมอว่าจะดื่มไวน์อะไรดี ให้ช่วยแนะนำไวน์ให้หน่อย ส่วนใหญ่แล้วมีไวน์อยู่ตัวหนึ่งที่จะแนะนำบ่อยมาก(เพราะเป็นหนึ่งในไวน์โปรดของผู้เขียน) แนะนำทุกครั้งไม่มีพลาด ไวน์ตัวนั้นคือ Chablis

 

how-to-drink-chablis-wine-2

chardonnay-1

chardonnay-2

Chablis เป็นไวน์ขาวที่มาจากแคว้นเบอร์กันดี ทำจากองุ่นพันธุ์ชาร์ดอนเนย์ซึ่งเป็นองุ่นฮอตฮิตสุดคลาสสิค เป็นที่โปรดปรานของคนทุกเพศทุกวัย น่าจะเพราะชาร์ดอนเนย์นั้นตามธรรมชาติของมันจะมีรสชาติกลางๆ จึงสามารถนำมาผลิตเป็นไวน์แบบไหนก็ได้ เลยเป็นที่นิยมปลูกอย่างกว้างขวาง โดยทำได้ทั้งไวน์แบบเบาๆ ดื่มแล้วสดชื่น ไปจนถึงไวน์เข้มข้นหนักแน่นกลิ่นโอ๊ค เปรียบได้กับไอศครีมวานิลาที่รสชาติกลางๆ คลาสสิคจะทานกับอะไรก็ได้ จะราดสตรอเบอรี่ ราดช็อคโกแลต หรือราดซอสคาราเมล ไอศครีมวานิลาก็รับได้หมด

ด้วยความที่ Chablis อยู่ตอนเหนือสุดของแคว้นซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาว เพราะฉะนั้นไวน์ Chablis จึงมีบอดี้ที่ไม่หนักหน่วงซะเท่าไหร่ และมีกลิ่นหอมของแอปเปิ้ลเขียว ลูกแพร์ และพวกผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ และที่สำคัญไวน์จาก Chablis มักมีกลิ่นของแร่ธาตุ (Mineral) อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ Chablis เป็นไวน์ที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

white wine

Chablis เป็นไวน์ที่มีทั้งระดับทั่วไปและระดับ Premier Cru และ Grand Cru แต่วันนี้ขอแนะนำไวน์ระดับทั่วไปก่อน เพราะจะดื่มง่ายกว่า โดยขอแนะนำไวน์จากผู้ผลิตที่ชื่อ Joseph Faiveley ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุด และดีที่สุดของเบอร์กันดีเลยก็ว่าได้ โดย Chablis ตัวนี้เป็นไวน์ที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะปี 2014 ถือว่าเป็นปีที่ดีของ Chablis เพราะอากาศดี แดดเยอะ จึงทำให้องุ่นสุกกำลังดี (เนื่องจาก Chablis อยู่ค่อนข้างไปทางเหนือ บางปีองุ่นจะไม่ค่อยสุก) เมื่อองุ่นสุกคุณภาพดีก็จะส่งผลให้ไวน์มีความเข้มข้น และมีกลิ่นหอมของผลไม้สุกมากขึ้น เช่นแทนที่จะเป็นกลิ่นแอปเปิ้ลเขียว ไวน์ตัวนี้มีกลิ่นของแอปเปิ้ลสีเหลือง และAcidity จะไม่บาดแหลม

 

how-to-drink-chablis-wine-4

Chablis เป็นไวน์ที่เข้ากับอาหารหลากหลาย ด้วยความที่มี Acidity ค่อนข้างสูง อาหารจานแรกที่นึงถึงเลยคือหอยนางรมสด เวลาทานก็บีบมะนาวให้น้อยหน่อยอาศัยความเปรี้ยวของไวน์แทน หรือจะเป็นอาหารทะเลต่างๆ ว่ามาเลย Chablis เอาอยู่  ส่วนอาหารไทยก็เหมาะไม่แพ้กัน พวกยำต่างๆ หรือจะทานกับซูชิก็ได้ไม่ผิดอะไร

 

เพราะฉะนั้น…นึกอะไรไม่ออก เลือก Chablis

หาซื้อ Chablis ได้ที่ www.passiondelivery.com

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8

Beaujolais – ไวน์ดีที่คนมองข้าม

Beaujolais ไวน์ที่หลายๆคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคย หรือถ้ารู้จักก็มักมองข้าม อาจจะด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเป็นไวน์ฟรุ๊ตตี้ๆ เบาๆ เลยมักไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักดื่มไวน์ที่ออกแนวซีเรียสนิดนึง แต่จริงๆแล้ว Beaujolais มีอะไรมากกว่านั้น

 

beaujolais

how-to-drink-beaujolais-5

Beaujolais เป็นเขตผลิตไวน์ที่อยู่ทางใต้ของแคว้นเบอร์กันดีอันเลื่องชื่อ ผลิตไวน์แดงจากองุ่นพันธุ์ Gamay ซึ่งเป็นองุ่นที่เมื่อทำเป็นไวน์แล้วจะมีรสชาติและกลิ่นของผลไม้แดงจำพวก เบอร์รี่ เชอรี่และสตรอเบอรี่ และด้วยความที่ไวน์มักมีแทนนินค่อนข้างต่ำ จึงเป็นไวน์ที่ดื่มง่ายไม่ต้องเก็บนาน ไวน์ Beaujolais มีสามระดับ ไล่ไปตั้งแต่ระดับล่างสุด หรือ Beaujolais AOC ทั่วๆไป ไวน์ระดับนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมาก เบาๆ ดื่มง่ายๆ ออกเปรี้ยวนำ ถัดมาดีขึ้นมาหน่อยจะเป็น Beaujolais Villages ซึ่งไวน์ระดับนี้จะมีความเข้มขึ้นมาทั้งสีและรสชาติ ส่วนระดับสูงสุดซึ่งเป็นระดับของไวน์ที่จะแนะนำในวันนี้เรียกว่าระดับ Beaujolais Crus ซึ่งมีทั้งหมด 10 Crus ( ไร่องุ่น) โดยไวน์ระดับนี้ถึงแม้ว่าจะยังคงมีความฟรุตตี้อยู่แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความซับซ้อน เข้มข้น หรูหรา โดย Beaujolais Cru นี้ บางตัวสามารถเก็บได้นานถึง 10 ปี และเมื่อถึงวันนั้นบางตัวยังอาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับไวน์เบอร์กันดีพี่ใหญ่ทางตอนเหนือเลยทีเดียว (แต่ราคาสบายกระเป๋ากว่ามาก)

 

chateau-de-la-chaize

how-to-drink-beaujolais-2

ไวน์ที่อยากแนะนำวันนี้เป็นไวน์ Beaujolais ของ Chateau de La Chaize ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของดินแดนนี้ โดยมาจาก Cru ที่ชื่อ Brouilly โดยเป็น Cru ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นหนึ่งใน Cru ที่มีชื่อเสียงของ Beaujolaisไวน์สีแดงเข้มตัวนี้มีกลิ่นหอมของแยมสตรอเบอรี่ แครนเบอรี่ และเชอรี่ อันเป็นเอกลักษณ์ รสชาติมีความนุ่มละมุน กลมกล่อม ไม่เปรี้ยวเกินไป และแทนนินกำลังดีไม่น้อยจนไร้น้ำหนัก นับว่าเป็น Beaujolais ที่มีความสง่างามไม่ใช่เล่นๆ

 

how-to-drink-beaujolais-7

how-to-drink-beaujolais-3

ส่วนใหญ่แล้วคนมักนิยมทาน Beaujolais กับอาหารง่ายๆ เช่นกับพวกชีส และ Cold Cuts ต่างๆ ทั้งปาเต้ และเทอรีน แต่เนื่องจาก Chateau de La Chaize ตัวนี้ค่อนข้างออกแนวซีเรียสจึงสามารถทานได้กับไก่ หมู เป็ด หรือจะเป็นเนื้อวัวย่างเบาๆ ก็ยังได้ และที่สำคัญ Beaujolais เป็นไวน์แดงเพียงไม่กี่ตัวที่สามารถทานแบบแช่เย็นเล็กน้อยได้ จึงน่าจะเหมาะกับอากาศบ้านเราเป็นที่สุด

 

หาซื้อ Chateau de La Chaize ได้ที่ www.passiondelivery.com 

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8

จิน – เครื่องดื่มสุดฮิปของคนทุกรุ่น

หากให้นึกถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเป็นอังกฤษ จะให้นึกถึงอย่างอื่นคงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่จิน จริงๆ แล้วจินมีถิ่นกำเนิดที่ฮอลแลนด์แต่มาได้รับความนิยมที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ศตวรรษที่17 จนมีการพัฒนารูปแบบโดยเริ่มผลิตจินแบบ dry หรือไม่หวานครั้งแรกที่ Plymouth จนในที่สุดจินได้มีการปรับปรุงคุณภาพการผลิตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น London Dry Gin อย่างที่เห็นกันหลากหลายในปัจจุบัน

 

how-to-drink-gin-and-select-fords-gin-2

จินเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคเฟื่องฟูของค็อกเทล ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่19 เป็นต้นมา เพราะกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของจินจึงเป็นที่นิยมในเหล่าบาร์เทนเดอร์โดยมีค็อกเทล ไม่ว่าจะเป็น Martini หรือ Negroni ที่ล้วนแต่มีจินเป็นส่วนผสมหลัก และหากพูดถึงจินแต่ไม่พูดถึง Gin and Tonic เครื่องดื่มอันแสนเรียบง่ายแต่คลาสสิคก็คงไม่ได้ Gin and Tonic (หรือ G & T) เป็นเครื่องดื่มที่คิดค้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษโดยที่โทนิคนั้นมีส่วนผสมของควินินซึ่งเป็นยาต้านไข้มาลาเรีย (ที่ระบาดในอินเดียและประเทศใกล้เคียง) แต่เนื่องจากควินินมีรสขมบาดใจเหลือเกิน คนในสมัยนั้นจึงนำจินมาผสมเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น ก็เลยเป็นที่มาของค็อกเทลสุดคลาสสิคตัวนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามในยุคปี 1970s และ80s ความนิยมในเหล้าจินได้ถูกวอดก้าขโมยซีนอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจินไม่ได้กลับไปสู่จุดพีคอย่างแต่ก่อน แต่ปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตหน้าใหม่หันมาผลิตจินแบบเก๋ๆ ผลิตกันแบบเล็กๆ ออกแนวฮิปสเตอร์ จึงเริ่มมียี่ห้อดีๆ เท่ๆ ให้เห็นกัน โดยวันนี้ขอแนะนำยี่ห้อ Fords Gin

 

how-to-drink-gin-and-select-fords-gin-3

how-to-drink-gin-and-select-fords-gin-4

จินจะเรียกตัวเองว่าจินไม่ได้ ถ้าไม่มีกลิ่นหอมหลักของผล Juniper Berry อันนี้สำคัญมาก ไม่มีไม่ได้ แต่ที่เหลือจะใส่สมุนไพรหรือกลิ่นอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละผู้ผลิต หลักๆ ก็หนีไม่พ้นลูกผักชี (อันนี้ก็สำคัญ) กับผลไม้สกุลส้ม (citrus) ทั้งหลาย สำหรับ Fords Gin ตัวนี้ทางผู้ผลิตได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีจากประเทศต่างๆ นอกจาก Juniper Berry จากอิตาลีแล้วยังมีลูกผักชีจากโรเมเนีย เปลือกส้มจากโมร็อคโค เปลือกมะนาวจากสเปน และเปลือกเกรปฟรุตจากตุรกี รวมทั้งดอกมะลิจากประเทศจีน และดอก Orris จากอิตาลีและโมร็อคโค กับเครื่องเทศทั้ง Angelica จากโปแลนด์ Cassia จากอินโดนีเซีย จึงไม่แปลกใจที่จินตัวนี้ถึงมีกลิ่นหอมอันลึกล้ำดีจริงๆ มีเนื้อสัมผัสกลางๆ สดชื่น ไม่หนักจนเกินไป มีกลิ่นดอกไม้ มะนาว จูนิเปอร์ และเครื่องเทศตลบอบอวลในปากเป็นเวลานาน

หากใครเป็นสายแข็งอยากรับรู้รสชาติจินอย่างแท้จริงแนะนำให้ดื่มเพียวๆ เลย โดยผสมน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อช่วยให้กลิ่นหอมระเหยขึ้นมา แต่หากใครชอบจิบชิวๆ แนะนำผสมโทนิค แต่งด้วยมะนาว ดื่มได้เรื่อยๆ ชื่นใจจริงๆ

 

สามารถดื่ม Fords Gin ได้ตามบาร์ชั้นนำของเมืองไทย

และสามารถหาซื้อได้ที่ www.passiondelivery.com

 

เครดิตภาพ : 1, 2, 3, 4, 5