เปลี่ยนความเชื่อสุขภาพรับปีใหม่

ปีใหม่ ทุกคนก็ตั้งใจจะดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีกว่าปีเก่าที่ผ่านมา แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆก็ต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆบางเรื่องของคุณด้วย อย่าเชื่อทุกเรื่องที่ได้ยินมา เพราะบางเรื่องมันก็เป็นแค่คำบอกเล่าเท่านั้น วันนี้มาชวนให้ปรับทัศนคติสุขภาพด้วยกันค่ะ

1. ผักสดมีวิตามินมากกว่าผักแช่แข็ง การบริโภคของสดใหม่คือหลักของโภชนาการที่ดี แต่ผักแช่แข็งก็ไม่ได้มีคุณภาพด้อยกว่าผักสดเสมอไป ขึ้นกับคุณภาพความ “สด” มากกว่าลองนึกดูว่าผักสดที่เราซื้อมาระยะเวลาที่มันต้องผ่านการขนส่ง, การทำความสะอาด, การบรรจุ ก็ใช้เวลาไม่น้อยแต่ถ้าผักที่เก็บมานั้นถูกผ่านกระบวนการแช่แข็งทันที โอกาสที่จะเก็บวิตามินในตัวไว้ได้ก็มีมากกว่า เพราะใช้เวลาน้อยกว่า เรื่องนี้สมาคมนักโภชนาการของประเทศออสเตรเลียระบุว่า สารอาหารสำคัญที่สูญหายไปของผักสดก็คือวิตามินซียิ่งวางทิ้งไว้นานเท่าไหร่ก็จะสูญเสียมากเท่านั้นซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผักแช่แข็งที่ถูกนำมาผ่านกระบวนการทันทีกลับสามารถรักษาวิตามินซีไว้ได้ดีกว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เมื่อรู้แล้วคุณก็ไม่น่าจะปฏิเสธผักแช่แข็งอีกต่อไป

Health Attitude Right or Wrong 1

2. สายตามีปัญหาเพราะดูทีวีใกล้จอมากไป เราได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆซึ่งดร. เพอร์กรีน ฮอร์ตัน นายกสมาคมนักทัศนมาตร ซึ่งเป็นสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาของประเทศออสเตรเลีย(The Optometrists AssociationAustralia)อธิบายว่าผลที่แน่นอนของการดูทีวีใกล้กว่า 1.5 เมตรนั้นก็คือจะทำให้ดูรายการได้ไม่สนุกเต็มที่เพราะมันใกล้เกินไปและแม้ว่าจะมีผลตามมาคือความเหนื่อยล้าของสายตา ตาเจ็บเพราะกล้ามเนื้อตาทำงานหนักกว่าระยะการมองปกติแต่มันก็จะเป็นผลแค่ชั่วคราวซึ่งหายได้เมื่อพักสายตา ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายถาวรในระยะยาวตามที่เคยเข้าใจแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ดร. ฮอร์ตันแนะนำว่าถ้าพบว่ามองภาพในทีวีไม่ชัดเจนก็ควรไปตรวจสายตา “ เพราะมันอาจเป็นปัญหาอื่นๆที่ซ่อนตัวอยู่เช่นสายตาสั้นหรือสายตาเอียง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนั่งใกล้จอมากไป แต่ว่าเป็นเพราะปัญหานี้ทำให้คุณต้องนั่งใกล้ต่างหาก
3. ถ้าคุณเคยผ่าตัดเอามดลูกออกไปแล้ว ก็ไม่ต้องตรวจแพ็พสเมียร์อีก ถึงแม้จะผ่าตัดมดลูกไปแล้ว ก็ยังต้องตรวจแพ็พสเมียร์อย่างต่อเนื่องเพื่อหาความผิดปกติอื่นๆที่อาจเกิดขึ้น“ผู้หญิงส่วนมากมักสับสนระหว่างการตรวจแพ็พสเมียร์หามะเร็งปากมดลูก( Pap smear)กับการตรวจภายใน ( vaginal examination)”ดร.ซู เรดดิช สูตินรีแพทย์ของสถาบันสุขภาพสตรีแห่งชาติ ประเทศออสเตรเลีย ระบุ“ถ้าคุณเคยตัดมดลูกเพราะสาเหตุจากโรคมะเร็ง คุณก็ควรจะตรวจ แพ็พสเมียร์ ทุกๆปี หรือถ้าคุณตัดมดลูกเพราะสภาวะอื่นๆเช่นเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่(endometriosis)คุณก็ยังต้องตรวจภายในทุกปีหรือถ้าคุณตัดมดลูกออกไปโดยที่ยังมีส่วนคอของมดลูกเหลืออยู่ก็จะยังคงต้องตรวจแพ็พหรือ Pap Test นี้อย่างสม่ำเสมอ”
4. หักข้อนิ้วบ่อยๆจะเป็นโรคข้ออักเสบ(arthritis) การหักข้อนิ้วเสียงดังกร๊อบแกร๊บในที่ทำงาน มันก็จะรบกวนคนอื่นๆ และทุกครั้งที่เสียงข้อนิ้วดังขึ้น ก็หมายถึงการก่อตัวของกาซไนโตรเจนที่จะเกิดขึ้นในข้อกระดูกจากพฤติกรรมนี้แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ข้อกระดูกเสียหายอย่างถาวรแต่อย่างใดและก็ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับโรคข้ออักเสบด้วยนี่คือการระบุของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เกรม โจนส์ผู้อำนวยการสมาคมโรคกระดูกและข้อของประเทศออสเตรเลียอย่างไรก็ตาม การหักข้อนิ้วบ่อยๆ อาจทำให้เกิดข้อกระดูกถูกยืดขยายออกซ้ำๆมากเกินไปซึ่งมันจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อม(Osteoarthritis)ในอนาคต

Health Attitude Right or Wrong 4

5. น้ำมันพืชดีต่อสุขภาพหัวใจ มันขึ้นอยู่กับว่าเรานำน้ำมันพืชชนิดใดมาใช้ นี่คือการระบุของนักโภชนาการดร.ทาเนีย เฟอร์ราเร็ตโตสมาคมโภชนาการของออสเตรเลีย “ น้ำมันพืชบางชนิดเช่นน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าวที่มีไขมันอิ่มตัวระดับสูงเมื่อนำมาเป็นส่วนผสมของบิสกิต และระบุที่ฉลากอาหารว่า“ ผลิตจากน้ำมันพืช (contains vegetable oil)” โดยไม่บอกว่าใช้น้ำมันอะไรน้ำมันพืชบางอย่างก็เป็นอันตรายเช่น น้ำมันพืชที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนทำให้กลายเป็นไขมันทรานส์ ที่ไปเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลวและลดคอเลสเตอรอลชนิดดี ดังนั้น ควรอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนสำหรับน้ำมันพืชที่ดีต่อสุขภาพเช่นน้ำมันมะกอกแบบ extra virgin, น้ำมันคาโนลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ( mono-unsaturated fat) ช่วยลดระดับคอลเสเตอรอลชนิดเลว, น้ำมันทานตะวัน มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน(polyunsaturatedfat)ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
6. ถ้าเจ็บหน้าอกคืออาการของหัวใจวายเฉียบพลัน ผู้ชายส่วนมากที่หัวใจวายเฉียบพลันมักรู้สึกเจ็บจากการบีบที่ทำให้เจ็บปวดในช่องอก แต่สำหรับผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานและผู้สูงอายุอาการเจ็บปวดมักน้อยกว่านั้นหรืออาจไม่รู้สึกเลยเมื่อเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน “ ผศ. คอน อาโรนีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ สมาคมโรคหัวใจแห่งชาติของออสเตรเลีย ระบุ “ แทนที่จะเจ็บหน้าอก ก็อาจมีอาการอื่นๆที่เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที เช่นแน่นอึดอัดที่บริเวณหน้าอก แขน คอและขากรรไกรถ้าความรู้สึกนี้แผ่เป็นวงกว้างและนานนั่นคืออาการของโรคหัวใจวายเฉียบพลันที่หากเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็จำเป็นมากที่ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน คนที่เป็นโรคเบาหวานและผู้สูงอายุมักรู้สึกถึงอาการเหล่านี้น้อยกว่า เนื่องจากระบบประสาทตอบรับความเจ็บปวดไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าคนปกติและก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมอาการนี้จึงเกิดกับเพศหญิงมากกว่าชาย

Health Attitude Right or Wrong 2

7. ใช้ภาชนะอลูมิเนียมจะเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม มีการพูดถึงกันมากมายถึงความเกี่ยวข้องของโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์กับสารอลูมิเนียม ที่เราใช้ในผลิตภัณฑ์ตั้งแต่กระทะไปจนถึงเครื่องสำอางและน้ำดื่ม อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเคนตักกีประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตรวจหาปริมาณสารอลูมิเนียมในผู้ป่วยอัลไซเมอร์จำนวนหนึ่ง ก็พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้มีสารนี้ในปริมาณมากผิดปกติแต่อย่างใด การวิจัยนี้ได้ลบความเชื่อที่ว่าคนกลุ่มนี้เป็นอัลไซเมอร์เพราะดื่มน้ำที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียมในปริมาณสูงมาเป็นเวลานานๆและความเสี่ยงของสารอลูมิเนียมกับอัลไซเมอร์ก็มีเพียงเล็กน้อยมาก

Health Attitude Right or Wrong 5

8. ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วเราก็จะไม่เป็นไข้หวัดใดๆอีก ไม่จริง เพราะวัคซีนที่ผลิตเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีนั้น จะผลิตขึ้นโดยมีหลักการใหญ่ว่าปีนั้นๆเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในช่วงหน้าหนาวของยุโรปนั้น เป็นสายพันธุ์อะไรในเวลานั้น ” ดังนั้นในแต่ละปีวัคซีนเหล่านี้ก็จะมีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เหมาะสมกับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่ถูกพบ ซึ่งนอกจากไวรัสสายพันธุ์นั้นแล้ว มันก็ยังมีไวรัสโรคหวัดอีกหลายสายพันธุ์ที่อยู่ในอากาศ วัคซีนจึงไม่ได้ป้องกันโรคหวัดทุกชนิด” นี่คือการอธิบายของ ดร.จอห์น กูล็อตตา นายกสมาคมอายุรแพทย์ของออสเตรเลียอย่างไรก็ตาม ดร.จอห์นแนะนำว่า การฉีดวัคซีนนี้จำเป็นกับ “ผู้มีความเสี่ยงสูง” ซึ่งได้แก่ผู้ที่อายุเกิน 65 ปีซึ่งมีประวัติของการเป็นโรคหอบหืด, โรคของะบบทางเดินหายใจ, โรคหลอดเลือดหัวใจตลอดจนคนทำงานเกี่ยวกับสุขภาพที่ต้องอยู่กับเด็กๆเป็นประจำที่ต้องสัมผัสกับเชื้อไวรัสโรคหวัดหลากหลายสายพันธุ์ด้วย “ วัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงที่พวกเขาต้องเผชิญกับไวรัสหวัดหลากหลายสายพันธุ์เป็นประจำทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ
9. วัคซีนทำจากเชื้อโรค ร่างกายเราจึงอาจเจ็บป่วยจากเชื้อโรคนั้นได้ มีคำอธิบายของ ดร. จอห์น กูล็อตตาว่า “ถึงแม้วัคซีนบางชนิดจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหลังการฉีดได้ก็ตาม แต่มันก็ไม่สามารถทำให้เกิดโรคต่างๆจากวัคซีนเพราะเชื้อโรคในวัคซีนเป็นเชื้อโรคที่ตายแล้วหรืออ่อนแอจนไม่สามารถทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เชื้อโรคเหล่านี้จะ”อนุญาต”ให้ร่างกาย “เรียนรู้” ในการตอบรับและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับมันเมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทานและทำลายเชื้อโรคนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่สามารถทำให้ติดเชื้อใดๆได้

Health Attitude Right or Wrong 3

10. ถ้าตั้งครรภ์อยู่และครรภ์อยู่ในระดับต่ำ ก็จะได้ลูกชาย “ลักษณะหน้าท้องเมื่อตั้งครรภ์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศของทารกในครรภ์เลย”ดร. กูล็อตตา ยืนยัน “เพราะสภาพครรภ์ของผู้หญิงแต่ละคนเป็นเรื่องเฉพาะตัวขึ้นกับขนาดและรูปร่างของหน้าท้อง, ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องการยืดหยุ่นของผิวหนัง ฯลฯหากคุณต้องการรู้เพศของทารกในครรภ์ก่อนคลอด อัลตร้าซาวนด์เป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

ความเชื่อเหล่านี้ บางอย่างก็เป็นอันตราย และบางอย่างถึงแม้ไม่ทำให้เกิดอันตราย แต่ก็ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เราปรับวิธีดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม ยังมีเรื่องราวสนุกๆของสุขภาพอีกมากมายให้ติดตาม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีในปีใหม่นี้กันทุกท่านค่ะ

เคล็ดลับสุขภาพดีหน้าหนาว

ฤดูหนาว..เป็นช่วงที่กลางคืนจะยาวกว่ากลางวัน ทั้งอากาศในฤดูหนาวก็จะแห้งกว่าฤดูร้อนเนื่องจากความชื้นในอากาศลดลง และสิ่งนี้เองที่ทำให้เราเจ็บป่วย เพราะเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตในฤดูนี้ง่ายกว่าฤดูอื่นๆ สำหรับในบ้านเราในต่างจังหวัดหลายแห่ง ก็จะมีอุณหภูมิลดลงทำให้พบกับความหนาวเย็น มาเรียนรู้เคล็ดลับดูแลสุขภาพที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีในช่วงหนาวนี้
1. ทำตัวให้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอ: หากคุณเดินทางไปในที่ๆมีอากาศหนาว แม้ความหนาวเย็นของอากาศจะทำให้คุณไม่อยากขยับไปไหนก็ตาม แต่การทำตัวกระฉับกระเฉงตลอดเวลา จะช่วยควบคุมการทำงานของเมลาโทนินในร่างกายให้สมดุล ให้พยายามอยู่ในที่มีแสงสว่างอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งๆละ 25 นาทีและหาเวลาออกกำลังกายเช่นการเต้นแอโรบิก เพื่อให้คุณไม่มีปัญหาอาการอารมณ์หดหู่ในฤดูหนาวหรือ SAD Seasonal Affective Disorder ที่คนส่วนใหญ่มักเป็นเวลาเดินทางไปต่างประเทศที่มีอากาศมืดครึ้ม
2. หาวลาพักผ่อนในแสงแดดอ่อนๆ:  แสงแดดคือแหล่งพลังงานสำคัญในการสร้างวิตามินดีให้กับร่างกาย การสัมผัสแสงแดดอ่อนๆยามเช้า จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้มีอารมณ์ดี หาเวลาในฤดูหนาวไปเที่ยวพักผ่อนสถานที่สวยๆและธรรมชาติงดงาม ที่ให้คุณได้พักผ่อนร่างกายและจิตใจ

Healthy In Winter Season 2

3. บริโภคโปรตีนให้มากขึ้น: โปรตีนจากเนื้อสัตว์เช่นเนื้อไก่ลอกหนัง ไก่งวง และปลาแซลมอนถั่วและธัญพืชต่างๆ จะช่วยให้ร่างกายผลิตสารทริปโตฟาน (Tryptophan)ให้พยายามเพิ่มการบริโภคอาหารเหล่านี้แทนมันฝรั่งและพาสต้า ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและตกลงฉับพลัน ทำให้เกิดปัญหาของอารมณ์และสุขภาพตามมา
4. เพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่ดีในลำไส้: กว่า 90% ของสารเซโรโทนินจะถูกผลิตขึ้นในส่วนของลำไส้ที่มีกรดอะมิโนทริปโตฟานอยู่ในนั้น การเพิ่มแบคทีเรียที่ดีนี้จะช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดียิ่งขึ้นในฤดูหนาว และมีประสิทธิภาพผลิตกรดอะมิโนดังกล่าวได้ดีขึ้นด้วย วิธีง่ายๆก็คือการบริโภคอาหารโปรไบโอติกเช่นโยเกิร์ต ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีพัฒนาการที่ดีด้านอารมณ์
5. ให้ความสำคัญกับสมอง: สารเซโรโทนินจะถูกขนส่งไปยังเซลล์ระบบประสาทส่วนต่างๆของร่างกายโดยโปรตีนที่มีชื่อว่า SERTซึ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์คพบว่าคนที่มีสภาวะอารมณ์ที่ดีในฤดูหนาว จะมีระดับของโปรตีนนี้สูงกว่าในคนที่มีสภาวะหดหู่จากสภาพอากาศ

Healthy In Winter Season 1

6. ดูแลปอดให้แข็งแรง: เพราะฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเย็นและเชื้อไวรัสเติบโตได้ดี การดูแลสุขภาพปอดจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้คุณพ้นจากโรคระบบทางเดินหายใจได้ ควรหาเวลาไปเดินเล่นในที่ๆมีอากาศบริสุทธิ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ระหว่างเดินให้โฟกัสที่การหายใจลึกๆเพื่อให้ปอดได้มีโอกาสขยายและทำงานได้เต็มที่ หายใจเข้าทางจมูกช้าๆให้รู้สึกถึงลมหายใจที่เข้าไปข้างในส่วนท้อง จากนั้นหายใจออกช้าๆผ่านริมฝีปากจนรู้สึกว่าลมออกมาจนหมด
7. ปรับพฤติกรรมบริโภค: ในช่วงฤดูหนาว ร่างกายมักมีปัญหาของระบบการย่อย เนื่องจากการปรับตัวให้เหมาะกับสภาพอากาศดังนั้น จึงควรปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคุณ ด้ววยการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น และบริโภคมื้อกลางวันเป็นมื้อใหญ่ มื้อเย็นให้น้อยลงหรือเปลี่ยนเมนูให้ย่อยง่ายขึ้น เพื่อช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ระวังการบริโภคผลไม้รสหวานจัดและไม่ควรบริโภคผลไม้ทันทีขณะที่กระเพาะของคุณเต็มไปด้วยอาหารโปรตีนและไขมันเพราะร่างกายจะไม่สามารถย่อยผลไม้นั้นได้ง่ายๆ ทำให้เกิดแกสในกระเพาะอาหารและท้องอืด ให้เปลี่ยนมาบริโภคผลไม้ในมื้อเช้าขณะท้องว่าง หรือตอนบ่าย 3 โมงเมื่อร่างกายได้ย่อยอาหารกลางวันแล้ว จะสอดคล้องกับระบบการย่อยมากกว่า
8. เพิ่มเครื่องเทศในมื้ออาหาร: ขิง เป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยระบบการย่อยและแก้อาการท้องอืด, พริกช่วยให้ระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายเผาผลาญอาหารได้เร็วขึ้น, ซินนามอนหรืออบเชย มีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงและช่วยเผาผลาญไขมันที่เก็บกักไว้บรืเวณหน้าท้องได้ดี, ขมิ้น ช่วยการทำงานของข้อต่อ ลดอาการอักเสบติดเชื้อของข้อต่อที่ทำให้เกิดอาการปวดบวม อย่าลืมบริโภคพืชสมุนไพรเหล่านี้เพื่อช่วยยกระดับสุขภาพที่ดีในช่วงหน้าหนาว
9. เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผมและผิว: หากสภาพอากาศที่แห้งจากความชื้นที่ลดลงทำให้ผิวและหนังศีรษะของคุณแห้งกว่าปกติ ซึ่งจะสังเกตได้จากมีอาการแห้งและคัน ให้เปลี่ยนแชมพูและคลีนเซอร์เป็นสูตรที่อ่อนโยนลง จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลและสารแอนตี้แบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้ผิวแห้ง หากคุณเป็นสิวและจะเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อขัดลอกเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ ก็ให้เปลี่ยนจากชนิดที่มีส่วนผสมของเอเอชเอ (AHA) มาเป็นบีเอชเอ (BHA) ที่อ่อนโยนกว่า แต่หากยังรู้สึกว่ามีอาการแห้งและคันอยู่ ก็ให้เพิ่มการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มน้ำมันปลาหรือวิตามินอีในมื้ออาหารเพื่อช่วยให้ผิวหนังมีน้ำมันหล่อเลี้ยงมากขึ้น

Healthy In Winter Season 3

10. ดื่มกาแฟเฉพาะตอนเช้า: หากคุณดื่มกาแฟเป็นประจำและรู้สึกว่านอนหลับยากขึ้นในฤดูหนาว นั่นเป็นเพราะร่างกายของคุณสามารถเผาผลาญคาเฟอีนได้ช้ากว่าปกติ คาเฟอีนจึงยังค้างอยู่ในกระแสเลือดและรบกวนระบบการนอนหลับ ซึ่งโดยปกติในร่างกายของเราจะผลิตสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่าอะดีโนซีน ( adenosine) เป็นสารที่ทำให้นอนหลับคาเฟอีนจะไปปิดกั้นตัวรับอะดีโนซีนหรือ adenosine receptors ในเซลล์ร่างกาย และ “หลอก”ร่างกายว่ามันเหนื่อยล้าน้อยกว่าที่เป็นจริง รวมทั้งไปยืดเวลาที่ร่างกายควรจะส่งสัญญาณว่าคุณควรนอนหลับพักผ่อนให้ช้าลงดังนั้น หากคุณอยากนอนหลับดีขึ้น ให้เลี่ยงการดื่มกาแฟหลังเที่ยงและระวังกาแฟปลอดคาเฟอีนบางแบรนด์ที่ยังมีคาเฟอีนเหลืออยู่เคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือ หลังดื่มกาแฟให้ดื่มน้ำอัดแกสหรือ sparkling waterตามทุกครั้ง เครื่องดื่มที่แนะนำว่าเหมาะสมกับคุณช่วงก่อนนอนคือชาคาโมมายล์

 

ทั้งหมดเป็นเคล็ดลับรับลมหนาวอย่างสุขภาพดีที่รวบรวมมาฝากกันและในโลกแห่งการเดินทางไร้พรมแดน มันก็เป็นไปได้ที่เราจะต้องพบกับความหนาวเย็นของหิมะหรืออากาศเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ การเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์จะทำให้เราผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะอยู่ที่ส่วนใดของมุมโลกค่ะ

เรื่องพลาดที่เรามักทำเมื่อดื่มน้ำผักผลไม้

ช่วงนี้ของเทศกาลกินเจเดือนนี้หลายคนก็จะหันมาบริโภคผักผลไม้กันมากขึ้น น้ำผักและน้ำผลไม้คั้นสดจึงเป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่ขายดีทั้งแบบทำเองและซื้อสำเร็จรูป แต่บางทีการดื่มน้ำผักผลไม้ก็อาจให้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่จากสิ่งที่เราพลาดไปในข้อปฏิบัติง่ายๆนี่เอง ลองมาดูกันค่ะว่ามีเรื่องไหนบ้าง
1. ไม่ดื่มน้ำผักผลไม้ในขณะที่ท้องว่าง: ถ้าคุณเคยดื่มน้ำผักผลไม้แล้วเกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือที่เรียกว่าฮาร์ทเบิร์นละก็ ให้ลองสังเกตว่าคุณดื่มมันในเวลาไหน ในช่วงที่ท้องว่างหรือหลังจากบริโภคอาหารแล้วซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ก็เป็นไปได้มากที่คุณจะมีอาการนี้เพราะการดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดควรจะดื่มเมื่อท้องคุณยังว่างอยู่เท่านั้น เพื่อไม่ให้ประโยชน์ของมันถูกลดทอนลงไป และมีปัญหาระบบการย่อยอย่างที่เป็นอยู่การดื่มน้ำผลไม้ขณะท้องว่างยังช่วยให้สารอาหารสำคัญในน้ำผลไม้สามารถถูกดูดซึมโดยตรงเข้าสู่กระแสโลหิตของเราอีกด้วย ลองนึกดูสิคะว่า ถ้าเราบริโภคอาหารเข้าไปจนเต็มกระเพาะ อาหารเหล่านั้นก็จะไปปิดกั้นการดูดซึมทำให้ช้าลงช่วงเวลาดีที่สุดของการดื่มน้ำผักผลไม้คือถ้าเป็นหลังมื้ออาหาร ให้รอประมาณ 2 ชั่วโมงหรือถ้าเป็นก่อนมื้ออาหาร ให้ดื่มก่อนการบริโภคมื้ออาหารประมาณ 20 นาที

Fruit Vegetable Juice 3

2. คุณรอนานเกินไปกว่าจะดื่มน้ำที่ทำไว้: ทันทีที่ผักผลไม้สดถูกคั้นน้ำออกมาเพื่อรอดื่ม น้ำนั้นก็จะสัมผัสกับอากาศ ทำให้เอนไซม์เริ่มด้อยคุณภาพลงเรื่อยๆทั้งสูญเสียรสชาติที่ดี ถ้าคุณสังเกตก็จะพบว่าน้ำผลไม้ที่คั้นสดใหม่กับน้ำที่ตั้งทิ้งไว้นานๆ จะมีรสชาติแตกต่างกันมาก และคุณก็จะไม่ได้รับพลังงานเท่าที่ควร วิธีคั้นน้ำที่ถูกต้องก็คือควรใช้เบลนเดอร์ที่มีมอร์เตอร์แรงและใบมีดสำหรับหั่นเป็นแบบคู่ เพื่อให้กระบวนการคั้นทำได้เร็วและสดที่สุด ทั้งควรดื่มน้ำนั้นภายใน 5 นาทีหลังจากที่คั้นมันออกมาและถ้าจะใส่เหยือกแช่ตู้เย็น ก็ควรเทน้ำให้อยู่ในระดับเต็มใกล้ขอบเหยือกมากที่สุดเพื่อให้มีอากาศเข้าไปได้น้อยที่สุด ปิดฝาเหยือกให้แน่น ควรแช่เย็นมันเอาไว้ตลอดเวลาก่อนดื่มครั้งต่อไปสิ่งสำคัญมากในการเลือกซื้อน้ำผักผลไม้คั้นสดที่วางขายก็คือ ต้องดูด้วยว่ามันแช่เย็นไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมหรือเปล่า เพราะน้ำผักผลไม้สดๆที่ไม่มีการพาสเจอร์ไรซ์ หากตั้งทิ้งไว้ก็จะเกิดความอุ่นของอุณหภูมิขึ้น ทำให้แบคทีเรียในน้ำนั้นเจริญเติบโตได้ง่าย น้ำผักผลไม้คั้นสดที่ลดราคามักมีคุณภาพต่ำเพราะคุณค่าโภชนาการด้อยลง ควรระวังให้ดีๆ

Fruit Vegetable Juice 1

3. คุณใช้ผลไม้รสหวานและผักหลายชนิดเกินไป: ผลไม้รสหวานและผักบางอย่างเช่นแตงโม, แอปเปิ้ล, ลูกแพร์และแครอท เป็นพืชผักที่เต็มไปด้วยสารอาหารแต่ถ้าคุณนำมันมารวมกันเพื่อทำน้ำผักผลไม้คั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปริมาณน้ำตาลและฟรุคโตสในระดับสูงสุดที่จะไปมีผลเสียต่อระดับอินซูลินในร่างกายให้พุ่งสูงขึ้นทำให้คุณเกิดความหิวบ่อยขึ้น เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอื่นๆจากการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นดังนั้น เวลาจะทำน้ำผักผลไม้คั้นสด ให้เลือกผักหรือผลไม้ที่มีรสหวานอย่างใดอย่างหนึ่งเพียง 1 ชนิดเท่านั้นเช่นให้ใช้แครอทผสมกับเซเลอรี่ แต่ไม่ควรใส่แตงโมหรือแอปเปิ้ลลงไปเพิ่มอีก เป็นต้นแอปเปิ้ลเขียว ก็เป็นผลไม้ที่ดีในการเพิ่มความหวานควรจำไว้ว่าในการดื่มน้ำผักผลไม้นั้น ระดับของน้ำตาลและฟรุคโตสของส่วนผสม คือสิ่งสำคัญมากที่ต้องนึกถึงก่อนเรื่องอื่นๆ โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันไม่แนะนำให้เพิ่มผลไม้ลงในน้ำผักที่คั้นสด แต่ถ้าคุณต้องการรสหวาน ก็ให้ดื่มน้ำแครอทคั้นสดหรือเติมแครอทลงในน้ำผักก็จะได้ความหวานที่เพียงพอแล้วทั้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพสายตาด้วย บีทรูท ก็เป็นผักให้ความหวานที่น่าสนใจ เพราะมันช่วยการล้างพิษของร่างกายนอกจากนี้ มะนาวและเลมอน ก็จะมีระดับน้ำตาลต่ำมากและไม่มีผลเสียกับระดับของอินซูลินในร่างกายเหมือนผลไม้อื่นๆ

Fruit Vegetable Juice 2

4. คุณดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดแทนการบริโภคมื้ออาหาร: น้ำผักผลไม้ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะดื่มเพื่อเป็นข้ออ้างในการงดมื้ออาหารแล้วใช้มันทดแทนเพราะจริงๆแล้ว หน้าที่ของมันคือเพื่อเรียกน้ำย่อยหรือเพื่อให้กระเพาะเตรียมพร้อมในการรับอาหารมื้อต่อไป การได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากน้ำผลไม้ ก็เหมือนกับเวลาที่เราบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เราควรบริโภคมันในช่วง 20 นาทีก่อนการบริโภคมื้ออาหารเต็มแน่นอนค่ะที่มันเป็นเรื่องยากในชีวิตประจำวันที่เราจะบริโภคผักผลไม้ให้ได้ตามปริมาณที่นักโภชนาการแนะนำคือ 6-8 จานต่อวันในทุกๆวัน และมันก็ยากที่เราจะบริโภคผักเป็นอาหารเช้าทั้งปริมาณผักผลไม้ของมื้อกลางวันนอกบ้านก็มักจะเล็กน้อยมากซึ่งไม่พอสุขภาพที่ดีของร่างกายน้ำผักผลไม้คั้นสดจึงช่วยให้เราได้พบกำไรสุขภาพนี้ให้คิดถึงการดื่มน้ำผักผลไม้เหมือนการที่คุณบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่แทนมื้ออาหาร ก็จะให้ผลดีกับสุขภาพอย่างมากนอกจากนี้การดื่มมันก่อนมื้ออาหาร ก็จะช่วยลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เรามักจะบริโภคเกินขนาดในแต่ละมื้ออีกด้วย

5. คุณไม่ได้ “เคี้ยว” น้ำผักผลไม้ที่ดื่มเข้าไป: ใช่ค่ะ คุณอ่านไม่ผิดหรอก น้ำผักผลไม้คืออาหารอย่างหนึ่งที่เราควรจะได้ “เคี้ยว” มันด้วยเมื่อบริโภคมันเข้าไป การเคลื่อนไหวขากรรไกรขึ้นลงสักสองสามวินาทีก่อนที่คุณจะกลืนน้ำผักผลไม้นั้นๆลงไป จะทำให้เกิดการปลดปล่อยเอนไซม์ย่อยอาหารของน้ำลายให้รวมกับน้ำผลไม้นั้นๆด้วยช่วยในการส่งผ่านสารอาหารที่มีประโยชน์ด้านโภชนาการเข้าสู่เซลล์ร่างกายของคุณได้ดีขึ้น

6. คุณไม่ล้างเครื่องคั้นทันทีหลังการใช้: แน่นอนที่การทำความสะอาดเครื่องคั้นน้ำผักผลไม้เป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลาเกินกว่าที่คุณจะไปทำงานทันในตอนเช้า แต่จริงๆแล้วคุณก็ยังไม่ต้องทำความสะอาดมันแบบครบขั้นตอนก็ได้ เพียงแค่ล้างน้ำให้สะอาดก่อนแล้วค่อยมาจัดเต็มเอาในตอนเย็นทำแบบนี้เครื่องของคุณก็จะไม่มีคราบสีของผักผลไม้ติดแน่นทั้งยังไม่เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียไปตลอดวันด้วย

Fruit Vegetable Juice

7. คุณใช้ผักผลไม้ชนิดเดิมๆซ้ำซาก: ความหลากหลายคือเครื่องกระตุ้นความสดใสให้ชีวิต และมันยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณปลอดภัยและหลีกเลี่ยงอาการผิดปกติของฮอร์โมนจำไว้ว่า ให้สลับเปลี่ยนชนิดของผักผลไม้ที่นำมาคั้นบ้าง อย่าใช้แต่ผักโขม กะหล่ำปลี หรือผักชนิดใดซ้ำซากติดต่อกันหลายๆสัปดาห์ เพราะมันจะไปมีผลเสียกับการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ทำให้เกิดการสร้างกรดอ็อกซาลิก(oxalic acid)ที่ทำให้สมดุลของวิตามินและแร่ธาตุในร่างกายเสียไปจากการได้รับสารอาหารเดิมซ้ำๆและขาดสารอาหารอื่นๆที่ควรจะถูกเติมเต็ม

8. คุณหยุดบริโภคน้ำผักผลไม้เพราะเชื่อว่าการดื่มสมูตตี้ให้ผลดีกว่า: ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้เราได้ประโยชน์ทางโภชนาการจากผักและผลไม้สดได้มากเท่ากับการคั้นน้ำบริโภคสดๆที่จะให้พลังงานที่ดีและยาวนานอย่างที่เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มอบเป็นของขวัญให้มนุษย์ด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในผักผลไม้ และเป็นสิ่งที่สมูตตี้ไม่สามารถให้คุณด้วยความรู้สึกสดชื่นและเติมเต็มพลังงานนี้หากคุณดูในกระจก ก็จะเห็นภาพของคุณที่มีหน้าตาสดใสดูมีพลังมากขึ้นเมื่อได้ดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดดังกล่าวการดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสด ยังช่วยลดการใช้พลังงานของร่างกายในการย่อยอาหาร ทำให้เซลล์มีเวลาในการซ่อมแซมตัวเองได้มากขึ้นดังนั้น อย่ารอจนเกิดเจ็บป่วยแล้วถึงจะหันมาดื่มน้ำผักผลไม้นี้ เพราะยิ่งคุณดื่มมันเป็นประจำได้เร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับได้สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยได้ดีขึ้นเท่านั้น ก่อนจบวันนี้ ดิฉันมีสูตรน้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพ มาให้คุณได้ลองไปทำกันดู อร่อยใช้ได้เลยค่ะ ขอให้กินเจอย่างมีสุขภาพดี ได้รับพลังจากพืชผักธรรมชาติสดใสกันทุกท่านนะคะ

LEMON LIME GREEN JUICE:
เวลาเตรียม: 5 นาที, รวมเวลาที่ใช้ทั้งหมด 5 นาที เสิร์ฟได้ 2 ที่
ส่วนผสม:
– ผักใบเขียวเลือกตามชอบ 1 กำ ( ผักโขม, กะหล่ำปลี, และขอแนะนำผักสวิสชาร์ด ( Swiss chard)เป็นผักตระกูลเดียวกับบีทรูทแต่จะไม่มีหัว ใช้ใบและก้านรับประทาน ไม่ขมไม่เหม็นเขียว รสจืดๆ, ผักคะน้าหรือ Chinese broccoli)
– แตงกวา 2 ผล
– สมุนไพรเช่นผักชี, ต้นหอมหรือสะระแหน่ ½ ช่อ
– เลมอนปอกเปลือกออก 1 ผล
– มะนาวปอกเปลือกออก 1 ผล
– แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล ( อาจไม่ใช้ก็ได้ตามชอบ)
วิธีทำ:
1. ล้างผักทั้งหมดให้สะอาดและนำไปใส่ชามใบ ใหญ่
2. นำไปคั้นน้ำตามลำดับดังนี้คือ – ผักใบเขียว, สมุนไพร, เลมอน, ไลม์, แตงกวา, แอปเปิ้ล
3. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน คนให้ทั่วก่อนเสิร์ฟ
4. ล้างทำความสะอาดเครื่องคั้นน้ำผลไม้ทันทีเมื่อใช้เสร็จ
หมายเหตุ: แช่เย็นผักผลไม้ก่อนนำมาคั้นเพิ่มความอร่อยสดชื่น และควรเลือกผักผลไม้ออร์แกนิกถ้าทำได้

เรื่องควรรู้ก่อนแมมโมแกรมครั้งแรกของคุณ

เดือนตุลาคมแห่งคำเตือนสุขภาพเรื่องมะเร็งเต้านม การตรวจแมมโมแกรมจะเป็นเรื่องหนึ่งที่เรากลัวๆกล้าๆทั้งมีคำถามในใจเกิดขึ้นมากมาย…จะไปตรวจที่ไหนดี…มันเจ็บมากไหม…ใช้เวลาตรวจนานแค่ไหนเพราะต้องมาทำงานต่อ…อายุเท่านี้ควรไปตรวจหรือยัง ฯลฯ ยิ่งจะถามมากขึ้นถ้าเป็นแมมโมแกรมครั้งแรกของคุณ วันนี้เรามีคำตอบพร้อมความรู้ที่มีประโยชน์สำหรับมือใหม่ไปตรวจแมมโมแกรมซึ่งเป็นสิ่งที่คุณควรทำในเดือนตุลาคมนี้

ความเชื่อเรื่องแมมโมแกรม… เรามีคำตอบ:
ก่อนแมมโมแกรมครั้งแรก คุณก็คงต้องสงสัยว่ามันคืออะไรทำยังไงใช่ไหมคะ แมมโมแกรม พูดง่ายๆก็คือการเอ็กซเรย์เต้านมด้วยรังสีชนิดพิเศษ เพื่อตรวจดูเนื้อเยื่อเต้านมหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นมะเร็งหรือเรื่องอื่นๆเช่น หินปูนที่มีลักษณะผิดปกติ หรือรอยโรคใดๆที่มีขนาดเล็กก็ตาม แต่เพราะส่วนมากเราจะใช้แมมโมแกรมเพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยทำให้ผู้หญิงเรารู้สึกกลัวและไม่ไปตรวจแมมโมแกรมกันด้วย 3 เหตุผลก็คือ

– เชื่อว่ารังสีเอ็กซเรย์จากแมมโมแกรมเสี่ยงกับการเกิดมะเร็งเต้านม: เรื่องนี้ต้องบอกว่ารังสีเอ็กซเรย์ที่ใช้ตรวจแมมโมแกรมนั้นเป็นรังสีที่มีความเข้มข้นต่ำมาก เรียกได้ว่าต่ำกว่ารังสีที่ใช้ในการเอ็กซเรย์ปอดด้วยซ้ำไป ดังนั้น มันจึงเป็นไปได้ยากมากที่แมมโมแกรมจะเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม

– กลัวว่าถ้าไปตรวจแล้วจะพบว่าตัวเองเป็นโรคนี้:จากข้อมูลสถิติของสถาบันมะเร็งในหลายๆประเทศระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ตัวเลขข้อมูลในจำนวนผู้ที่มาตรวจแมมโมแกรมจำนวน 1,000 คน จะมีเพียง 2 หรือ 3 คนเท่านั้นที่ถูกพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมแล้วแบบนี้คุณจะกลัวอยู่ทำไม

Health Mammogram 3

– กลัวความเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากการตรวจ: เป็นอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักคิดกัน ซึ่งความเจ็บจากการตรวจแมมโมแกรม ไมมีอะไรผิดปกติไปจากความเจ็บอื่นๆที่เกิดจากกระบวนการตรวจรักษาทางการแพทย์ เช่นที่คุณไปฉีดยาหรือเจาะเลือดตรวจสุขภาพเลยแค่ที่สำคัญคือแมมโมแกรมจะเป็นกุญแจสำคัญทำให้สามารถดักจับมะเร็งเต้านมที่ซ่อนอยู่ไม่ให้ลุกลาม ทั้งสามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าพบแต่เนิ่นๆดังนั้น ถามว่าจะยอมเจ็บจากแมมโมแกรมหรือจะยอมตายจากมะเร็งเต้านมที่เป็นแล้วรักษาไม่ทัน ดิฉันว่าเราน่าจะได้พบคำตอบแล้ว

ทีนี้พอคิดจะไปตรวจก็พบว่าแต่ละองค์กรก็มีคำแนะนำเรื่องอายุที่ควรไปตรวจแตกต่างกันไป ทำให้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะเริ่มแมมโมแกรมครั้งแรกอายุเท่าไหร่ดี โดยปกติผู้หญิงควรตรวจแมมโมแกรมครั้งแรกเมื่ออายุ 40 ปี แต่อาจก่อนหรือหลังนี้ขึ้นกับไลฟสไตล์ความเสี่ยงของแต่ละคน เช่น การสูบบุหรี่, ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ใช้ชีวิตในสภาวะแวดล้อมที่มีมลภาวะ, การมีประวัติของยีนที่ผิดปกติ ( Gene mutation) ซึ่งกรณ๊นี้ควรตรวจตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไปฯลฯ ซึ่งหากใครมีไลฟสไตล์อย่างที่ว่านี้ ก็ควรจะเริ่มแมมโมแกรมให้เร็วขึ้นก่อนอายุ 40 ปี

มีคำแนะนำจากรังสีแพทย์ถึงสิ่งที่คุณควรทำก่อนไปตรวจแมมโมแกรม ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณไปตรวจแมมโมแกรมอย่างสะดวกสบายมากขึ้นและก็ยังทำให้สามารถอ่านผลของแมมโมแกรมได้แม่นยำขึ้นด้วย

Health Mammogram 4

1. ไม่ควรทายาระงับกลิ่นตัว แป้งฝุ่น หรือโลชั่นใดๆบริเวณเต้านมและรักแร้: สารอลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวและคราบโลชั่นกับผงแป้งจะรบกวนผลของแมมโมแกรมเพราะมันจะไปปรากฎชัดเป็นจุดขาวๆอยู่บนฟิล์มเอ็กซเรย์ ซึ่งทำให้วินิจฉัยสับสนเพราะมันดูคล้ายกับจุดขาวของเซลล์ที่เป็นเซลล์มะเร็ง และถึงแม้คุณจะไม่ได้ทาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวที่เต้านมของคุณก็ตาม แต่การทำแมมโมแกรมจะถ่ายภาพจากส่วนใต้รักแร้ด้วยดังนั้น ผลิตภัณฑ์ใดๆที่ถูกทาลงบนผิวที่ใกล้เคียง ก็จะไปมีผลกับภาพถ่ายแมมโมแกรมทั้งสิ้นจึงควรเช็ดออกให้เรียบร้อยก่อนไปรับการตรวจ
2. สวมชุดแบบ 2 ชิ้นท่อนบนท่อนล่างในวันไปตรวจ: ชุดแบบนี้จะทำให้คุณผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ารับการตรวจได้สะดวกกว่าเพราะจะถอดเฉพาะเสื้อท่อนบน ไม่ต้องถอดทั้งตัวแบบชุดเดรสติดกันทั้งยังใช้เวลาสั้นกว่าด้วย
3. นัดตรวจแมมโมแกรมหลังมีประจำเดือน: ในช่วงที่มีประจำเดือนเต้านมจะมีความอ่อนไหวทำให้เกิดความเจ็บได้มากกว่าปกติ เพราะการตรวจแมมโมแกรมจะต้องวางเต้านมลงบนจานแผ่นราบ2 แผ่นและบีบอัดเพื่อถ่ายภาพเนื้อทุกส่วนของเต้านมได้ชัดเจนจึงควรนัดตรวจเป็นช่วง1 สัปดาห์หลังจากหมดช่วงประจำเดือนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเข้าสู่ระดับคงที่
4. เลือกศูนย์ตรวจที่ใช้เครื่องมือทันสมัยและมีมาตรฐานรับรอง: โรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัยจะมีการรับรองมาตรฐานของเครื่องมือ จึงวินิจฉัยได้แม่นยำกว่า เจ็บน้อยกว่า และใช้เวลาในการตรวจน้อยกว่าด้วยนอกจากนี้ก็จะมีเจ้าหน้าที่และแพทย์ที่ตรวจและอ่านผลการถ่ายภาพเต้านมตลอดทั้งวัน ซึ่งจะมีประสบการณ์มากกว่าและเห็นเคสที่หลากหลายกว่า ซึ่งหมายถึงคุณจะได้รับการอ่านผลที่ดีกว่าด้วย

Health Mammogram 2

5. บริโภคยาแก้ปวดก่อนทำแมมโมแกรม: การทำแมมโมแกรมต้องมีการบีบอัดเต้านม อาจทำให้คุณเกิดความเจ็บขึ้นได้ซึ่งบางคนแก้ปัญหานี้ด้วยการบริโภคยาแก้ปวดทั่วไปซึ่งก็อาจช่วยลดปัญหาลงได้บ้าง
6. เรียนรู้ประวัติครอบครัวของคุณเอง: แพทย์อาจถามคุณถึงประวัติครอบครัวเกี่ยวกับการเป็นมะเร็งเต้านม เพราะสิ่งนี้ก็เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงของคุณได้อย่างหนึ่ง และถึงแม้ว่าประวัติครอบครัวของคุณ จะไม่เคยมีใครเป็นโรคนี้ก็ตาม แต่ก็มีผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นมะเร็งเต้านม ทั้งๆที่ประวัติครอบครัวไม่เคยมีใครเป็นโรคนี้มาก่อน ซึ่งแพทย์ก็จะมุ่งไปที่พฤติกรรมไลฟสไตล์ประจำวันเช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไป

Health Mammogram 6

7. ตอบรับนัดทำแมมโมแกรมให้เร็วที่สุด: โดยปกติการทำแมมโมแกรมจะใช้เวลาค่อนข้างเร็วคือราวๆ 15-30 นาทีต่อ 1 คนขั้นตอนคือเมื่อคุณเช็คอินแล้ว คุณก็จะถูกนำไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนชุดท่อนบนเตรียมตัวสำหรับถ่ายภาพเต้านมซึ่งนักเทคนิคจะถ่ายภาพเต้านมทั้งหมด 4 ภาพด้วยกันคือภาพเต้านมที่ถูกบีบอัดจากด้านบนลงล่างแต่ละข้างๆละหนึ่งภาพ และภาพเต้านมที่ถูกบีบอัดจากด้านข้างของเต้านมแต่ละข้างๆละหนึ่งภาพ การถ่ายภาพจะใช้ระบบภาพดิจิตอล ภาพทั้งหมดจะปรากฎบนหน้าจอหากภาพไม่ชัดเจนก็จะถ่ายใหม่ซ้ำๆจนกว่าจะพอใจ หลังจากถ่ายภาพแล้ว คุณก็สามารถกลับบ้านได้โดยปกติแล้ว รังสีแพทย์จะอ่านผลแมมโมแกรมของคุณหลังจากนั้นหรือสองสามวันต่อมาแต่ถ้าถ่ายถาพออกมาแล้วเห็นชัดเจนว่ามีความผิดปกติเช่นมีก้อนบวมหรือมีสารคัดหลั่งใดๆออกมาจากเต้านม รังสีแพทย์ก็จะอ่านผลภาพนั้นๆทันทีและนัดหมายให้คุณมาพบในครั้งต่อไป
8. หลังจากการตรวจจะมีจดหมายหรืออีเมล์แจ้งผล: ซึ่งเมล์ที่ส่งให้คุณจะใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายไม่ใช้ศัพท์ทางการแพทย์ซับซ้อน บอกขั้นตอนต่อไปที่คุณควรปฏิบัติถ้าผลการตรวจของคุณไม่มีปัญหาเมล์ก็จะแนะนำว่าคุณควรมารับการตรวจอีกครั้งเมื่อไหร่แต่ถ้าพบว่ามีความผิดปกติใดๆแพทย์ก็จะเรียกให้คุณกลับมาในอีกสองสามวันเพื่อถ่ายภาพเต้านมอีกครั้ง หรือเพื่อแนะนำขั้นตอนปฏิบัติที่คุณควรทำระหว่างแมมโมแกรมครั้งต่อไป

Health Mammogram 5

9. ในกรณีที่เสริมเต้านม ก็ทำแมมโมแกรมได้และควรทำด้วย: จุดประสงค์ของการตรวจแมมโมแกรมในผู้ที่เสริมเต้านม จะทำเพื่อสองอย่างด้วยกันคืออย่างแรก แมมโมแกรมสามารถตรวจความสมบูรณ์ของเต้านมที่เสริมไปแล้วจากภาพถ่ายที่ได้และอย่างที่สองคือตรวจหามะเร็งเต้านมได้อีกด้วยนั่นคือหลังจากที่ดูเรื่องการเสริมเต้านมแล้วก็จะดูสภาพของเนื้อเยื่อเต้านมโดยรวมในบริเวณรอบๆเต้าที่ผ่านการเสริมไปนั้นซึ่งสำหรับผู้ที่เสริมเต้านม คุณก็จะต้องถ่ายภาพเต้านมมากกว่า 4 ภาพที่ผู้หญิงเต้านมปกติถ่ายกัน แต่แมมโมแกรมก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจให้คุณว่าเต้านมที่ผ่านการเสริมมาแล้วมีสภาพปกติดีและปลอดภัยจากโรคร้ายนี้แน่นอน

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เห็นหรือยังคะว่า แมมโมแกรมไม่เพียงแต่จะช่วยพาคุณไปสู่ความมั่นใจว่าปลอดภัยจากโรคมะเร็งเต้านมอย่างแน่นอนเท่านั้นแต่มันยังช่วย “ดักจับ” มะเร็งเต้านมไว้ให้สามารถรักษาได้ในระยะเนิ่นๆอีกด้วยการทำแมมโมแกรม จะทำความสงบให้จิตใจคุณในระยะยาว อย่ากลัวความเจ็บปวดในระยะสั้นๆของการตรวจ จนยอมพาตัวเองไปสู่ระยะของโรครายที่เยียวยาได้ยากขึ้น กรณีหลังนี้ต่างหากที่จะนำความกังวลมาให้คุณยาวนานกว่า

 

ไม่มีใครดูแลสุขภาพของคุณได้ดีเท่าตัวคุณเอง โดยเฉพาะสุขภาพของเต้านมซึ่งเป็นอวัยวะบ่งบอกความเป็นเพศหญิง มาดูแลสุขภาพเต้านมให้มีสุขภาพดีตลอดไปกันค่ะ

ดื่มน้ำมากเกินไป…ไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพ

วันนี้คุณดื่มน้ำมากเกินไปหรือเปล่า…ลองเช็คดู

น้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งสำคัญสำหรับกิจกรรมทุกสิ่งของเราทั้งเรื่องของสุขภาพเรื่องของความงาม และการใช้ชีวิต การขาดน้ำของร่างกายคือสาเหตุของสิว, ท้องอืด, น้ำหนักที่ลดลงได้ยากซี่งความคิดนี้ทำให้เราบอกตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆระหว่างวันแต่อย่าลืมว่า ของทุกอย่างที่ดีมันก็ต้องมีความ “พอดี” ด้วย เพราะถ้ามากเกินไป ของที่ดีก็จะกลายเป็นไม่ดีไปได้

การบอกตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆ ก็จะเป็นไปได้ที่ทำให้คุณทำร้ายตัวเองด้วยการดื่มน้ำมากเกินไป เรื่องนี้ฟังดูแปลกๆใช่ไหมคะแต่มันคือความจริง การดื่มน้ำมากเกินไปก็สามารถทำให้ร่างกายเกิดอันตรายได้เท่าๆกับการขาดน้ำ เพราะมันจะทำให้ปริมาณของเหลวในร่างกายเกิดการท่วมล้นขาดสมดุลเพราะมีของเหลวในปริมาณมากเกินที่ไตจะทำงานตามปกติของมันได้ นอกจากนี้คำแนะนำที่ให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ก็ไม่ได้บอกว่าควรดื่มเวลาไหนอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากคือสิ่งที่คุณควรรู้และทำ

เพราะปริมาณน้ำที่เหมาะสมที่ควรดื่ม เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

Drink Water Visual 1

เมื่อจะบอกตัวเองว่าควรดื่มน้ำกี่แก้ว สิ่งที่ควรเข้าใจก็คือองค์ประกอบในการตัดสินเรื่องนี้นั้นมีหลากหลาย อัน ได้แก่ :
– ขนาดตัวของคุณ ( Body Size) คนตัวเล็กกับคนตัวใหญ่ย่อมต้องการน้ำในปริมาณที่ต่างกัน
– ระดับความกระตือรือร้นของพฤติกรรมที่ทำประจำวัน (Level of Daily Activities) นักกีฬากับคนที่นั่งทำงานกับโต๊ะออฟฟิศก็จะมีปริมาณน้ำที่ต้องการแตกต่างกันออกไปด้วย
– พื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่และระดับอุณหภูมิในพื้นที่นั้นๆ (Area of Living and Temperature Level) พื้นที่ในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษและสิ่งก่อสร้างคอนกรีตที่มีอุณหภูมิความร้อนของอากาศภายนอกและความแห้งเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร คนที่อาศัยอยู่ก็ย่อมต้องการน้ำในปริมาณต่างจากบ้านชนบทในป่าเขาหรือทะเลที่มีภูมิอากาศอีกอย่างหนึ่ง

ทั้งสามสิ่งข้างต้นคือองค์ประกอบของการดื่มน้ำที่เราควรนึกถึง แล้วทีนี้คำถามก็คือ จะกำหนดมาตรฐานของระดับการดื่มน้ำของแต่ละคนได้อย่างไร ซึ่งวิธีการดื่มน้ำที่ถูกต้องก็คือ ให้คุณตั้งเป้าหมายว่าแต่ละวันจะดื่มน้ำให้ได้เท่ากับ “ครึ่งหนึ่ง”ของค่าน้ำหนักตัวที่เป็นปอนด์ของคุณเช่นถ้าคุณหนัก 140 ปอนด์หรือประมาณ 64 กิโลกรัม คุณก็ควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 70 ออนซ์หรือประมาณ 1.9 มิลลิลิตรหรือเกือบ 2 ลิตร แต่ถ้าคุณน้ำหนักตัวน้อยกว่านี้ ปริมาณน้ำที่ควรดื่มก็จะลดลงตามไปด้วย (1 กิโลกรัมเท่ากับ 2.2 ปอนด์ และ1 ออนซ์เท่ากับ 28.41 มิลลิลิตร)ตัวอย่างนี้จะเป็นไอเดียที่ดีใรการคำนวณปริมาณน้ำโดยเฉลี่ยที่คุณควรดื่มแต่ละวัน จากนั้นเมื่อนำมาเทียบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและพื้นที่ๆคุณอยู่แล้ว ความต้องการน้ำของร่างกายคุณก็อาจมีการบวกลบได้ประมาณ 10-15% ซึ่งการดื่มน้ำมากๆจนเกินกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังกลับเกิดโทษได้ด้วย

5 สัญญาณร่างกายว่าคุณดื่มน้ำมากเกินไป:
1. สีปัสสาวะใสเหมือนน้ำ: คุณอาจคิดว่านี่คือตัวบ่งชี้ที่ดีของสุขภาพแต่ที่จริงแล้ว สีปัสสาวะที่ใสเกินไปก็น่าห่วงเช่นกันเพราะมันหมายถึงร่างกายของคุณกำลังได้รับความชุ่มชื้นมากเกินไปปกติแล้ว สีของปัสสาวะที่ดีควรมีสีเหลืองใสจางๆไม่ใช่ใสเหมือนน้ำ

Drink Water 2

2. เซลล์บวม: ส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ในร่างกายของเราคือโปตัสเซียมกับโซเดียม ซึ่งแร่ธาตุทั้งสองต้องมีความสมดุลจึงจะทำให้ระบบโลหิตสมดุลทั้งปริมาณและความดันโลหิตซึ่งโลหิตในร่างกายเราจะมีการสกัดของเหลวส่วนเกินออกไปและแปรสภาพมันให้เป็นปัสสาวะ หากร่างกายเรามีน้ำมากเกินการใช้งาน สิ่งที้เกิดขึ้นก็คือระดับโซเดียมในโลหิตก็จะเจือจางซึ่งเมื่อโลหิตที่มีโซเดียมเจือจางนี้ไปหล่อเลี้ยงเซลล์ ผลที่ตามมาก็คือในเซลล์ก็จะมีน้ำมากกว่าที่ควรจะเป็นทำให้เซลล์เกิดบวมตัวจากน้ำที่คั่งอยู่นั้นซึ่งหากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับอวัยวะบางส่วนเช่นกับระบบประสาทนิวรอนของสมอง ซึ่งเป็นเซลล์ของระบบประสาทที่มีพื้นที่เล็กมากๆอยู่ในกระโหลกศีรษะ การบวมตัวของนิวรอนก็จะทำให้เกิดอันตรายถึงเสียชีวิตได้เพราะสมองได้เกิดการบาดเจ็บขึ้น
3. คลื่นไส้: สิ่งนี้เกิดจากการมีระดับของโปตัสเซียมในเซลล์ต่ำเกินไป ทำให้คุณรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน
4. กล้ามเนื้อเกร็งและเป็นตะคริวบ่อยๆ: เรามักคิดว่าตะคริวเกิดจากการขาดน้ำ แต่จริงๆแล้วการดื่มน้ำมากเกินไป ก็ทำให้เกิดเป็นตะคริวได้จากการที่สารอิเล็คโทรไลท์ในร่างกายเช่นสารโซเดียมมีปริมาณลดลงซึ่งเราสามารถทดแทนสารอิเล็คโทรไลท์ที่ลดลงไปนี้ได้ ด้วยการดื่มน้ำที่มีสารอิเลคโทรไลท์ตามธรรมชาติเช่นน้ำมะพร้าว ก็จะช่วยคืนสมดุลให้ร่างกาย
5. ความเหนื่อยล้า: ลองนึกภาพดูว่า ถ้าไตของเราถูกสั่งให้ทำงานหนักเกินขีดจำกัด ด้วยการต้องกรองของเสียออกจากน้ำปริมาณมากที่ดื่มเข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับมันอวัยวะทุกอย่างในร่างกายเมื่อต้องทำงานหนักก็ย่อมเหนื่อยล้าและชลอการทำงานลงเหมือนที่เราทำงานหนักจนขี้เกียจตื่นเช้าเพื่อไปทำงานนั่นแหละ ไตของคุณก็จะทำงานช้าลงและเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ตารางเวลาการดื่มน้ำ 8 แก้วที่เหมาะสม:

Drink Water 1

การดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน ถ้าดื่มให้ถูกเวลาก็จะเป็นการดื่มน้ำที่ให้ประโยชน์ ลองพิจารณาข้อมูลการดื่มน้ำข้างล่างนี้

6.00 – 7.00 น.: น้ำแก้วแรกหลังจากตื่นนอน
ข้อดี: น้ำแก้วนี้จะช่วยขจัดมลพิษที่ตกค้างช่วยทำความชุ่มชื่นให้กับสมองช่วยกระตุ้นระบบการย่อยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการย่อยอาหารเช้าของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

8.00 – 9.00 น.: น้ำแก้วที่สองหนึ่งชั่วโมงหลังอาหารเช้า
ข้อดี: ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน, ช่วยสมดุลกรดด่างของร่างกาย,ช่วยหล่อลื่นข้อต่อและกระดูกอ่อน

11.30 – 12.00 น.: น้ำแก้วที่สาม ครึ่งชั่วโมงก่อนมื้อเที่ยง
ข้อดี: ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกิน, ช่วยฟื้นฟูระบบเมตาบอลิซึ่มใน 30-40 นาทีหลังจากการดื่มน้ำ, ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

13.00– 14.00 น.: น้ำแก้วที่สี่ หนึ่งชั่วโมงหลังมื้อเที่ยง
ข้อดี: ป้องกันร่างกายจากความชราก่อนวัย, ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโลหิตและเซลล์กล้ามเนื้อ

15.00 – 16.00 น.: น้ำแก้วที่ห้า ครึ่งชั่วโมงก่อนพักดื่มกาแฟหรือชาตอนบ่าย
ข้อดี: ช่วยจำกัดการผลิตกรดในร่างกายให้น้อยลง, ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

17.00 – 19.00 น.: น้ำแก้วที่หก หนึ่งชั่วโมงก่อนมื้อเย็น
ข้อดี: ป้องกันการบริโภคอาหารมากเกินไป, ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ลงได้ 45%

20.00 – 21.00 น.: น้ำแก้วที่เจ็ด หนึ่งชั่วโมงหลังมื้อเย็น
ข้อดี: ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น, ป้องกันท้องผูก

21.30 – 22.00 น. PM: น้ำแก้วที่แปดครึ่งชั่วโมงก่อนนอน
ข้อดี: ช่วยเติมเต็มของเหลวที่ร่างกายสูญเสียไป, ป้องกันการเกิดโรค Stroke หรือหลอดเลือดสมองอุดตันและโรคหัวใจ

 

นี่คือระยะเวลาของการดื่มน้ำที่ช่วยสุขภาพอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม คุณอาจดื่มน้ำในช่วงเวลาอื่นๆเสริมจากช่วงเวลาหลักที่ว่านี้ก็ได้เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำในปริมาณเท่าที่ต้องการ เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราทำเป็นประจำ หากใส่ใจในรายละเอียดและทำได้ถูกวิธี ก็จะเพิ่มผลกำไรสุขภาพให้เราได้มากมาย ว่าแล้วก็ต้องขอไปดื่มน้ำแก้วต่อไปตามเวลาก่อน พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ

อ้วนเกินไปเพราะภาวะขาดไทรอยด์ ( หรือเปล่า )

ถ้าวันหนึ่งอยู่ดีๆก็น้ำหนักขึ้นเอาๆ ไดเอ็ตยังไงก็ลดไม่ลง หากเกิดสิ่งนี้ขึ้นละก็เรื่องแรกที่ควรนึกถึงเลยก็คือ “กำลังพบกับภาวะขาดไทรอยด์อยู่หรือเปล่า” Hypothyroidism หรือภาวะขาดไทรอยด์นี้เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ในต่างประเทศกำลังให้ความสำคัญ เพราะมีผู้หญิงจำนวนมากที่พบกับสิ่งนี้โดยไม่รู้ตัวทำให้ลดน้ำหนักไม่ลงไปเรื่อยๆพร้อมสุขภาพย่ำแย่จากโรคต่างๆที่ตามมา

รู้จักกับต่อมไทรอยด์:

Health-Hypothyroidism-1

ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมเล็กๆรูปร่างคล้ายปีกผีเสื้ออยู่ที่บริเวณคอของเรา ทำหน้าที่ควบคุมเมตาบลิซึ่มหรือระบบเผาผลาญอาหารที่เราบริโภคเข้าไป ซึ่งถ้ามันมีปัญหา ก็หมายถึงระบบเผาผลาญอาหารของเราก็จะมีปัญหาไปด้วยและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ต่อมไทรอยด์จะใช้ไอโอดีนจากเลือดของเราไปผลิตฮอร์โมนไทรอยด์2 ชนิดชื่อไทรไอโอโดทีโรนีน (Triiodothyronine) หรือT3และไทร็อกซีน(Thyroxine) หรือ T4เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญอาหาร ซึ่งในสมองของเราก็จะมีต่อมไฮโปทาลามัส(hypothalamus)ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน TSH ที่จะส่งสัญญาณไปยังต่อมพิทูอิทารี(pituitary)ว่าจะให้ต่อมไทรอยด์ผลิต T3 และ T4 มากหรือน้อยแค่ไหน ถ้าในเลือดมีระดับ T3และ T4ต่ำ พิทูอิทารี่ก็จะผลิต THS มากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์แต่ถ้าT3 และ T4 ในเลือดสูงเกินไป พิทูอิทารี่ก็จะลดการปล่อยสาร TSH สู่ไทรอยด์เพื่อลดระดับการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ให้กับร่างกายนั่นเอง

ภาวะขาดไทรอยด์เกิดจากอะไร:
ภาวะขาดไทรอยด์หรือ Hypothyroidism เป็นภาวะที่พบบ่อยประมาณ 2-5% ของประชากร และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-8 เท่า สาเหตุแรกก็คือความผิดปกติของพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิดส่วนสาเหตุอื่นๆเช่นความผิดปกติของต่อมพิทูอิทารี่ ที่ผลิตสาร TSH กำหนดปริมาณการผลิตไทรอยด์ผิดปกติหรือสาเหตุจากการตั้งครรภ์ ที่หลังการคลอดแล้วผู้หญิงจะมีภาวะไทรอยด์ต่ำต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนน้อยลง ซึ่งถ้าเป็นแล้วไม่ได้รักษาก็จะเกิดโรคอื่นๆตามมาเช่นโรคอ้วน,โรคปวดข้อ,โรคหัวใจจากระดับไขมันเลวหรือ LDL ที่สูงขึ้นเรื่อยๆนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว,โรคของภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease)ที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายผลิตแอนตี้บอดี้ขึ้นมาทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายเช่นโรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต ( Hashimoto’s Thyroiditis)

จะสังเกตอย่างไรว่าขาดไทรอยด์:

Health-Hypothyroidism-4

เส้นผมและผิวหนังเปลี่ยนไป – เส้นผมที่เคยเงางามกลับแห้งหยาบ,หลุดร่วงง่ายผิวหนังก็จะหยาบแห้งดูหนาเป็นสะเก็ด
ปัญหาของลำไส้ – ท้องผูกเรื้อรัง,ท้องร่วง,โรคลำไส้แปรปรวน IBS (irritable bowel syndrome)
ปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ – กล้ามเนื้อแขนอ่อนแอลง, มีการกดทับของเส้นประสาท(carpal tunnel)ที่แขนหรือมือ
คอเลสเตอรอลสูงขึ้น – เนื่องจากร่างกายไม่ตอบรับการออกกำลังกายและโปรแกรมควบคุมอาหารที่ทำอยู่ รวมทั้งไม่ตอบรับการยาลดคอเลสเตอรอลที่บริโภคอยู่ด้วย
ประจำเดือนผิดปกติ – ประจำเดือนมามากและบ่อยกว่าเดิม เจ็บปวดช่วงมีประจำเดือน หรือระยะประจำเดือนสั้นและน้อยกว่าปกติ สีจางหรือเข้มกว่าปกติ ฯลฯ
หดหู่หงุดหงิดง่ายและกังวล – ซึ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็อาจเป็นอาการหนึ่งของโรคไทรอยด์เช่นกัน
น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วและคุมไม่ได้ – สิ่งนี้ก็เป็นสัญญาณสำคัญของโรคขาดไทรอยด์
ความรู้สึกไม่สบายบริเวณคอหรือคอบวมใหญ่ขึ้น – จะรู้สึกเวลาสวมเสื้อคอสูงหรือผูกเนคไท
ประวัติครอบครัว – ถ้ามีหรือเคยมีคนในครอบครัวเป็นโรคไทรอยด์ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น
เหนื่อยมากผิดปกติ – เช่นเหนื่อยหมดแรงเมื่อตื่นนอนหรือเหนื่อยจนทำงานไม่ไหว

อาหารควรเลี่ยงของภาวะขาดไทรอยด์

Health-Hypothyroidism-2

ปัญหาหลักของโรคนี้คือ ระบบการย่อยอาหารชลอตัวลงทำให้อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะควบคุมน้ำหนักไม่ได้การเลิกสูบบุหรี่,หลีกเลี่ยงโปตัสเซียมฯลฯเป็นการดูแลวิธีธรรมชาติที่ช่วยให้การทำงานของต่อมไทรอยด์ดีขึ้นควรเลี่ยงอาหารที่อุดมด้วยสารกอยโทรเจน ( goitrogens) ซึ่งเป็นสารรบกวนการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ของร่างกายซึ่งจะไปยับยั้งการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้อย่างเหมาะสมซึ่งอาหารที่ควรเลี่ยงได้แก่
1. ผัก: เลี่ยงผักตระกูลกะหล่ำเช่นบร็อคโคลี, บ็อกชอย,สเปราท์, กะหล่ำปลี, ดอกกะหล่ำ, แรดิช , คะน้า,วอเตอร์เครส ฯลฯผักเหล่านี้มีสารกอยโทรเจน(goitrogen) สูง จึงนอกจากยับยั้งการสร้างฮอร์โมนแล้วยังทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ การบริโภคผักตระกูลนี้มากเกินไป จะทำให้ท้องอืดและขาดสารไอโอดีนจนเป็นโรคคอพอกได้ แต่สารนี้จะสลายตัวไปเมื่อได้รับความร้อน ทั้งควรเลี่ยงผักที่มีสารไทโอไซยาเนท (thiocyanate)ซึ่งมีผลเสียต่อโรคของต่อมไทรอยด์ เช่น หน่อไม้, ข้าวโพด, เมล็ดแฟล็กซ์, ถั่วลิมา (lima bean), มันเทศ ฯลฯ
2. อาหารกลูเตน: เช่นแป้งสาลี, จมูกข้าวสาลีหรือวีทเจิร์ม ( wheatgerm) , ข้าวไรน์, ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯแต่บริโภคแป้งหรือธัญพืชที่ปลอดกลูเตนได้เช่นข้าวกล้อง, ไรซ์เค้ก(rice cakes), ไรซ์นูดเดิ้ล, ข้าวตัง, บัควีท, ควินัว , ข้าวโอ๊ต, ซีเรียล ฯลฯ หรือพาสต้าและขนมเบเกอรี่ที่ปลอดกลูเตน
3. ผลไม้: เลี่ยงลูกพีช, แพร์ และสตรอเบอร์รี่
4. ถั่วต่างๆ: เลี่ยงถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ถั่วลิสง,เมล็ดสน ฯลฯ
5. น้ำมัน: เลี่ยงน้ำมันคาโนลา, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์, น้ำมันปลา, น้ำมันเมล็ดคำฝอย ( Safflower oil), น้ำมันข้าวโพด,น้ำมันพืชและน้ำมันจากเมล็ดพืชต่างๆ
6. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
7. อาหารสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปทุกชนิด
8. อื่นๆ: อาทิ หัวหอมสด,ผักชี, คาโมมายล์ฯลฯ

ที่ให้เลี่ยงก็เพราะอาหารเหล่านี้มีสารกอยโทรเจนสูง โดยเฉพาะถ้าบริโภคแบบสดๆกอยโทรเจนจะไปยับยั้งการดูดซึมไอโอดีนเข้าสู่ร่างกาย ขัดขวางการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ แล้วก็ระวังโปรตีนจากถั่วเหลืองด้วย เพราะโปรตีนนี้จะมีสารไอโซฟลาโวนที่จะไปกระตุ้นแอนตี้บอดี้ของไทรอยด์ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นและไอโซฟลาโวนยังขัดขวางการดูดซึมไอโอดีน ทำให้เกิดโรคคอพอกง่ายขึ้นด้วยนี่คือข้อมูลวิจัยที่ตีพิมพ์ใน the Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism และที่ควรเลี่ยงอาหารกลูเตน ก็เพราะการวิจัยพบว่า 90% ของปัญหาขาดไทรอยด์คือเรื่องของการมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (autoimmune) ซึ่งโมเลกุลของไทรอยด์และไกลอาดิน (gliadin) สารโปรตีนชนิดหนึ่งในกลูเตนจะมีโครงสร้างคล้ายกัน ทำให้เมื่อเราบริโภคกลูเตนระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราก็จะยิ่งเพิ่มการยับยั้งการผลิตฮอร์โมนของไทรอยด์อาหารที่ควรระวังอีกอย่างก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนหรือ Polyunsaturated fats ( PUFAs)เช่นในน้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์, คาโนลา,น้ำมันปลาฯลฯอาหารนี้จะแฝงด้วยเอนไซม์โปรทีโอไลติก(proteolytic enzyme)ที่ขัดขวางระบบการย่อย ทั้งควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์เช่นเบียร์, ไวน์หรือลิเคียวร์ ซึ่งมีสารไฟโตเอสโตรเจน ที่จะไปกระตุ้นการเปลี่ยนฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนทั้งยังไปลดการผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเพิ่มการผลิตฮอร์โมนโปรแลกติน ซึ่งจะมีผลกับภาวะผิดปกติของไทรอยด์ทั้งควรเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปและอาหารอุดมด้วยน้ำตาลที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายและเปลี่ยน T4 ให้เป็น T3

การปรุง, การแช่, การหมัก, หรือการต้มอาหารที่อุดมด้วยกอยโทรเจนจะช่วยสลายหรือลดคุณสมบัติด้านลบของอาหารเหล่านี้ลงไปได้ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ระบุว่าการปรุงแบบช้าๆหรือ slow-cookedจะช่วยลดผลด้านลบที่ผักเหล่านี้มีลงไปได้แต่ยกเว้นสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง ที่จะไม่ถูกทำลายลงไปเมื่อผ่านความร้อนเหมือนสารอื่นๆจึงควรเลี่ยงอาหารจากถั่วเหลืองไว้จะดีกว่า

บริโภคอะไรในภาวะขาดไทรอยด์: มาดูว่าสามารถบริโภคอะไรได้บ้าง

Health-Hypothyroidism-3

1. ผลไม้: ผลไม้แทบทุกชนิดดีสำหรับภาวะขาดไทรอยด์เช่นบลูเบอร์รี่, ราสพ์เบอร์รี่, เชอรี่และมะม่วง อุดมด้วยสารต้านอนมูลอิสระผลไม้ตระกูลซีตรัสและกีวี ก็อุดมด้วยวิตามินซี ทั้งหมดนี้ช่วยป้องกันต่อมไทรอยด์ แต่ให้เลี่ยงสตรอเบอร์รี่, ลูกแพร์และพีช ซึ่งเป็นกลุ่มผลไม้มีสารกอยโทรเจน
2. แซลมอน: อุดมด้วยโปรตีน, สารต้านอนุมูลอิสระแซลมอนที่เลี้ยงในน้ำเย็นธรรมชาติ เป็นอาหารที่ดีสำหรับภาวะขาดไทรอยด์เพราะปลานี้มีโปรตีนสูงและมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยลดการบวมของโรคคอพอก และยังอุดมด้วยเซเลเนียมและวิตามินบี 12ซึ่งเป็นสารอาหารช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์
3. บราซิลนัท (Brazil nut): ถั่วชนิดนี้อุดมด้วยแร่ธาตุเซเลเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุสร้างสมดุลให้กับฮอร์โมนไทรอยด์ช่วยต้านการติดเชื้อและยับยั้งการพัฒนาของโรคคอพอกบราซิลนัทยังช่วยให้มีอารมณ์ดีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่มีภาวะนี้ที่มักจะมีความเครียดแค่บริโภคบราซิลนัทไม่กี่เมล็ดต่อวัน ก็จะได้โดสของเซเลเนียมที่ร่างกายต้องการแล้วแต่ไม่ควรบริโภคเซเลเนียมประเภทผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะการได้รับเซเลเนียมมากเกินไปอาจเกิดพิษนำไปสู่ปัญหาเช่นผมร่วงและหัวใจวายได้
4. สาหร่ายทะเล: สลัดสาหร่ายทะเลอุดมด้วยไอโอดีนซึ่งจำเป็นต่อต่อมไทรอยด์แต่ก็อย่าบริโภคมากเกินไป เพราะถ้าไอโอดีนมากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้เหมือนกัน
5. กรีกโยเกิร์ต: อุดมด้วยไอโอดีนและข้อดีก็คือคุณไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับไอโอดีนมากเกินไปเพราะในกรีกโยเกิร์ตหนึ่งถ้วยขนาดมาตรฐานจะมีไอโอดีนอยู่เพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณแนะนำให้บริโภคต่อวันหรือRDIลองผสมมันกับผลไม้เช่นบลูเบอร์รี่หรือมะม่วงเป็นอาหารเช้าก็อร่อยและให้คุณค่าโภชนาการที่ดี

เครื่องดื่มเหมาะสมของภาวะขาดไทรอยด์
แครนเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไอโอดีน ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญช่วยควบคุมสมดุลการทำงานของต่อมไทรอยด์วิตามินซีจากมะนาวและส้ม มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นฟูสุขภาพของต่อมไทรอยด์ขิง อุดมด้วยแมกนีเซียม ช่วยการทำงานของไทรอยด์ซินนามอนหรืออบเชยอุดมด้วยสารต้านการติดเชื้อ

ส่วนผสม: น้ำแร่หรือน้ำกรอง 7 ถ้วย, น้ำแครนเบอร์รี่ 100% 1 ถ้วย, น้ำมะนาวสด ¼ ช้อนโต๊ะ, น้ำส้มคั้นสด ¾ ช้อนโต๊ะ, ขิงป่น ¼ ช้อนโต๊ะ, ผงอบเชย ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ: นำน้ำแร่ไปต้มให้เดือด ใส่น้ำแครนเบอร์รี่และเครื่องเทศทั้งหมดลงไป คนให้เข้ากันประมาณ 20 นาทีจึงยกลงจากเตาพักไว้ให้เย็นเมื่อเย็นแล้วเติมน้ำมะนาวและน้ำส้มคั้นสดคนให้เข้ากันอีกครั้งใช้ดื่มหรือจิบได้ตลอดวันอร่อยและแนะนำให้ดื่มสัปดาห์ละครั้ง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคอาหารและไลฟสไตล์ บริโภคโปรตีนและผักให้มากขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, บริโภคโยเกิร์ต,งดคาเฟอีนและบุหรี่, ใช้ชีวิตผ่อนคลายจากความเครียด, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ที่สำคัญมากคืออย่าอดนอนและควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไป สำหรับทางการแพทย์จะรักษาโดยแพทย์อาจให้ยาบำบัดภาวะพร่องฮอร์โมนซึ่งเรียกว่ายาเลโวไทรอซีน เพื่อช่วยรักษาอาการให้ดีขึ้นที่เล่าเรื่องของ Hypothyroidism ให้ทราบกันนี้ไม่ได้จะให้คุณเกิดความวิตกหรือหวาดกลัวมากเกินไปนะคะ แต่การหาความรู้และดูแลตัวเองอย่างรอบด้าน หมั่นสังเกตและไม่ละเลยต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม เท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีไปพร้อมๆกันค่ะ

ดูเทรนด์สุขภาพเมื่อไร้ไขมันทรานส์

ช่วงนี้ไม่มีประเด็นสุขภาพไหนจะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเท่าเรื่องการประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์ในอาหาร ที่กระทรวงสาธารณสุขจะให้มีผลใช้บังคับในอีก 180 วันหลังจากวันประกาศนี้ คำถามก็คือ แล้วไลฟ์สไตล์การบริโภคของเราจะต้องปรับตัวไปทางไหน และมีอะไรจะเข้ามาทดแทนสิ่งนี้และมีผลอย่างไรกับพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบันและอนาคต มาคุยเรื่องนี้กันค่ะ

Health Trans Fatty 1

“ไขมันทรานส์” มาจากไหน
ไขมันทรานส์ เป็นไขมันเกิดจากการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไปในไขมันไม่อิ่มตัวจากพืช กระบวนการนี้เรียกว่า partially hydrogenation จริงๆมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1890 โดย พอล ซาบาทีเย(Paul Sabatier)นักเคมีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ค้นพบวิธีการนี้ แต่เขาใช้มันในการทดลองทางเคมีเท่านั้น จนเมื่อปี 1901 วิลเฮล์ม นอร์แมนน (Wilhelm Normann)นักเคมีชาวเยอรมัน ได้นำวิธีการนี้มาใช้กับวงการอาหารโดยเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมันและทำได้สำเร็จในปี 1902 ต่อมาในปี 1905 – 1910 มันก็ได้รับความนิยมมากขึ้นๆ โดยมียอดขายถึง 3,000 ตันในอังกฤษเมื่อปี 1909

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาได้มีการนำเข้าถั่วเหลืองเข้ามาในประเทศ น้ำมันถั่วเหลืองก็ถือกำเนิดขึ้นอันเป็นผลผลิตจากการนำเข้านี้ ได้มีการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อให้กลายสภาพเป็นไขมันใช้ในการทำเบเกอรี่และพบว่าไขมันนี้ให้คุณสมบัติพิเศษที่ดีกว่าเนยสดนั่นคือสามารถเก็บนอกตู้เย็นได้โดยไม่ละลาย และเกลี่ยได้ดีทันทีบนขนมปัง ทั้งทำให้อาหารกรอบอร่อยเก็บได้นานและรสชาติดี ต้นทุนการผลิตก็ต่ำกว่าไขมันทรานส์จากถั่วเหลืองนี้จึงเริ่มถูกใช้ในการทำขนมปัง เค้กและคุกกี้อย่างแพร่หลายมีการนำน้ำมันพืชชนิดต่างๆมาเติมไฮโดรเจนเพื่อใช้ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งในช่วงแรกมีการระบุว่าปลอดภัยกว่าเนยซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว

นอกจากนี้ กระแสสุขภาพที่พูดถึงการบริโภคไขมันอิ่มตัวหรือ SFA ( saturated fat) ว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก็ทำให้เกิดความพยายามจะหาสิ่งทดแทนเนยสดซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวแต่ปัญหาก็คือไขมันไม่อิ่มตัวหรือ UFA (unsaturated fat) มักเก็บไม่ได้นานทั้งเมื่อถูกความเย็นก็จะเป็นไขทำให้ใช้ไม่สะดวก การเติมไฮโดรเจนลงไปในบางส่วน ช่วยให้ไขมันเก็บได้นานขึ้นไม่เป็นไข ทั้งให้เนื้อสัมผัสอร่อยขึ้นด้วย ไขมันทรานส์หรือ TFA ( trans fat)จึงครองตลาดตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าในต้นปี 1956 จะเป็นครั้งแรกที่วงการวิทยาศาสตร์เริ่มพูดถึงความเสี่ยงของไขมันทรานส์ต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมองแต่ก็ยังไม่มีใครให้ความสำคัญเพราะมุ่งเรื่องอันตรายจากไขมันอิ่มตัวมากกว่า

เมื่อโลกเริ่มตระหนักอันตรายของไขมันทรานส์

Health Trans Fatty 2

การศึกษาเรื่องอันตรายของไขมันทรานส์เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อต้นปี 1990 และปี 1994 ก็มีการระบุว่า ไขมันทรานส์เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของคนอเมริกันถึงสองหมื่นคน ซึ่งช่วงนั้นมีอาหารไขมันทรานส์แพร่หลายทั้งในอเมริกาและยุโรป ทำให้เกิดแคมเปญการต่อต้านและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในวงการอาหารอย่างมาก

ถ้าดูจากตัวเลขก็จะพบว่า ไขมันทรานส์ถูกมองเป็นฮีโร่ในวงการอาหารมาเกินกว่า50 ปี กว่าความคิดนี้จะเปลี่ยนไป ด้วยข้อมูลที่ระบุในงานวิจัยซึ่งแหล่งไขมันทรานส์ที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุดก็คือ จากมาร์การีนหรือเนยเทียมนั่นเอง ที่นอกจากมันจะไปเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือ LDL แล้ว ก็ยังไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือ HDL ในร่างกายลงด้วย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ FDA ในช่วงแรกๆ ได้ออกกฎหมายให้มีการระบุปริมาณไขมันทรานส์ที่มีในอาหารและบางรัฐก็มีกฎหมายห้ามใช้ไขมันทรานส์โดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกับหลายประเทศของยุโรป จนถึงปี 2013 ที่FDAสหรัฐอเมริกาได้ออกมาระบุชัดเจนว่าไขมันทรานส์ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค

จะเห็นว่า ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เขามีการห้ามใช้ไขมันทรานส์นี้มานานกว่าสิบปีแล้ว แต่บ้านเราเพิ่งจะขยับตัว ดังนั้น เราอาจไม่ต้องกังวลมากนักกับอาหารที่นำเข้าจากประเทศเหล่านี้ เพราะเขาเลิกใช้กันก่อนเรามานานแล้วยิ่งแบรนด์ใหญ่ๆเขาก็ต้องรักษาชื่อเสียงกับผู้บริโภคของเขาด้วย สิ่งที่เราควรกลัวกันก็คือบรรดาขนมเบเกอรี่ข้างทางในบ้านเราที่ไม่เคยมีการระบุส่วนผสมที่ชัดเจน ไม่มีการรับรองความปลอดภัยจากองค์กรใดๆและขายโดยใช้การโฆษณาว่าเป็น “ โฮมเมด” ขนมพวกนี้มีความเสี่ยงเพราะเราไม่รู้ที่มาที่ไปของส่วนผสม และบริโภคโดยอาศัยความไว้ใจเพียงอย่างเดียว ขนมเหล่านี้จะมีไขมันทรานส์ที่ใช้แพร่หลายก็คือมาร์การีนหรือเนยเทียม ที่ทำให้อร่อยและเก็บได้นาน ที่สำคัญคือต้นทุนต่ำ ดังนั้น ถ้าพบว่าขนมที่ซื้อข้างทางทั้งอร่อยทั้งเก็บได้นานทั้งราคาถูก ก็อย่าเพิ่งดีใจซื้อมาบริโภคเพราะเขาใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนผสม

ทำความเข้าใจประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์
ถ้าเราอ่านประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องนี้ให้ดีๆก็จะพบว่า การห้ามนั้นจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันหรือ 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งจริงๆแล้วในทางปฏิบัติก่อนจะมีการเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ ก็ได้มีการเรียกประชุมผู้ผลิตอาหารและแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนแล้วเพื่อให้เตรียมตัวปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตไม่ให้กระทบกับภาพรวมอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งผู้ผลิตก็ได้รับทราบและให้ความร่วมมือเตรียมพร้อมกันมาเป็นเวลากว่า 1 ปีในการปรับเปลี่ยนสูตร ดังนั้น ในช่วงนี้ที่มีประกาศนี้ออกมาผู้ผลิตจึงมีความพร้อมอยู่นานแล้ว ส่วนสาเหตุของเวลาการบังคับใช้ใน 180 วันนั้น ก็เพื่อให้ผู้ผลิตได้ไปปรับปรุงด้านรายละเอียดอื่นๆเช่น การพิมพ์ฉลากระบุส่วนประกอบอาหาร ฯลฯซึ่งปกติผู้ผลิตแบรนด์อุตสาหกรรมใหญ่ ก็จะมีการแจกแจงส่วนประกอบอาหารและรับอนุญาตเรียบร้อยแล้วก่อนวางจำหน่ายจึงไม่น่าจะต้องกังวลให้มากเกินไป

รู้ไหมว่าในอาหารธรรมชาติก็มีไขมันทรานส์ได้เช่นกัน
อีกเรื่องที่อยากให้รู้ก็คือ ไขมันทรานส์ไม่ได้เกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงแหล่งเดียว แต่ในอาหารธรรมชาติก็อาจมีไขมันนี้ได้เช่นกัน เช่นในเนื้อสัตว์, นม, และผลิตภัณฑ์จากนม เนื่องจากสัตว์เหล่านี้จะมีการผลิตไขมันทรานส์เกิดขึ้นได้ในกระเพาะอาหารและลำไส้ของมัน แต่ยังไม่มีการพบว่าไขมันทรานส์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพเหมือนไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรม

จะใช้น้ำมันอะไรให้ปลอดจากไขมันทรานส์

Health Trans Fatty 4

มีคำถามว่า เมื่อน้ำมันพืชที่ขายในท้องตลาดมีไขมันทรานส์ งั้นเราใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวจะปลอดภัยกว่าไหมคำตอบก็คือน้ำมันหมูเป็นไขมันอิ่มตัวหรือ SFAยังไงก็มีโอกาสจะทำให้ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ง่ายกว่าน้ำมันพืช ส่วนน้ำมันมะพร้าว ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีกเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูงกว่าน้ำมันหมู ทั้งยังเกิดควันได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน ที่สำคัญคือน้ำมันนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับคนเป็นโรคหัวใจน้ำมันถั่วเหลือง มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยและทนความร้อนไม่เกิดควันง่ายถือว่าใช้ได้น้ำมันรำข้าว ดีกว่าน้ำมันถั่วเหลืองเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ ทั้งทนต่อความร้อนได้มากกว่าน้ำมันถั่วเหลืองน้ำมันปาล์มไม่แนะนำเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวพอๆกับน้ำมันหมู ส่วนน้ำมันทานตะวัน แม้จะมีกรดไขมันอิ่มตัวน้อย แต่เก็บได้ไม่ทน น้ำมันคาโนลา มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยที่สุด ใช้ได้ดีรองจากน้ำมันรำข้าวสุดท้ายคือน้ำมันมะกอก ส่วนตัวแล้วชอบอันนี้ที่สุดและใช้ประจำเป็นน้ำมันที่มีการระบุจากนักโภชนาการว่ามีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยและมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงที่สุด ซึ่งถ้าจะใช้ทอดหรือผัดแนะนำว่าควรเลือกแบบ light เพราะกลิ่นไม่แรงมาก

ในน้ำมันและไขมันทุกชนิด จะมีกรดไขมันทั้งสามแบบคือ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA), กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว(MUFA)และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน(PUFA) ผสมผสานกันอยู่ไม่มีน้ำมันชนิดใดที่จะมีกรดไขมันแบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว แต่สัดส่วนของกรดไขมันกลุ่มไหนมากกว่าก็จะถูกจัดประเภทให้อยู่ในกลุ่มนั้นและต้องเข้าใจด้วยว่า จะเป็นน้ำมันอะไรก็ตาม ถ้าใช้ทอดซ้ำๆหรือทอดด้วยความร้อนสูงมากๆนานๆ ก็จะทำให้เกิดไขมันทรานส์ได้ทั้งนั้นจากกระบวนการปรุงอาหาร ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จากการชอบบริโภคอาหารทอดหรือขนมเบเกอรี่มีความเสี่ยงทั้งหลาย มาเป็นการบริโภคผักผลไม้สดให้มากขึ้น รวมทั้งบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยการอบ นึ่ง หรือต้ม เป็นหลักจะปลอดภัยที่สุด

เรื่องน่ารู้ของกรดไขมัน

Health Trans Fatty 3
กรดไขมันอิ่มตัว ( saturated fatty acid หรือ SFA)ถูกจัดให้เป็นไขมันที่ไม่ดี เพราะทำให้เกิดผลเสียเส้นเลือดในหัวใจและสมองเกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น ที่พบมากจะเป็นไขมันจากสัตว์เช่นน้ำมันหมู, ไขมันวัว, เนยสด ที่พบในพืชเช่นกะทิซึ่งเป็นไขมันจากมะพร้าว
กรดไขมันไม่อิ่มตัว ( unsaturated fatty acid หรือ UFA)ซึ่งจะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภทคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid หรือ MUFA)และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน(polyunsatulated fatty acid หรือ PUFA)ซึ่งไขมันนี้ถูกจัดให้เป็นไขมันที่ดีและช่วยลดความเสี่ยงหลายอย่างของสุขภาพกรดไขมันนี้เช่นกรดไขมันโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6ซึ่งพบได้ในพืชและปลา
กรดไขมันทรานส์(Trans-fatty acid หรือ TFA)เป็นกรดไขมันที่เกิดจากการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชบางส่วนหรือpartial hydrogenationเพื่อเปลี่ยนกรดไขมันไม่อิ่มตัวหรือUFA ให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวหรือSFA เพื่อให้กลายเป็นของแข็งในอุณหภูมิห้องซึ่งถ้าเติมไฮโดรเจนจนเต็มส่วนหรือfully hydrogenation ก็จะได้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวทั้งหมด แต่ถ้าเติมเพียงบางส่วน ก็จะได้ไขมันทรานส์

เขาปรับเปลี่ยนไขมันทรานส์อย่างไรให้กับผู้บริโภค

Health Trans Fatty 5

ในต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ต้นปี 2007 ได้ตั้งเป้าที่จะเลิกใช้ไขมันทรานส์นี้มานานแล้วตั้งแต่ปี 2007ผู้ผลิตหลายรายได้มีการปรับสูตรเพื่อให้ได้มาตรฐานตามกฎของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งไว้ว่า “อาหารที่เสิร์ฟจะต้องมีไขมันทรานส์เป็น 0 กรัม“ได้มีการใช้วิธีการผสมน้ำมันหรือmix oil โดยการผสมกลุ่มน้ำมันได้แก่ น้ำมันมะกอกกับน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันคาโนลา นำมาผสมเข้ากับน้ำ, โมโนกลีเซอไรด์และกรดไขมัน เข้าด้วยกันเพื่อผลิตเป็นไขมันที่เหมาะจะใช้ปรุงอาหาร นอกจากนี้ การปรับสูตรการผลิตอาหารเพื่อเปลี่ยนจากการใช้ไขมันทรานส์ ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกทำได้ด้วยวิธีต่างๆเช่น
1. การใช้น้ำมันปาล์มที่ผ่านกระบวนการกลั่นแบบสมบูรณ์หรือ (fully refined) แทนน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ( Partial Hydrogenation)ซึ่งน้ำมันที่กลั่นแบบสมบูรณ์นี้จะปลอดภัยจากไขมันทรานส์
2. การใช้กระบวนการผสมผสานน้ำมัน(oil blending)ทำให้ได้น้ำมันผสมทางเลือกใหม่ในการทำอาหาร วิธีนี้จะดึงจุดเด่นของน้ำมันแต่ละชนิดนำมาผสมกัน ให้เป็นน้ำมันผสมที่มีสัดส่วนของกรดไขมันที่สมบูรณ์ เหมาะกับวิธีใช้ปรุงอาหาร ซึ่งใช้สัดส่วนการผสมที่สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก น้ำมันที่เบลนด์ได้จะเหมาะสมกับวิธีปรุงอาหารแต่ละวิธีโดยไม่เกิดสารพิษหรือสารก่อมะเร็ง ซึ่งขณะนี้มีน้ำมันนี้มีวางขายแล้วในท้องตลาด
3. การใช้กระบวนการผลิตด้วยวิธี fractionation เป็นการแยกเอาไขมันของน้ำมันออกด้วยความเย็นแล้วกรองเอาไขมันนั้นไปผ่านความเย็นอีกครั้งจนเป็นของแข็งใช้เป็น shortening ทำขนมแทนมาร์การีนมักใช้น้ำมันรำข้าวเพราะมีคุณภาพดี
4. การทำ full hydrogenation คือแทนที่จะเติมไฮโดรเจนเพียงบางส่วนแบบที่ทำกับไขมันทรานส์ ก็เติมลงไปจนเต็มส่วนให้ไขมันนั้นกลายเป็นไขมันอิ่มตัวทั้งหมด แล้วจึงเอามาทำ oil blending กับน้ำมันปกติ วิธีนี้ก็จะได้ shortening ที่ไม่มีไขมันทรานส์ แต่ก็จะมีไขมันอิ่มตัวอยู่ในนั้นแทน ซึ่งก็จะทำให้กลับสู่บริบทของการบริโภคไขมันอิ่มตัว ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงสุขภาพ แต่ก็จะลดข้อเสียข้อหนึ่งของไขมันทรานส์ในเรื่องการไปลดปริมาณ HDL ในร่างกายลงไปได้

เมื่อเห็นแล้วว่า ผู้ผลิตทั้งหลายเขามีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้ปลอดจากไขมันทรานส์ เราก็ไม่ต้องกังวลให้มากไปทีนี้ก็ต้องถามตัวเราเองว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคของตัวเองหรือยัง ยุคนี้ขนมอร่อยๆพวกเบเกอรี่มีมากมาย จะห้ามใจไม่ให้บริโภคเลยก็คงยากแต่ก็ควรทำความเข้าใจในส่วนประกอบผลิตภัณฑ์อาหาร และหมั่นหาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเพื่อรู้ว่าสิ่งที่เราบริโภคนั้นมีความเสี่ยงมากแค่ไหนจะได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา หวังว่าเรื่องที่เล่ามานี้ จะทำให้คุณคลายความกังวลเรื่องไขมันทรานส์ลงไปได้บ้างนะคะ

เรื่องดีๆที่ร่างกายได้จากการงีบหลับ

เพราะเทรนด์ของการ “นอนกลางวัน” กำลังอยู่ในความสนใจ ก็เลยขอเล่าให้ฟัง ว่าจริงๆแล้วการงีบหลับหรือนอนพักผ่อนในเวลาสั้นๆระหว่างวัน ให้สิ่งดีๆต่อสุขภาพมากกว่าที่คุณคิด และรู้ไหมว่า บรรดาคนดังหรืออัจฉริยะของโลกหลายคน ก็มีพฤติกรรม”หลับระหว่างวัน”กันมาแล้วทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ในสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด มีถึง 85%ที่มีวงจรการนอนหลับแบบเป็นช่วงๆหรือที่เรียกว่า polyphasic sleep ซึ่งเป็นพวกที่จะใช้เวลาในการนอนแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง แต่ร่างกายจะได้ประโยชน์และได้พักผ่อนเหมือนกับการนอนหลับลึกของเวลาปกติ ซึ่งจะมีแพทเทิร์นของการงีบหลับที่หลากหลาย ซึ่งทุกแพทเทิร์นจะช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งมนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่มีพฤติกรรมการนอนไม่เพียงพอตามจำนวนชั่วโมงที่แนะนำการงีบหลับจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและช่วยสมดุลระดับพลังงานในร่างกาย

ตามทฤษฎีแล้ว พฤติกรรมการงีบหลับของเราจะแบ่งเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือแบบฉุกเฉิน, แบบกิจวัตร และแบบเตรียมตัวมาก่อน อย่างไหนเป็นยังไงมาค่ะจะเล่าให้ฟัง

การงีบหลับแบบฉุกเฉิน (Emergency napping) คำอธิบายง่ายๆก็คือ เวลาที่เราทำงานจนเหนื่อยโทรมกลับมาถึงบ้านแล้วก็หลับน็อคไปอย่างรวดเร็วแบบที่ตัวเองก็ไม่คิดมาก่อน แน่นอนที่การหลับแบบนี้ไม่ใช่การหลับเพื่อสุขภาพดี แต่เป็นเพราะร่างกายเกิดอาการฟิวส์ขาดขึ้นมาต่างหาก

การงีบหลับแบบกิจวัตร (Habitual napping) สิ่งนี้เกิดขึ้นจากร่างกายถูกฝึกอยู่เป็นประจำให้มีการนอนหลับในช่วงเวลาเดียวกันของทุกๆวันเช่นทุกๆวันคุณจะต้องนอนหลับราวๆ 40 นาทีทุกๆสี่โมงเย็นเป็นต้นไป แบบนี้เป็นต้น เป็นการตั้งสวิทช์ให้กับร่างกายอย่างหนึ่ง

การงีบหลับแบบเตรียมตัวมาก่อน (Preparatory napping) เป็นการงีบหลับเพื่อเตรียมร่างกายก่อนจะต้องไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ ที่คุณจะไม่มีโอกาสได้นอน เช่นหมอที่จะต้องผ่าตัดตลอดคืน หรือเมื่อต้องขับรถเดินทางไกลๆเป็นเวลานานๆ เป็นต้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับแนะนำว่า เราควรใช้เวลางีบหลับประมาณ 20-30 นาทีต่อวันเพื่อช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานและความกระตือรือร้นของสมองให้ดีขึ้น

ผลดีของสุขภาพจากการงีบหลับ:สิ่งนี้ให้อะไรดีๆอะไรกับคุณบ้าง

Health Napping 2

1. คุณมีความสุขมากขึ้น ในช่วงเวลาของการงีบหลับประมาณ 20-30 นาทีนั้น คุณจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนและสดชื่นขึ้น สามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีความสุขได้มากขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมา ซึ่งความรู้สึกสดชื่นที่ว่านี้ จะมีอยู่ประมาณ 30 นาทีหลังจากการตื่น จากนั้นก็จะหายไป
2. คุณเอาชนะความรู้สึกซึมเซาระหว่างวันได้ วัฏฏจักรของระบบนาฬิกาชีวภาพในร่างกายเราจะทำให้รู้สึกง่วงซึมเซาในช่วงเวลาราวๆบ่าย 3 โมงซึ่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาและระบุว่า การงีบหลับเป็นวิธีดีที่สุดในการต่อสู้กับมัน
3. คุณทำสิ่งผิดพลาดน้อยลง การงีบหลับจะช่วยพัฒนาความตื่นตัวของร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้นมีสมาธิมากขึ้น ลดความผิดพลาดและการเกิดอุบัติเหตุ
4. คุณมีการปฏิบัติและแสดงออกที่ดีขึ้น การศึกษาขององค์การนาซาพบว่าหากให้นักบินอวกาศที่อยู่ระหว่างการฝึก ได้มีการงีบหลับ 40 นาทีระหว่างวันจะทำให้มีพัฒนาการในด้านการฝึกเพิ่มขึ้น 34% และความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นถึง 100%.
5. คุณได้รับการฟื้นฟูความจำ การวิจัยของมหาวิทยาลัยซาร์แลนด์ ประเทศเยอรมันพบว่าการงีบหลับ 45 นาทีจะช่วยพัฒนาระบบความจำของสมองได้ถึง200%
6. คุณมีความคิดสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น การวิจัยแสดงว่าการงีบหลับจะช่วยให้สมองซีกขวาของเราซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์มีความกระตือรือร้นขึ้นในการที่จะสื่อสารกับร่างกาย
7. คุณมีสุขภาพระบบหัวใจที่ดีขึ้น การศึกษาที่ทำโดยคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอเธนส์ ประเทศกรีซร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าผู้ที่งีบหลับ 30 นาทีระหว่างวันสามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงได้ 37%

Health Napping 4

8. คุณอยากบริโภคอาหารขยะน้อยลง จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเบอร์กเลย์พบว่าการอดนอนจะมีผลต่อสมองส่วนหน้าหรือคอร์เท็กซ์ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและควบคุมตัวเองการอดนอนจะทำให้คุณรู้สึกอยากบริโภคอาหารขยะมากขึ้น
9. คุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น เมือคุณรู้สึกง่วงนอน ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเกรลินน้อยลง ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำให้เราเกิดความหิว มีการศึกษาแสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องกันของการอดนอนและการเพิ่มขึ้นของเกรลินในร่างกายที่ทำให้เกิดอัตราเสี่ยงสูงของโรคเบาหวานการวิจัยแนะนำว่า การงีบหลับสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มความรู้สึกไม่อยากบริโภคอาหารทำให้เราบริโภคน้อยลง
10. คุณอารมณ์อ่อนไหวน้อยลง คนที่นอนไม่พอมักมีแนวโน้มอารมณ์อ่อนไหวและทะเลาะกับคนอื่นๆได้บ่อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่นอนเพียงพอและได้งีบหลับระหว่างวันที่จะมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าคนอดนอน
11. คุณจะลดความเสี่ยงการบาดเจ็บลง จากสถิติพบว่า การเกิดอุบัติเหตุบนถนน หรืออุบัติเหตุจากการบริโภคยาผิดพลาด มักมีสาเหตุจากการนอนที่ไม่เพียงพอกับความต้องการร่างกาย

Health Napping 3

12. คุณผลิตผลงานได้มากขึ้น เพราะผลของการได้งีบหลับช่วยเพิ่มศักยภาพของการผลิตงานและการแสดงออกให้ดีขึ้นนั่นเอง
13. สมองของคุณได้รับการป้องกันจากการรับข้อมูลมากเกินไป การงีบหลับช่วยให้สมองของคุณมีการจัดระเบียบข้อมูลต่างๆที่โอเวอร์โหลดอยู่ให้ดีขึ้นนอกจากนี้ยังพบว่ามันมีความเกี่ยวข้องโดยตรงระหว่างการงีบหลับกับการสนับสนุนความจำของสมองที่ทำให้ลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม
14. คุณตัดสินเรื่องต่างๆได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น สำหรับสมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของเรานั้น การอดนอนจะให้ผลทางลบกับสมองส่วนนี้โดยตรง นำไปสู่การตัดสินที่ผิดพลาดจากการขาดความคิดควบคุมผิดชอบการงีบหลับจึงช่วยให้สมองได้พักผ่อน และคุณก็จะไม่รู้สึกโทษตัวเองกับการตัดสินใจเรื่องต่างๆในภายหลัง

ที่นี้มารู้ข้อมูลพฤติกรรมการนอนหลับของเหล่าคนดังและอัจฉริยะระดับโลกที่มีแพทเทิร์นการนอนแบบPolyphasic Sleepหรืองีบหลับเป็นช่วงๆระหว่างวันกันบ้างโทมัส อัลวา เอดิสัน มีนิสัยนอนหลับแบบเป็นช่วงสั้นๆตลอดวันแทนการหลับยาว, โดนัลด์ ทรัมป์ นอนเพียง 3-4 ชั่วโมงต่อคืน, วอลแตร์ นอนวันละ 4 ชั่วโมงต่อคืน, โมสาร์ท นอน 5 ชั่วโมงต่อคืน โดยจะแต่งเพลงราวๆตี 1 และตื่นขึ้นในตอน 6 โมงเช้า, ลีโอนาโด ดาวินชี ไม่นอนตอนกลางคืน แต่จะใช้การงีบหลับ 20 นาทีในทุกๆ 4 ชั่วโมงตลอดวัน เป็นต้นเห็นไหมคะว่า คนดังและบรรดาอัจฉริยะระดับโลก เขาก็ไม่ได้นอนกันยาวๆ

Health Napping 1

สิ่งที่สำคัญที่สุดของของการนอนหลับพักผ่อนก็คือคุณภาพของการนอนที่คุณได้ หากนอนคืนละหลายๆชั่วโมงแต่ร่างกายไม่ได้มีการพักผ่อนจริงๆจากการหลับลึก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร การงีบหลับหรือการนอนกลางวันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย อย่าลืมเล่าเรื่องนี้ให้เจ้านายของคุณฟัง แล้วก็หาที่งีบหลับให้มิดชิดเป็นที่เป็นทางกันด้วย จะได้งีบหลับกันได้สบายใจแบบไม่ต้องฝันร้ายขอให้หลับสบายตื่นมาพร้อมทำงานทุกท่านนะคะ

แมกนีเซียมกุญแจสำคัญของกระดูกแข็งแรง คุณรู้เรื่องนี้หรือยัง

Health Magnesium Protect Bone -1

เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความแข็งแรงของกระดูก ทุกคนก็มักนึกถึงเรื่องของแคลเซียมเป็นเรื่องแรกใช่ไหมคะ เพราะความต้องการมีกระดูกที่แข็งแรง เราจึงมุ่งไปที่การเติมแคลเซียมให้กับร่างกาย แต่จริงๆแล้วรู้ไหมว่า แมกนีเซียมต่างหากที่เป็นแร่ธาตุสำคัญที่จะช่วยให้เราเสริมสร้างความหนาแน่นแข็งแรงของกระดูกทั้งในปัจจุบันและอนาคต

แคลเซียม VS. แมกนีเซียม
ทีนี้ เรามาทำความเข้าใจเรื่องของแร่ธาตุทั้งสองชนิดนี้กันก่อนจะได้ไม่สับสน แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่ถูกบอกเล่าเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกมานาน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแคลเซียมที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ก็ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ว่ามันสามารถจะช่วยนำไปสู่การมีกระดูกและฟันที่แข็งแรงให้กับเราได้แล้วเคยลองถามตัวเองไหมคะว่า การที่เราบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมนี้เป็นประจำ มันสามารถตอบความต้องการเรื่องนี้ให้เราได้เห็นชัดเจนจริงๆหรือเปล่า

มีการวิจัยในปี 2014 แสดงให้เห็นว่าคนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่ต้องได้รับยาสเตติน ซึ่งเป็นยาใช้ลดระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายถ้าหากคนไข้กลุ่มนี้ได้รับแคลเซียมในปริมาณเกินความต้องการของร่างกายอยู่เป็นประจำแล้วละก็ แทนที่จะเป็นประโยชน์ มันกลับทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้สูงกว่าปกติถึง 17 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่มีระดับแคลเซียมในเลือดระดับปกตินอกจากนี้ การวิจัยดังกล่าวยังเชื่อว่า มีสาเหตุสองสิ่งที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันก็คือระดับของคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL level)ที่อยู่ในระดับสูง และการสะสมตัวของแคลเซียมในหลอดเลือดอย่างไรก็ตาม การวิจัยในอีก 3 ปีต่อมาแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงในช่วงหลังวัยทอง หากได้รับแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์อาหารธรรมชาติ จะให้ผลที่ดีต่อสุขภาพของกระดูกได้มากกว่าแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

บริโภคให้เหมาะสม

Health Magnesium Protect Bone -3

การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมมากเกินไป อาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันในผู้หญิงช่วงหลังวัยทอง ทั้งยังมีการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมที่เป็นแบบเดี่ยวๆโดยไม่มีการผสมกับวิตามิน ดี จะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงสูงของอัตราการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และจากกระแสนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมโดยไม่ได้ทำความเข้าใจให้จริงนี้เอง ที่ทำให้มีการระบุขององค์การอนามัยโลกว่าแหล่งแคลเซียมที่ดีต่อร่างกายมากที่สุดคือจากอาหาร “ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีแคลเซียมในปริมาณเพียงพอที่ร่างกายต้องการในทุกๆวันอยู่แล้วนั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม ซึ่งหากร่างกายจะได้รับแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป ก็จะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในไตและปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมาอีกมากมาย”

ทีมงานวิจัยโดย ศจ.ซาบีน โรห์มานน์ (Sabine Rohrmann) คณะเวชศาสตร์ด้านการป้องกัน มหาวิทยาลัยซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า “ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมได้ถูกนำเสนอโดยบุคคลในวงการธุรกิจยาอย่างเกินจริงมาเป็นเวลายาวนานว่ามันเป็นสิ่งที่ได้รับการสกัดมาจากธรรมชาติและการบริโภคมันเป็นประจำเป็นวิธีที่ปลอดภัยสามารถจะช่วยป้องกันอาการกระดูกหักหรือกระดูกบางตัวลงอย่างได้ผล แต่ในปัจจุบันนี้ เป็นที่แน่ชัดว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมที่มีอนุภาคเล็กในระดับไมโครนี้เป็นประจำวันละ 1-2 เม็ดเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกาย เพราะระบบเมตาบอลิซึ่มของเราไม่สามารถเผาผลาญส่วนกระกอบแคลเซียมในเม็ดผลิตภัณฑ์นั้นได้เหมือนกันที่สามารถเผาผลาญแคลเซียมที่เราได้รับจากอาหารโดยตรง”

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมที่วางขายในท้องตลาดในปัจจุบันนี้ส่วนมากจะใช้แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นสารประกอบหลักจากนั้นผู้ผลิตก็จะเติมสารประกอบของสารพื้นฐานที่ช่วยในการดูดซึมลงไป เช่นสารสกัดจากมะนาว เพื่อให้มันถูกดูดซึมสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ก็จะมีแคลเซียมอีกอย่างหนึ่งที่จะถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนมาก ก็คือแคลเซียมโอโรเทท calcium orotate ซึ่งถูกโฆษณาว่ามันสามารถถูกดูดซึมเข้าไปสู่ชั้นเซลล์ของผิวกระดูกได้ดี

แมกนีเซียมกับสุขภาพกระดูก

Health Magnesium Protect Bone -4

คราวนี้มาดูแมกนีเซียมกันบ้าง โดยเฉลี่ยแล้ว ร่างกายของเราจะมีแมกนีเซียมอยู่ประมาณ 21 กรัม หรือ 21,000 มิลลิกรัม ศจ. สตีเฟน อาบรามส์ และทีมงานวิจัยในมหาวิทยาลัยฮุสตัน สหรัฐอเมริกาได้พบว่า การที่ร่างกายเราได้รับแมกนีเซียมตั้งแต่อายุน้อยๆนั้นต่างหาก ที่เป็นช่วยให้การเสริมสร้างความแข็งแรงและสมดุลของแร่ธาตุในกระดูก ช่วยทำให้กระดูกมีความหนาแน่นที่ดี ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำก็คือการให้ความสำคัญกับระดับแมกนีเซียม ไม่ใช่การพยายามเพิ่มปริมาณแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
“การบริโภคแมกนีเซียมสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่แร่ธาตุนี้กลับถูกละเลยต่อการนำเสนอให้คนเข้าใจอย่างถูกต้อง เด็กๆจำเป็นต้องได้รับแมกนีเซียมสม่ำเสมอเพื่อสร้างกระดูกให้แข็งแรง เพราะหากขาดไปก็จะนำไปสู่ปัญหาของสุขภาพกระดูกในอนาคตได้ซึ่งถึงแม้แคลเซียมจะเป็นสิ่งสำคัญกับทุกคน แต่สำหรับคนที่มีอายุน้อยๆ แมกนีเซียมจะสำคัญกับเขามากกว่า เพราะจริงๆแล้วร่างกายของเด็กและวัยรุ่นจะมีความต้องการแคลเซียมในปริมาณที่ไม่มาก และอาจจะไม่สำคัญเท่ากับแมกนีเซียมเพื่อเสริมสร้างการก่อตัวของกระดูกให้แข็งแรง ดังนั้น พ่อแม่ก็ควรให้ลูกได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอด้วย”

การวิจัยแสดงผลว่า การได้รับแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณเหมาะสม จะนำไปสู่ความหนาตัวของแร่ธาตุในมวลกระดูกหรือ bone mineral thickness (BMD) ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงซึ่งจากการทดลองพบว่าความหนาตัวของกระดูกทั้งหมดของร่างกายได้จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 2% เมื่อเราเพิ่มบริโภคแมกนีเซียมขึ้นอีก100 มก.จากที่เคยบริโภคอยู่เป็นประจำทุกวัน ซึ่ง ดร. แคทริน เอ็ม ไรเดอร์ มหาวิทยาลัยเทนเนสซี เมืองเมมฟิส สหรัฐอเมริกา ได้รายงานเรื่องนี้ว่า “ การมีกระดูกเปราะบางแตกหักง่าย เป็นปัญหาที่พบว่ามีมากขึ้นในผู้ใหญ่ในวันทำงาน และวัยกลางคนในปัจจุบันจากสาเหตุของการมีความหนาแน่นมวลกระดูกต่ำ การเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกจึงจำเป็นช่วยให้สุขภาพโดยรวมของกระดูกดีขึ้น”

บริโภคแมกนีเซียมอย่างเหมาะสม

Health Magnesium Protect Bone -2

ในการตรวจสอบมวลกระดูกในปัจจุบันนี้ แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีการตรวจวัดน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการตรวจแคลเซียม ซึ่งอัตราส่วนของการบริโภคแคลเซียมกับแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมคือ 1:1 หรือ 2:1 ซึ่งปัจจุบันนี้พบว่าอาหารที่จัดตามโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก มักมีการจัดให้มีแคลเซียมสูงกว่าแมกนีเซียมถึง 10 เท่า

แมกนีเซียมจะมีโครงสร้างหลากหลาย เช่นแมกนีเซียมออกไซด์หรือแมกนีเซียมคลอไรด์โดยปกติร่างกายควรได้รับแมกนีเซียมในปริมาณวันละ 350 -400 มิลลิกรัมตามปริมาณแนะนำของ RDA และหากคุณเลือกที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนีเซียม เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ก็ควรบริโภคแมกนีเซียมเดี่ยวๆโดยไม่รวมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ และควรบริโภคมันในช่วงกลางวันระหว่างวันร่วมกับมื้ออาหารหรือเมื่อท้องว่างก็ได้ทั้งสองแบบ

การขาดแมกนีเซียม ทำให้กระดูกจะอ่อนตัวจนร่างกายไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ ทั้งเกิดความเสียหายกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ศัตรูสำคัญของแมกนีเซียมก็คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาขับปัสสาวะ นอกจากนี้ การที่เรามีผิวแพ้ง่ายก็มาจากสาเหตุการขาดแมกนีเซียมด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อแมกนีเซียมในร่างกายน้อยเกินไป การแบ่งเซลล์ก็จะทำได้ไม่ดีโดยเฉพาะเซลล์ของผิวหนัง การสร้างเกราะป้องกันผิวหนังก็จะมีปัญหาตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งนอกจากการบริโภคแล้ว เราก็ยังได้ผลกำไรสุขภาพจากแมกนีเซียมอีกทางหนึ่งด้วยการอาบน้ำแช่ตัวในเกลือเอ็ปซั่ม( Epsom salts)ซึ่งเป็นเกลือแมกนีเซียมเป็นส่วนผสมหลัก การอาบแช่ทำให้ผิวได้รับแร่ธาตุแมกนีเซียมช่วยฟื้นฟูขจัดมลพิษที่บนผิวทำให้ปรับสมดุลแมกนีเซียมบนผิวได้เหมาะสมอย่งไรก็ตาม หากระดับของแมกนีเซียมภายในร่างกายต่ำเกินไป ในเลือดของเราซึ่งมีส่วนผสมของแมกนีเซียมอยู่ 1% ร่างกายก็จะดึงเอาแมกนีเซียมในเลือดนี้มาใช้เพื่อรักษาสมดุลโดยรวม

แหล่งแมกนีเซียมที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายก็คือจากอาหารที่เราบริโภค ซึ่งหากคุณต้องการให้ร่างกายได้รับแมกนีเซียมมากขึ้น ก็ควรเพิ่มการบริโภคผักใบสีเขียวเข้ม, ถั่วเปลือกแข็ง,ธัญพืชต่างๆ, และผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้ให้มากขึ้นอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงได้แก่ ผักโขม ซึ่งในผักโขม 1 ถ้วยจะมีแมกนีเซียมสูงถึง 24 มิลลิกรัม, กล้วยชนาดกลางหนึ่งผล จะมีแมกนีเซียม 32 กรัม, ถั่วดำ 1 ถ้วยมีแมกนีเซียมสูงถึง 120 มิลลิกรัม เป็นต้น นอกจากแมกนีเซียมจะสำคัญต่อการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงแล้ว ก็ยังช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารให้ดีขึ้น เมื่อรู้แบบนี้ ก็อย่าลืมเติมแมกนีเซียมให้กับมื้ออาหารของเราเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีในระยะยาวกันด้วยนะคะ

พันธุกรรมสุขภาพจากแม่และพ่อ…ที่ส่งต่อถึงเรา

มีใครบ้างคะที่ตอนนี้ดูแลสุขภาพคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านเป็นผู้สูงวัย เมื่อท่านอายุมากขึ้น สุขภาพย่อมไม่ได้เต็มร้อยเหมือนเมื่อก่อน เราก็ควรหมั่นดูแลท่านให้ใกล้ชิดขึ้น แต่ถ้าใครที่คุณพ่อคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงดีเยี่ยมแม้เข้าสู่วัยชราก็ถือว่าโชคดี แต่ไม่ว่าท่านจะมีเรื่องราวสุขภาพแบบไหนก็ตาม สิ่งที่เกิดกับท่านอยู่นั้น ก็จะบ่งบอกถึงอนาคตสุขภาพของตัวเราเองด้วยจากเหตุผลทางพันธุกรรมที่ได้รับถ่ายทอดมา ยีนพันธุกรรมของพ่อแม่ จะมีบทบาทสำคัญในความเสี่ยงสุขภาพของเราเมื่อวัยเพิ่มขึ้น เช่นการเป็นโรคซึมเศร้า หรือการมีอายุยืนยาวแค่ไหน รวมทั้งการเกิดกระบวนการความชราว่าจะเร็วหรือช้าอีกด้วย ลองมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านและความเกี่ยวเนื่องที่เราจะได้รับว่ามีอะไรบ้างอย่างไร:

 

healthgene02

พ่อหรือแม่ฉลองวันเกิดอายุ 70:

สิ่งนี้แปลว่าเราจะมีความเสี่ยงน้อยมากกับปัญหาโรคระบบของหัวใจเมื่อมีวัยเพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเรื่องโรคของหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงและโรคคอเลสเตอรอลที่จะน้อยกว่าคนอื่นๆ และถ้าหลังจากการฉลองวันเกิดครั้งนี้แล้ว ท่านยังมีอายุยืนยาวถึง 80 และ 90 ปี การวิจัยระบุว่าในทุกๆ 10 ปีที่ท่านยังมีชีวิตอยู่หลังวัย 70 ความเสี่ยงของคุณที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจก็จะลดลงไป 20% ในทุกๆสิบปีที่ว่านี้ด้วย จากที่พบว่าพ่อแม่ที่อายุเกิน 70 ปี จะมีแนวโน้มส่งต่อยีนป้องกันโรคเหล่านี้ให้ลูกได้รับสืบทอดต่อมา

เพื่อผลดีแบบเดียวกัน: บริโภคส้มวันละสองผลทุกวัน วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจลงได้ 22% โดยวิตามินซีในส้มจะช่วยลดระดับของโปรตีนที่ทำให้เกิดการข้นตัวของโลหิตที่จะไปเกาะผนังเส้นเลือดจนอุดตันให้น้อยลงได้

 

พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคจอตาเสื่อม (macular degeneration):

โรคจอตาเสื่อม คือโรคจากการเสื่อมบริเวณจุดภาพชัดของจอตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีอาการนี้ ก็แสดงว่าเรามีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้ด้วยเช่นกัน จากสถิติประวัติครอบครัวพบว่า คนที่มีพ่อแม่เป็นโรคนี้ 7 คน จะมี 1 คนที่ได้รับการสืบทอดมา เนื่องจากมีองค์ประกอบในยีนที่มีความเสี่ยง ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราอายุ 40 ปีขึ้นไป

วิธีรับมือ: เพิ่มการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี ให้มากขึ้น การวิจัยพบว่ามีความเกี่ยวข้องกันของการขาดวิตามินดีกับความเสี่ยงการเกิดโรคจอตาเสื่อม โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เสี่ยงจากกรรมพันธุ์ ซึ่งวิตามินดีจะช่วยได้จากบทบาทของมันที่ต้านการติดเชื้อ ควรให้ร่างกายสัมผัสกับแสงแดดช่วงเช้าตรู่หรือบ่ายแก่ๆ ซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายสะสมวิตามินดีไว้ได้ดีที่สุด

 

แม่สะโพกหัก:

ความเสี่ยงเรื่องนี้ของเราก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งจะรู้ได้เมื่อเราอายุ 50 -90 ปี อันเป็นเวลายีนของเราจะบอกเรื่องความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งยีนที่ว่านี้จะควบคุมความหนาแน่นของกระดูก และทำให้เราเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกแตกหักได้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 50%

วิธีรับมือ: เพิ่มการบริโภคถั่วเหลืองให้มากขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองด้วยเช่น เต้าหู้ มิโสะ เพราะอาหารเหล่านี้มีสารไอโซฟลาโวน( isoflavone) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับโครงสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน (oestrogen) ซึ่งช่วยป้องกันผู้หญิงช่วงวัยทองจากโรคกระดูกพรุน

 

พ่อหรือแม่เป็นโรคซึมเศร้า:

ความเสี่ยงของเราต่อโรคนี้ก็จะสูงถึงหนึ่งในสาม จากแนวโน้มของยีนที่จะส่งต่อยังรุ่นต่อๆไปพบว่า จะมียีนเอกลักษณ์บุคคลที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรคนี้ ซึ่งนักวิจัยอธิบายว่า ในขณะที่ 60% ของการเกิดโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่มาจากสถานการณ์ชีวิตประจำวัน แต่ก็มีอีก 40% ที่จะถูกตัดสินจากยีนพันธุกรรม

วิธีรับมือ: บริโภคเนื้อสัตว์แดงปลอดไขมันที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าเช่นเนื้อวัวในขนาดชิ้นเท่าฝ่ามือให้ได้ 3 ครั้งทุกๆสัปดาห์ ซึ่งนักวิจัยระบุว่า หากเรามียีนพันธุกรรมนี้และบริโภคเนื้อสัตว์แดงปริมาณน้อยกว่านี้ ก็จะยังมีแนวโน้มเป็นสองเท่าที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า เนื้อวัวที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าเป็นอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กและกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการอารมณ์สุขภาพที่ดีของสภาวะจิตใจ

 

healthgene04

แม่มีผิวสวยที่ดูอ่อนเยาว์:

เราก็จะได้รับสิ่งดีๆนี้สืบทอดจากแม่เช่นกัน เนื่องจากไมโตคอนเดรีย ( mitochondria) ซึ่งเป็นเสมือนบ้านแห่งพลังงานของเซลล์ ที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องสภาวะความชราของร่างกาย และทำหน้าที่ควบคุมว่าเราจะชราลงอย่างไร ไมโตคอนเดรียนี้ก็จะถูกสืบทอดจากแม่มายังเรา ทำให้เรามีผิวสวยใสไร้ริ้วรอยดูอ่อนเยาว์ได้นานกว่าแบบเดียวกันด้วย

เพื่อผลดีแบบเดียวกัน: ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดทุกวันเป็นประจำ ทำแบบนี้จะทำให้ลดโอกาสการเกิดริ้วรอยของผิวพรรณลงได้ถึง 24% จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ ออสเตรเลีย

 

พ่อหรือแม่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ก่อนอายุ 65 ปี:

Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดมีการอุดตันหรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงักลง ถ้าพ่อหรือแม่ของเราเป็นโรคนี้ก่อนที่ท่านจะมีวัย 65 ปี โอกาสความเสี่ยงโรคนี้ของเราก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า ได้มีการวิจัยในเรื่องของยีนกับความเกี่ยวเนื่องของโรคนี้ว่า มียีนบางตัวที่เกี่ยวข้องกับการเกิด Stroke ทั้งสองชนิดคือ 1. ภาวะเลือดออกในสมองหรือ hemorrhagic Stroke ที่มาจากการมีเลือดออกในสมอง ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดในสมองแตก และ 2. ภาวะสมองขาดเลือดหรือ Ischemic strokes ที่เกิดจากมีลิ่มเลือดไปอุดตันการไหลเวียนของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง

วิธีรับมือ: หัดสวดมนต์ทำสมาธิให้จิตใจสงบ การศึกษาพบว่าเมื่อทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันเป็นเวลาแปดสัปดาห์ จะช่วยลดความดันโลหิตที่เคยสูงให้ลดลงอย่างน่าพอใจ การมีความดันโลหิตสูง คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคสโตรค ซึ่งนักวิจัยได้พบว่า การสวดมนต์ต่อเนื่องจะช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ผลดี

 

healthgene05

แม่เป็นอัลไซเมอร์:

เราก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้เพิ่มเป็นสิบเท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ที่จริงแล้ว ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นอาการสมองเสื่อม เราก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่จากการวิจัยแสดงผลว่าโอกาสที่เราจะได้รับสืบทอดโรคนี้ทางแม่มีโอกาสสูงกว่าได้รับจากทางพ่อ

วิธีรับมือ: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลักของไลฟสไตล์บางเรื่องที่ทำเป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอขึ้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้ไม่เกินมาตรฐาน ลดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ให้มากเกินไป บริโภคอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการและงดสูบบุหรี่ การศึกษาพบว่าถ้าใครทำได้แบบนี้อย่างน้อย 4 อย่าง ก็จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคสมองเสื่อมลงได้ถึง 60 %

 

พ่อหรือแม่มีอายุยืนเกินเกณฑ์มาตรฐาน:

ถ้าพ่อของเรามีชีวิตอยู่ผ่านวัย 78 ปี หรือแม่ของเรามีชีวิตอยู่ผ่านวัย 84 ปี ซึ่งหมายถึงอายุยืนยาวกว่ามาตรฐานเกณฑ์อายุเฉลี่ยของคนไทยประมาณ 7 ปี เราก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งน้อยลง 24% ซึ่งสิ่งนี้เป็นรายงานการมีอายุยืนจากผลของยีนพันธุกรรม ไม่ใช่เรื่องของไลฟสไตล์การใช้ชีวิต

เพื่อผลดีแบบเดียวกัน: ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะลดความเสี่ยงโรคมะเร็งอวัยวะสำคัญๆ รวมทั้งลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมลง 10% โรคมะเร็งลำไส้ 16% และโรคมะเร็งตับ 27%

 

healthgene03

พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคเบาหวานประเภท 2:

ความเสี่ยงของเราต่อโรคนี้ก็จะเพิ่มเป็นสองเท่า แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคนี้ทั้งคู่ เราก็จะเสี่ยงต่อโรคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งความเสี่ยงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อพ่อหรือแม่หรือทั้งคู่เป็นโรคนี้ก่อนท่านจะอายุ 50 ปี เพราะมันจะมียีนบ่งชี้ว่าคุณจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานประเภท 2 เช่นเดียวกับท่าน แต่ก็มีการวิจัยของสวีเดนพบว่า องค์ประกอบความเสี่ยงนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากมีการควบคุมพฤติกรรมไลฟสไตล์การบริโภคที่เหมาะสม

วิธีรับมือ: เพิ่มการบริโภคธัญพืช, ผักผลไม้สด, ถั่วชนิดต่างๆให้มากขึ้น พืชผักเหล่านี้มีกรดอมิโนที่สามารถช่วยลดการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2 ลงได้ถึง 20% ทั้งยังมีไฟเบอร์, สารโภชนาการจากพืช, สารต้านอนุมูลอิสระและกรดไขมันที่มีประโยชน์ ทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนแบคทีเรียที่ดีในลำไส้และปรับสมดุลระดับกลูโคสในกระแสโลหิตให้เหมาะสม

ได้รู้อย่างนี้แล้วจะเห็นใช่ไหมคะว่า สายสัมพันธ์ของครอบครัวเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง นอกจากในเรื่องของภาพลักษณ์และจิตใจแล้ว ก็ยังส่งผลมาถึงเรื่องสุขภาพที่สืบทอดถึงกันได้ด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพคุณพ่อคุณแม่ให้ใกล้ชิดขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้และดูแลสุขภาพตัวเองไปด้วยพร้อมๆกัน เพื่อจะได้เป็นครอบครัวสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจกันทุกคนค่ะ