City Break Rome Part XI

เบรกเที่ยวในโรม…ดื่มอะไรในโรม ตอนที่ 1
โดย Paul Sansopone
…”ถ้าอากาศดีก็ต้องนั่งoutdoorหน้าร้านเพื่อความchill อาจเสียงดังล้งเล้งหน่อย เพราะชาวอิตาเลี่ยนเวลาคุยกันแล้วมันออกรสชาติเหมือนคนจีน เอ…หรือว่ามาร์โกโปโลเอาวัฒนธรรมเสียงดังนี้กลับมาจากเมืองจีนด้วย?……”

เรื่องการดื่ม ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องการกินในโรมซึ่งเราพูดถึงกันไปแล้วในคราวก่อน สำหรับเรื่องดื่มน่าจะแบ่งออกเป็น 2-3 ตอน โดยผมจะขอเริ่มจากเครื่องดื่มnon-alcohol และในตอนนี้ขอเริ่มจากเรื่องกาแฟก่อนเลยครับ
1. กาแฟ…ดื่มกาแฟแบบอิตาเลี่ยน
ถ้าจะให้พูดถึงโรมโดยไม่กล่าวถึงวัฒนธรรมกาแฟของที่นี่คงไม่ได้ เพราะไม่ว่าคุณจะเคยชินกับร้านกาแฟอย่าง Starbucks หรือร้านกาแฟร้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันจนจำชื่อไม่ไหวแล้วนั้น ทุกร้านต่างมีความเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือการหาวิธีชงกาแฟให้เหมือนกาแฟอิตาลีนั่นเอง ก็คำว่า Espresso, Capuccino หรือ Americano มันก็คือภาษาอิตาเลี่ยนทั้งหมด Macchiato ก็ใช่ แล้วเครื่องทำกาแฟที่เรียกว่า Espresso Machine ยี่ห้อดังๆ นั้นก็มาจากอิตาลีกว่า 80% แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกว่าต้นตำรับได้ยังไง

City Break ROME Coffee Break 2

จริงอยู่ที่กาแฟนั้นถือกำเนิดมาจากโลกมุสลิม แต่กาแฟนั้นเริ่มเป็นที่นิยมและเกิดเป็นธุรกิจแพร่ขยายไปทั่วนั้น ต้องบอกว่ามันเริ่มมาจากที่อิตาลี เพราะกาแฟมาถึงยุโรปครั้งแรกในปี1600 ก็มาขึ้นฝั่งที่เมืองเวนิสนั่นเอง ทำให้เกิดร้านกาแฟแห่งแรกของอิตาลีขึ้นที่นั่น และถ้าเราสังเกตชื่อของกาแฟประเภทต่างๆ ที่อยู่ในเมนูตามร้านกาแฟก็มักจะเป็นภาษาอิตาเลี่ยนทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะว่าเครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซถูกคิดค้นขึ้นมาในอิตาลี โดย แองเจโล โมริออนโต (Angelo Moriondo) ทำให้ในช่วงศตวรรษที่18 เริ่มมีร้านกาแฟชื่อดังเกิดขึ้นในทุกภาคของอิตาลี เช่น Caffè Florian ใน Venice, Antico Caffè Greco ใน Rome, Caffè Pedrocchi ใน Padua, Caffè dell’Ussero ใน Pisa และ Caffè Fiorio ใน Turin เป็นต้น และกาแฟประเภทต่างๆ นั้นก็ใช้ Espressoเป็นฺBaseทั้งนั้น ในอิตาลีจึงเป็นต้นกำเนิดของกาแฟในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
• Caffè: มันแปลว่ากาแฟในอิตาลีแต่ถ้าสั่งมันคุณจะได้ Espresso เพราะที่นี่ไม่มีกาแฟแบบอเมริกันหรือ Americano ที่เป็น filtered coffee กาแฟผ่านกระดาษกรอง ซึ่งความที่นักท่องเที่ยวไม่คุ้นเคยกับความรุนแรงของระดับคาเฟอีนใน Espresso ที่อาจทำให้หัวใจสั่นไหวหรือที่เรียกว่าอาการใจสั่นบ้างก็ตาแข็งนอนไม่ได้ ทำให้เมนู Americano เริ่มมีปรากฏแต่มันก็คือEspressoเติมน้ำร้อนนั่นเอง
• Cappuccino: มันก็คือEspresso ที่ก้นแก้วแล้วเติมฟองนมร้อน มันถูกตั้งชื่อมาจากคำว่า Cappuccini ที่แปลว่า hoodสวมหัวของพระ Capuchin Monks ซึ่งพระนิกายนี้จะใส่ชุดสีออกน้ำตาลหม่นๆ เหมือนน้ำตาลแก่ผสมนมมีฮู๊ดคลุมศีรษะ สีกาแฟคาปูชิโนก็คือสีกาแฟดำผสมฟองนม ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ อย่างไรก็ตามมีประวัติว่ามีการขอจดทะเบียนสิทธิบัตรวิธีการกาแฟคาปูชิโนในอิตาลีมาตั้งแต่ปี 1901
Caffè Latte: มันก็คือEspresso ที่ก้นแก้วแล้วเติมนมร้อนที่ไม่ตีฟองลงไป คำว่า Latte ก็คือ Milkในภาษาอังกฤษนั่นเอง
• Caffè Macchiato: มันแปลว่ากาแฟที่มีรอยแต้ม“spotted”or“stained”เพราะมันมีการสาดนมอุ่นลงมาผสมเล็กน้อย
• Latte Macchiato: มันแปลว่ากาแฟที่มีรอยแต้มเช่นกัน แต่มันหนักนมเพราะมันคือนมอุ่นที่มีการสาดกาแฟลงมาผสมเล็กน้อย
• Caffè Americano: กาแฟแบบอเมริกันAmericano ที่เป็น filtered coffee กาแฟผ่านกระดาษกรองมันไม่มีในสารบบอิตาเลี่ยน แต่มันก็ต้องเอาใจนักท่องเที่ยวซึ่งแท้จริงมันก็คือ Espresso เติมน้ำร้อนเพิ่ม
• Caffè Lungo: คือ “long” coffee หรือespressoที่ใช้เทคนิคจากเครื่องชงโดยเฉพาะที่มีเครื่องโยก บางเครื่องจะมีเทคนิคโยกให้ช้า เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นได้กาแฟแก้วใหญ่ขึ้นแต่เข้มกว่า Americano

 

มาทำความรู้จักกับ Espresso กัน

ในเมื่อกาแฟในทุกเมนูต่างก็ใช้Espressoเป็นพื้นฐาน(Base) ก่อนนำไปเติมนมหรือผสมโกโก้ และการชงEspressoมันเป็นการทำถ้วยต่อถ้วย ไม่ใช่แบบการแฟต้มผ่านไส้กรองที่ทำเป็นหม้อๆ ทิ้งไว้แล้วคอยอุ่นเอาเวลาเสิร์ฟ ดังนั้นการชงถ้วยต่อถ้วยมันต้องใช้ฝีมือคนชงที่เรียกว่า บาริสต้า เพราะมันมีรายละเอียดเยอะเช่นบดกาแฟละเอียดไปหรือหยาบไปอัดกาแฟแน่นไปความดันของเครื่องทำอ่อนไป หรือ โน่นนี่นั่น เรามารู้จักEspresso แบบคร่าวๆ กันครับ

Espresso เอสเปรสโซ่ เป็นภาษาอิตาเลี่ยนที่มีความหมายว่า Expressในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า เร่งด่วน รีบ หรือรวดเร็ว นั่นเอง เพราะการชงกาแฟสมัยก่อนนั้นจะเป็นต้มเป็นหม้อๆ ทิ้งไว้แล้วอุ่นร้อนเวลาเสิร์ฟ ไม่ได้ชงกันเป็นแก้วต่อแก้วแต่หลังจากที่แองเจโล โมริออนโต (Angelo Moriondo) ชาวอิตาเลี่ยนที่คิดค้น Espresso Machineขึ้นมา ก็เลยทำให้วิธีชงกาแฟในอิตาลีนั้นแตกต่างไปเป็นการสกัดกาแฟด้วยแรงดันไอน้ำหรือปั๊มน้ำ Espresso ดั่งเดิมในอิตาลีจะใช้กาแฟ 7-8 กรัม น้ำกาแฟหลังสกัดรวมครีมม่าจะออกมาที่ 25-30 cc.ใช้เวลาสกัด 20-30 วินาที และเพื่อช่วยให้ครีมม่าสวยงามเนียน เขาอาจไม่ใช้กาแฟอาราบิก้าล้วนแต่มักผสมกาแฟแบบโรบัสต้าเข้าไป10%

ส่วนผสมของEspressoจะมีอยู่ 3 ส่วน คือ
1.ครีมม่า (Crema) ฟองสีทองด้านบน ซึ่งประกอบด้วย ไอน้ำ,ก๊าซคาบอนไดออกไซค์,ผนังของเยื่อกาแฟ และน้ำมันที่อยู่ในเม็ดกาแฟ
2.บอดี้(Body) ส่วนของเหลวส่วนกลาง
3.ฮาร์ท(Heart) ส่วนของเหลวด้านล่างประกอบด้วย ไอน้ำ, สารแขวงของของแข็งที่ไม่ละลายน้ำ และฟองอากาศ

การจะได้ซึ่ง Perfect Shot of espresso
คือต้องมีการสกัดกาแฟ(Extraction) ออกมาอย่างพอดีไม่เข้มเกินไปที่เรียกว่า Over Extraction (มีของแข็งไม่ละลายน้ำออกมาจากกาแฟที่เราสกัดมากเกินไปทำให้ได้รส ขม, ไหม้, หนักลิ้น, เฝื่อน รสชาติเข้มไป)
หรือไม่สกัดออกมาอ่อนเกินไปที่เรียกว่า Under Extraction (มีของแข็งไม่ละลายน้ำออกมาจากกาแฟที่เราสกัดน้อยเกินไปทำให้ได้รส เปรี้ยว, จืด, ฝาดแห้งลิ้น รสชาติอ่อนไป)

ปัจจุบันมีการใช้เครื่อง TDS Refractometer วัดค่าการละลายของแข็งในน้ำกาแฟเพื่อหาจุดที่พอเหมาะอย่างไรก็ตามการสกัดกาแฟจะมีองค์ประกอบที่ต้องใส่ใจ ดังนี้ คือ เวลาการสกัดว่านานหรือน้อยไป(ส่วนใหญ่จะ22-25วินาที),อุณหภูมิน้ำสูงหรือต่ำไป, ปริมาณกาแฟ(มาตรฐาน20กรัม), กาแฟใหม่หรือเก่า(ไม่ควรเกิน2-3เดือน), กาแฟละเอียดไปหรือหยาบไป, การเกลี่ยผงกาแฟต้องเสมอไม่เอียง,การกดแน่นเกินหรือเบาไป(มาตรฐาน 10-15 กก.), กาแฟคั่วมาเข้มไปหรืออ่อนไป(มาตรฐานคือคั่วปานกลาง), แรงดันน้ำสูงไปหรือต่ำไป(มาตรฐานคือ9บาร์),น้ำมีค่า TDSสูงไปเช่น น้ำแร่,น้ำประปา หรือต่ำไป เป็นต้น
การดื่มกาแฟเอสเพรสโซ่ต้องดื่มจากแก้วเซรามิคเท่านั้น ไม่มีการใส่แก้วกระดาษtake away ควรกระดกทีเดียวหมดแก้วหรือเต็มที่ก็ไม่เกิน2ครั้ง(Single Short Espresso) ไม่ควรดื่มน้ำตามทันที เพราะจะเสียอรรถรสของ After Taste ที่เราควรได้enjoyจาก espresso

 

วัฒนธรรมกาแฟในอิตาลี
A “bar” is really  a “cafe” ไปร้านกาแฟก็เหมือนไปบาร์

City Break ROME Coffee Break 1

ร้านกาแฟส่วนใหญ่ในอิตาลีก็คือบาร์ที่ขายเครื่องดื่มแบบแอลกอฮอล์ด้วย ไม่ทราบว่าจะเป็นสาเหตุที่ชาวอิตาเลี่ยนส่วนใหญ่มักจะยืนดื่มกาแฟที่บาร์ด้วยหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพราะว่าถ้าเรานั่งที่โต๊ะมันจะโดนService Chargeด้วย การดื่มกาแฟของคนที่นี่ส่วนใหญ่จะดื่มกาแฟผสมนมเฉพาะแก้วแรกตอนเช้าเท่านั้น เพราะเขาเชื่อว่าหลังมื้ออาหารแล้วการดื่มนมจะเป็นอุปสรรคต่อการย่อย ดังนั้นตลอดวันเค้าจะดื่มแต่ Espressoเป็นหลักซึ่งเวลาสั่งเขาจะไม่บอกว่า ‘un caffè’ หมายถึงขอ”กาแฟที่นึง”ไม่ใช่ขอ เอสเปรสโซที่นึง เพราะการสั่งกาแฟนั้นคุณก็จะได้เอสเปรสโซนั่นเอง วิธีการก็คือดื่มเหมือนเหล้า1ช็อตนั่นแหละครับ คือต้องกระดกทีเดียวหมด ไม่มีการจิบ ต้องขอบอกว่า Espresso นั้นเป็นเหมือนตัวกระตุ้นให้เครื่องจักรทำงานจะเห็นว่าคนอิตาเลี่ยนกระดกมันวันละเฉลี่ย 2-4shot เลยทีเดียว และมันก็ราคาถูกมากๆ ครับ ไม่ถึงยูโรแค่ 80 cents. เท่านั้น แต่ไม่นิยมสั่งแบบ 2 ช็อตแบบดับเบิ้ลเอสเปรสโซ่ หรือ un caffè doppio คือเขาจะนิยมสั่งเป็นถ้วยเล็ก 2 แก้วมากกว่า แล้วก็ประเภทสั่งไปดื่มที่อื่นหรือ ‘to go’ ก็ลืมๆ ไปเลย เพราะคนที่นี่บอกว่ากาแฟต้องดื่มกับถ้วยceramicเท่านั้นจึงจะได้รสชาติ ก็เหมือนไวน์ที่ไม่ควรดื่มจากแก้วพลาสติกนั่นเอง ประเภทร้านกาแฟแบบอเมริกันที่มักจะรีบร้อนขนาดกาแฟแก้วเดียวไม่มีเวลาดื่มที่ร้านนั้นที่อิตาลีไม่เข้าใจครับ โดยเฉพาะเวลากินเวลาดื่มนั่นคือต้องenjoyต้องได้ทักทายคนโน้นคนนี้ที่คุ้นเคยในละแวก แนวคิดของเค้าเป็นแบบนั้นถ้าไม่ใช่ร้านนักท่องเที่ยวจ๋าละก็ไม่มีเจอแก้วกระดาษto go แน่ๆ ครับ

 

เมื่อกาแฟอเมริกันจะมาแข่งกับกาแฟอิตาเลี่ยน
ไหนๆ พูดถึงเรื่องกาแฟอิตาเลี่ยนแล้วคงต้องขอพูดถึงchainกาแฟอเมริกันชื่อดังอย่างStarbucks ด้วยอันที่จริงแล้ว สตาร์บัคส์ได้แรงบันดาลใจมาจากร้านกาแฟในอิตาลีนี่เอง ในการทำร้านกาแฟธรรมดาๆ ในซีแอทเทิลให้กลายเป็นเชนกาแฟยักษ์ใหญ่อย่างในปัจจุบัน เพราะเมื่อ 34 ปีที่แล้วนาย Howard Schultz ซึ่งเป็น Chairman และCEOคนปัจจุบันของStarbucks ซึ่งตอนนั้นยังเป็นแค่ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทได้มีโอกาสมาประชุมในงานกาแฟนานาชาติที่มิลานและเวโรน่าของอิตาลีเมื่อปี 1983 เขาได้สัมผัสวัฒนธรรมเอสเพรสโซบาร์ของชาวอิตาเลี่ยน ที่ใครๆ ก็ไปร้านกาแฟเพื่อดื่มด่ำทั้งกาแฟรสดี และบรรยากาศของความอบอุ่นเป็นกันเองระหว่างบาริสตากับลูกค้า แรงบันดาลใจจากอิตาลีเป็นต้นกำเนิดของการเปลี่ยนโฉมสตาร์บัคส์จากร้านกาแฟธรรมดาๆ ให้กลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และจุดหมายที่ต้องแวะ

City Break ROME Coffee Break 3 Starbucks

ภาพ Howard Schultzซึ่งเป็น Chairman และ CEOคนปัจจุบันของStarbucks ถ่ายที่galleriaที่Milan (Photo cr.starbucks com)

แต่ไม่ว่า Starbucksจะขยายสาขามากมายไปได้ทุกหนแห่งในโลกนี้ แต่ก็ยังไม่กล้าเปิดสาขาในอิตาลีเจ้าตำรับร้านกาแฟที่ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็จะมีคาเฟ่หรือเอสเพรสโซบาร์ซ่อนตัวอยู่ทุกมุมถนน ที่สำคัญแต่ละร้านจะมีรสชาติเปี่ยมด้วยคุณภาพและจิตวิญญาณ และจากการทำ Market Test คนอิตาเลี่ยนต่างก็มองว่าธุรกิจกาแฟเชนคงไปรอดได้ยากในอิตาลี เพราะถูกมองว่าเป็นของเลียนแบบไม่ใช่ของแท้และรสชาติ“ไม่ถึง”ขนาดที่ขนานนามกาแฟเชนนี้ว่าเป็น”diluted coffee” ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านการตลาดเองก็มองว่าสตาร์บัคส์ต้องเจอกระดูกชิ้นใหญ่ในการบุกตลาดอิตาลีแน่นอน เพราะที่นี่คู่แข่งเขาไม่ใช่เชนอื่นๆ แต่คือร้านกาแฟที่เรียกว่าบาร์ท้องถิ่นที่มีอยู่ถึง 149,300 แห่งในอิตาลี(ที่มา: 2016 annual report issued by Federazione Italiana Pubblici Esercizi (FIPE)

City Break ROME Coffee Break 2 Starbucks

ร้านกาแฟร้านแรกของสตาร์บัคในอิตาลีขึ้นป้ายโฆษณา ณ ตำแหน่งที่จะเป็นที่ตั้งของร้านจริง

แต่ในที่สุดชูลท์สก็ประกาศจะเปิดสาขาสตาร์บัคส์ในอิตาลีครั้งแรกตั้งแต่ต้นปี 2016 โดยบอกว่าจะเปิดสาขาแรกในมิลาน สถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขา ภายในหนึ่งปีโดยกำหนดสถานที่ว่าจะเป็นที่ Palazzo Delle Poste อาคารที่ทำการไปรษณีย์เก่าในจตุรัสคอรดุสซิโอ Piazza Cordusio แต่เมื่อถึงต้นปี 2017 เข้าจริงๆ ชูลท์สก็กลับเลื่อนออกไปบอกว่าจะเปิดสาขาสตาร์บัคส์ในอิตาลีในปลายปี 2018 แทน โดยเป็น Starbucks Roastery หรือร้านกาแฟพรีเมียมที่คั่วเมล็ดกาแฟเองในร้าน และโชว์กระบวนการทำกาแฟทุกขั้นตอนให้ลูกค้าได้ดูแบบสดๆ ทั้งวัน นอกจากนี้ สาขาในอิตาลียังจะมีกาแฟแบบใหม่ๆ ที่ไม่มีเสิร์ฟในสาขาอื่น เพื่อจูงใจนักดื่มกาแฟชาวอิตาเลี่ยนให้หันมาลองกาแฟอเมริกันอย่างสตาร์บัคส์ โดยจะเน้นเอสเพรสโซเป็นพิเศษ เพราะคนอิตาเลี่ยนนิยมกินกาแฟเอสเพรสโซเป็นหลัก ก็คงต้องมาเอาใจช่วยกันสำหรับแฟน Starbucks มันท้าทายมากเพราะถ้าทำสำเร็จกาแฟของเขาจะได้ชื่อว่าเป็นกาแฟที่ผ่านมาตรฐานต้นตำรับ และระดับผู้บริโภคกาแฟที่เอาใจยากที่สุดในโลกมาแล้ว

 

ที่สุดของสถาบันกาแฟในโรม
เกริ่นถึงเรื่องกาแฟมาพอหอมปากหอมคอ ที่จริงแล้วเราสามารถคุยกันถึงประวัติความเป็นมากันได้อีกยาวเหยียด แต่ตอนนี้อยากให้มาลองของจริงกันดีกว่าว่าหากมาที่โรมแล้ว จะไปแวะ Coffee Break แถวไหนกันดีเรากำลังจะพูดถึงร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงระดับ Top ของ Rome ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คือ Top ของโลกด้วยเช่นกัน
Caffé della Pace
Via della Pace, 5
www.caffedellapace.it

ที่นี่น่าจะเป็นร้านกาแฟคลาสสิกของโรมที่ผมชอบที่สุด คือนอกจากมันจะเปิดมานานเป็นร้อยๆ ปีแล้วแต่บรรยากาศมันก็ยังโรแมนติกมากๆ อยู่ อาจเป็นเพราะมันอยู่ใกล้จัตุรัสนาโวนา Piazza Navonaที่ขึ้นชื่อเรื่องความchill สุดๆ อยู่แล้ว หรืออาจเป็นเพราะไม้เลื้อยบนกำแพงเก่าแก่ของร้านที่ปล่อยให้รกรุงรังแบบไม่ตั้งใจหรือประตูไม้โบราณทางเข้าร้านที่แมทช์กับเคาน์เตอร์บาร์ยุคก่อนเราเกิดก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คือห้ามพลาดการมาดื่ม Espresso หรือ Cappuccino ที่นี่สักครั้งและถ้าอากาศดีก็ต้องนั่งoutdoorหน้าร้านเพื่อความchill อาจเสียงดังล้งเล้งหน่อย เพราะชาวอิตาเลี่ยนเวลาคุยกันแล้วมันออกรสชาติเหมือนคนจีน เอ…หรือว่ามาร์โกโปโลเอาวัฒนธรรมเสียงดังนี้กลับมาจากเมืองจีนด้วย? ร้านนี้ตกแต่งแบบคลาสสิกเพราะเปิดมาตั้งสมัยศตวรรษที่ 18thตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza della Pace

City Break ROME Coffee Break 12 Caffe della Pace

บรรยากาศหน้าร้าน Caffé della Pace

City Break ROME Coffee Break 9 Caffe della Pace

City Break ROME Coffee Break 10 Caffe della Pace

City Break ROME Coffee Break 11 Caffe della Pace

บรรยากาศในร้านและหากมาช่วงพลบค่ำร้านนี้ก็ไม่เป็นรองใคร

 

Antico Caffé Greco
Via dei Condotti, 86
www.anticocaffegreco.eu

City Break ROME Coffee Break 7 Antico Caffe Greco

ถ้าคุณมาเดินช้อปปี้งแถวถนน Condotti ซึ่งก็อยู่แถวย่านบันไดสเปน แล้วเกิดอยากนั่งพักดื่มกาแฟสักแก้วที่เป็นร้านกาแฟประวัติศาสตร์ก็ให้มาที่เลขที่86ได้เลย บรรยากาศในร้านอาจไม่ผ่อนคลายมากนัก เพราะดูเป็นงานเป็นการไปหน่อยแถมยังเก่าแก่เคร่งขรึมเกินไปสำหรับยุคปัจจุบัน แต่นี่คือ Historic Grand Coffee House ที่เปิดมาตั้งแต่ก่อนจักรพรรดินโปเลียนเกิดถึง 9 ปี ที่ยกตัวอย่างนโปเลียนก็เพราะในปี 1805 นโปเลียนประกาศสถาปนาตนเองเป็น King of Italy หลังจากยึดดินแดนทางเหนือของอิตาลีได้

City Break ROME Coffee Break 6 Antico Caffe Greco

ร้านนี้มีบุคคลดังๆในอดีตแวะมาเยี่ยมเยียนเช่นนักปราชญ์และจินตกวีชาวเยอรมันชื่อเกอร์เต้ Johann Wolfgang von Goethe ดังนั้นหากคุณมีอารมณ์และรสนิยมเหมือนศิลปินชื่อดังจินตกวีนักดนตรีที่ทั่วโลกรู้จักในอดีตและชอบการตกแต่งแบบร้านกาแฟในเวียนนากับรสชาติกาแฟอมตะเหมือนฉายาของกรุงโรม (The Eternal city) มาที่นี่ให้ได้ครับเปิดบริการมาตั้งแต่ปี1760 แต่ขอเตือนว่าก่อนสั่งให้ดูเมนูและราคาดีๆก่อนเพราะราคาอาจแตกต่างกับร้านกาแฟทั่วไปอยู่บ้าง

 
Tazza D’Oro
Via degli Orfani, 84
www.tazzadorocoffeeshop.com

City Break ROME Coffee Break 16 Tazza D’Oro

ร้านนี้อยู่ใจกลางโรมใกล้กับวิหารเก่าแก่ที่สุดของโรมที่ยังคงความสมบรูณ์แบบและมีชื่อว่า Pantheon และหากคุณใจตรงกันกับผู้ที่เป็น Coffee Lover จากทั่วโลกที่มาต่อคิวรอชิมกาแฟของร้านนี้มาเลยครับ มีชื่อเสียงในเรื่อง Espresso ถึงขนาดเข้าชิงอันดับ1 เพื่อครองตำแหน่ง The Best Espresso In Rome กับร้านคู่แข่งที่อยู่ใกล้กันคือ Caffé Sant’Eustachio ที่จะพูดถึงต่อไป

City Break ROME Coffee Break 5 Tazza D’Oro

City Break ROME Coffee Break 3 Tazza D’Oro

หรือถ้ามาที่นี่หน้าร้อนก็เข้าทางแบบไทยๆ เรา คือชอบดื่มเย็นที่นี่ก็มีชื่อครับสั่งเลย Granita (Frozen Coffee) แต่ต้องขอเตือนไว้ก่อนนะครับกาแฟที่นี่เข้มยิ่งกว่ากาแฟสำหรับคนขับสิบล้อบ้านเราที่ต้องการขับรวดเดียวจากเชียงใหม่ถึงสุไหง-โกลกเลยครับ นอกจากนี้ทางร้านยังมีกาแฟคั่วใส่ถุงกลับไปชงดื่มที่บ้านที่ยอดเยี่ยมขึ้นชื่อต้องซื้อ ถุงแดง La Regina dei caffe แบบรูปข้างล่างนี้กลับไปลองครับที่สุดของ Espresso

City Break ROME Coffee Break 8 Tazza D Oro

 

Sant’Eustachio
Piazza Sant’Eustachio, 82
www.santeustachioilcaffe.it
City Break ROME Coffee Break 15 Sant Eustachio

City Break ROME Coffee Break 4 Sant’Eustachio

ร้านดังร้านนี้มีสัญลักษณ์เป็นหัวกวางอยู่ระหว่างจัตุรัสโนวาน่ากับวิหารพันเตออน ถ้าคุณเป็นนักดื่มกาแฟแบบซีเรียสที่ค้นหา The Best Espresso In Rome หรือต้องการจะหากาแฟคั่วเกรด Grand Cru แบบนักชิมไวน์ คุณต้องมาหาซื้อกาแฟที่เป็น Gourmet Coffee ที่แท้จริงจากที่นี่ เพราะเจ้าของร้านที่ชื่อว่านาย Roberto Ricci เป็นคนทุ่มเทในการสรรหาแหล่งที่มาของกาแฟที่ดีที่สุดตลอดจนกรรมวิธีการคั่วที่หาตัวเทียบยากในด้านของคุณภาพ และกลิ่นรสที่คอกาแฟโหยหา มีลูกค้าที่เป็นระดับผู้นำประเทศที่สั่งกาแฟจากร้านนี้ไปชงที่บ้านเป็นประจำ รวมทั้งดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังอย่าง Tom Hanks

City Break ROME Coffee Break 14 Sant Eustachio

City Break ROME Coffee Break 13 Sant Eustachio

City Break Rome Part X

เบรกเที่ยวในโรม ….กินอะไรในโรม (ต่อ)
โดย Paul Sansopone

…“เกิดจากตอนที่ทำครั้งแรก แม่บ้านคงโมโหโกรธสามีที่กลับบ้านดึกให้เมียรอกินมื้อเย็นนานเกินเหตุ ก็เลยใส่พริกเยอะกระเทียมเยอะ รสจัดมาก ตั้งใจแกล้งสามีด้วย เพราะ arrabbiata มันหมายความว่า “Angry” Pasta แต่กลับกลายมาเป็นซอสพาสต้าสีแดงที่เป็นที่นิยม”…

เมื่อคราวที่แล้วแนะนำอาหารท้องถิ่นต้นกำเนิดและร้านอาหารแบบเน้นบรรยากาศที่ราคาแพงหน่อย แต่การมาเที่ยว 3-4 วัน เราก็ควรต้องมีอย่างน้อย 1 มื้อล่ะครับ ในตอนนี้จะพูดถึง Routine Food หรือแบบ Staple ในแบบโรมที่มีความอบอุ่นตามแบบฉบับของร้านอาหารท้องถิ่นประเภท Osterie แบบดั้งเดิม ซึ่งเราผู้บริโภคเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น เช่น เพราะเชฟรุ่นใหม่ที่ทำอาหารดั้งเดิมแบบเก่ากำลังมาแทนที่บรรดาเชฟที่เป็นคุณยายที่เน้น Home Cooking Style และที่พิสูจน์ได้ง่ายที่สุดคงต้องเป็นจานพาสต้า เพราะใครๆ ก็มากินพาสต้าที่โรม

และถ้าพูดถึง Pasta แบบโรมที่นี่จะใช้เส้นพาสต้าท้องถิ่นคือ Bucatini แปลว่า “Little Hole” มันเป็นเส้นยาวที่มีรูกลวงคล้าย มักกะโรนีหรือ Tonnarell จะคล้าย Spaghetti แต่จะอ้วนกว่าค่อนข้างเป็นที่นิยมในโรมแต่เส้นทั่วไปก็มีให้เลือกครับ

มารู้จักเมนูจานPastaที่เป็นโรมแท้

1.Pasta Alla Carbonara มีความ Creamy แต่ไม่มีการใส่ครีมจึงจะเป็นของกรุงโรมแท้ๆ เพราะมันเป็นอาหารกรรมกรทำง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรอง เพื่อนอิตาเลี่ยนของผมชื่อ Claudio เคยอธิบายว่า Carbonara มาจากคำว่า Carbone ซึ่งก็คือผงถ่านเพราะเวลาพวกกรรมกรเหมืองทานกันจะใส่พริกไทยดำเยอะมากจนดูเหมือนผงถ่านปกคลุมพาสต้าจานนี้

City Break ROME Italy Pasta Alla Carbonara

จริงแล้วอาหารจานนี้แพร่หลายไปทั่วโลก หลายๆ คนยังเชื่อว่ามันเกิดในสมัยสงครามโลกตอนทหารอเมริกันมาปักหลักอยู่กรุงโรมเพราะอเมริกันนำประเพณีอาหารเช้าที่เป็นเบคอนกับไข่มาแล้วมาดัดแปลงใส่เส้น กลายเป็นเมนูเด่นดังไปจนมีแทบทุกร้านอาหารตะวันตกทั่วไป แต่ถ้าเป็นของกรุงโรมแท้มันไม่ใส่ครีมและต้องใช้Guanciale เบคอนที่ทำจากแก้มหมู ส่วนชีสต้อง Pecorino และเส้นต้องเป็น Tonnarelli ถึงเป็นต้นตำรับ

City Break ROME Italy Pasta Alla Gricia

Pasta Alla Gricia

2.Pasta Alla Gricia ง่ายๆ แบบ Roman Pasta: มันเกือบจะเหมือน Carbonara ต่างกันตรงไม่มีไข่และใช้ Guanciale เป็นอะไรที่คล้ายกับเบคอนแต่ทำมาจากส่วนแก้มของหมู ไม่ได้ใช้ส่วนท้องแบบเบคอนหรือ Pancetta ทำให้มีรสแตกต่าง และแน่นอนต้องใช้ชีส Pecorino, Romano, Black Pepper และควรเป็นเส้นTonnarelliไม่ใช่ Spaghetti ซึ่งต้นตำรับเป็นของNapoliไม่ใช่ Roma

City Break ROME Italy Pasta Arrabbiata

3.Pasta Arrabbiata คงเกิดจากตอนที่ทำครั้งแรก แม่บ้านคงโมโหโกรธสามีที่กลับบ้านดึกให้เมียรอกินมื้อเย็นนานเกินเหตุ ก็เลยใส่พริกเยอะ กระเทียมเยอะ รสจัดมาก ตั้งใจแกล้งสามีด้วย เพราะ Arrabbiata มันหมายความว่า “Angry” Pastaแต่กลับกลายมาเป็นซอสพาสต้าสีแดงที่เป็นที่นิยมมากๆ เพราะความเผ็ดรสจัดจากส่วนผสมประกอบด้วยมะเขือเทศ กระเทียม และพริกแดง Peperoncino (Red Chili Peppers)

City Break ROME Italy Cacio e pepe

4.Cacio e pepe มันคือจานศักดิ์สิทธิ์แห่งพาสต้าของชาวโรมัน เพราะมันคืออาหารคนจนที่ต้องทานอะไรง่ายๆ และแค่ได้พาสต้า Cacio e Pepe สักจานก็ยกมือไหว้พระเจ้าแล้ว มันเลยเป็นจานศักดิ์สิทธิ์ “Cacio e Pepe” แปลว่า “Cheese and Pepper” ในภาษาพื้นเมืองในแถบLazio ส่วนผสมของพาสต้าจานนี้จึงง่ายแค่ Black Pepper และ Pecorino Romano Cheeseคลุกกับน้ำต้มเส้นเล็กน้อย
City Break ROME Italy Pasta all’amatriciana

5.Pasta all’amatriciana ชื่อนี้ได้มาจากเมืองชื่อAmatriceจากเขต Lazio มันใช้ส่วนประกอบที่เป็นมะเขือเทศ Guanciale,เบคอนที่ทำจากแก้มหมู แล้วมีพริกแดงหอมกระเทียมและไวน์แดงกับสุดท้ายต้องโรย Pecorino

 

รู้จักPastaท้องถิ่นของโรม แล้ว เราลองไปค้นหา The Best Pasta in Rome ดูกันครับว่าจะไปกินร้านไหนดี

“When in Rome do what the Romans do…” ใช่แล้วครับต้องหาพาสต้าที่ดีที่สุดของโรมกิน ขอแนะนำ 9 อรหันต์ของร้านพาสต้าในโรม ที่แต่ละร้านไม่ได้หรูหราแบบ Ristorante(ภัตตาคาร) แต่มักเป็นร้านระดับกลางหรือร้านเล็กๆ คือ Trattoria หรือ Osterie เท่านั้น  Credit Katie Parla

 

1.ร้าน Da Danilo (Via Petrarca 13, +39 06 7720 0111)
ที่เราควรต้องสั่งพาสต้า Carbonara and Cacio e pepe ที่เขาจะเอาเส้นพาสต้าที่ลวกเสร็จใหม่ๆ มาลงคลุกกับชีสแบบวงล้อก้อนใหญ่ที่คว้านเป็นรูปร่างเหมือนชามทำให้การคลุกชีสเปคคอริโนนั้นมั่นใจได้ว่าชีสเคลือบเส้นทั่วถึง

City Break ROME Italy at Da Danilo 2

City Break ROME Italy at Da Danilo

ยังมีจานเด็ดที่เป็น อาหารท้องถิ่นทัศคานี คือ Strozzapreti al Lardo di Colonnata e Pecorino di Fossa ซึ่งมีซอสมะเขือเทศแบบบางเบาไม่ข้น เป็นเบสมีlardoคล้ายเบคอนแต่มันเยอะโรยด้วยชีสนมแพะเก่าPecorinoที่บ่มเก็บไว้นานหน่อย

City Break ROME Italy at Da Danilo 1

 

2.ร้าน Flavio De Maio ของเชฟ Flavio al Velavevodetto (Via di Monte Testaccio 97, +39 06 574 4194)

City Break ROME Italy Cacio e pepe at Flavio De Maio

มาที่นี่ต้องสั่ง Cacio e pepe พาสต้าที่ใส่แค่ชีส Pecorinoกับพริกไทยดำคลุกน้ำต้มเส้น

 

3.ร้านPipero al Rex (Via Torino 149; +39 06 481 5702) ที่เชฟ Luciano Monosilo เสิร์ฟสุดยอดตำนานพาสต้าของโรม Spaghetti Alla Carbonara เชฟ Monosilo มีเทคนิคคือเขาจะอุ่นส่วนผสมของไข่แดง Parmigiano Reggiano, Pecorino Romano และพริกไทยดำใน Bain-Marie หรือซึ้งที่ใช้สำหรับนึ่งและพอได้พาสต้า al dente ขึ้นจากหม้อต้มก็คลุกกับส่วนผสมของไข่โรยด้วยเบคอนแก้มหมู Guanciale และไขมันที่เหลือจากการทอดมันเล็กน้อย

City Break ROME Italy at Pipero al Rex

Pipero al Rex: Spaghetti alla Carbonara credit pic: http://www.bonappetit.com

 
4.ร้านArmando al Pantheon (Salita dè Crescenzi 31, +39 06 6880 3034) ต้องสั่งคาโบนาร่าหากยังไม่เบื่อหรือหากต้องการรสจัดหน่อยก็ “Pasta dei cornuti” (Cuckold’s Pasta) ที่มีรสจัดจ้านจากพริกกระเทียมและน้ำมันมะกอก ร้านนี้หาง่ายอยู่ใกล้กับวิหาร Pantheon แต่มันไม่ใช่ร้านที่เป็น Tourist Trap ถ้ามา 2 คนให้อีกคนสั่ง Pasta Amatriciana มาจะได้ลอง 2 แบบ และอย่าลืมทานของหวานที่เป็น Signatureของร้าน Torta Antica Roma

City Break ROME Italy at Armando al Pantheon

City Break ROME Italy Torta Antica Roma at Armando al Pantheon

Armando al Pantheon: Ajo, Ojo e Peperoncino (garlic, oil, chili) credit pic: http://www.bonappetit.com

 

5.ร้านColline Emiliane (Via degli Avignonesi 22, +39 06 481 7538) ซึ่งเจ้าของเป็นตระกูล Latini จากเขต Emilia Romagna แต่ย้ายมาเปิดร้านอาหารแถวน้ำพุเทรวี่ตั้งแต่ปี 1967 จึงทำให้คุณจะได้ชิม Tortelliไส้ฟักทองต้นตำรับจาก Emilia Romagna แท้ๆโดยไม่ต้องไปถึงถิ่น

City Break ROME Italy Colline Emiliane Tortelli di Zucca at Colline Emiliane

Colline Emiliane: Tortelli di Zucca

 

City Break ROME Italy at Tavernaccia da Bruno

City Break ROME Italy Tavernaccia da Bruno 1

ร้านTavernaccia da Bruno: Lasagne Cotte nel Forno al Legna (wood oven baked lasagna) credit pic: http://www.bonappetit.com

6.ร้านTavernaccia da Bruno’s (Via Giovanni da Castel Bolognese 63, +39 06 581 2792) มีความโดดเด่นเรื่อง ลาซานญ่าที่อบด้วยเตาอบฟืน Lasagna, Bechamel, and Meat Sauce เป็นอาหาร Roman-Umbrian

 

City Break ROME Italy Il Sanlorenzo Spaghetti alle Vongole Veraci

Il Sanlorenzo: Spaghetti alle Vongole Veraci (with clams)
7.ร้านIl Sanlorenzo (Via dei Chiavari 4/5, +39 06 686 5097) เป็นร้านที่ต้องสั่งสปาเก็ตตี้หอยลาย (ต้องเช็คด้วยบางช่วงอาจไม่มีหอย) Spaghetti Alle Vongole

 

City Break ROME Italy Rigatoni con Burro e Parmigiano at Roscioli

8.ร้าน Roscioli: จานเด็ดเป็นRigatoni Burro e Parmigiano (Butter and Aged Parmigiano-Reggiano)

ไม่น่าเชื่อว่าแค่เป็นพาสต้าเนยสดกับปาร์มิจานก็อร่อยได้ ต้องไปลองทาน Rigatoni con Burro e Parmigianoที่ร้านRoscioli (Via dei Giubbonari 21, +39 06 687 5287) เคล็ดลับอยู่ที่วัตถุดิบที่เป็นเส้นสดและเนย Echiré Butter ก่อนโรยหน้าด้วยปาร์มิจานแบบบ่มเก็บนาน 30 เดือนผสมกับแบบบ่มนาน 36 เดือน (Aged Parmigiano Reggiano)
 

City Break ROME Italy Rigatoni con pajata

หรือถ้าท่านต้องการพาสต้าจากโรมแบบExtremeหน่อยก็ต้องสั่งทานจานนี้

Rigatoni con pajata มันคือ Pasta กับ Pajata ซึ่งก็คือไส้ของลูกแกะหรือลูกวัวที่ยังไม่หย่านมคือมันยังไม่เคยทานอาหารที่ทำลำไส้มันสกปรกและมีไขมันมันเป็น Cucina povera dishes หรืออาหารคนยากจนที่ต้องกินทุกชิ้นส่วนของสัตว์แต่มันกลายเป็นของอร่อย

 

City Break ROME Italy Spaghetti Alle Vongole Hostaria Romana

Spaghetti Alle Vongole ที่ Hostaria Romana

9.ร้าน Hostaria Romana เป็นแบบold-schoo trattoria ที่มีโต๊ะเบียดๆ กันอยู่ แต่อาหารจานพาสต้าแบบสปาเก็ตตี้หอยลายและAmatriciana ต้องขอแนะนำอะไรที่ไม่ใช่พาสต้าทิ้งท้ายหน่อย ไหนๆ มาร้านนี้ถ้าอยู่ในฤดูของ Artichokesให้สั่ง ArtichokesทอดAlla Giudia (fried) หรือแบบตุ๋นAlla Romana (braised) ก็อร่อยทั้งคู่
City Break ROME Italy Carciofo Alla Giudia at Hostaria Romana

Carciofo Alla Giudia อาร์ติโช๊คทอดกรอบ

City Break ROME Italy Carciofo Alla Romana at Hostaria Romana

Carciofo Alla Romanaหรือว่าอาร์ติโช๊คตุ๋นดี?

 

คราวหน้าเรามาว่ากันต่อในเรื่องของกินของดื่มที่โรมครับ

City Break Rome Part IX

เบรกเที่ยวในโรม…กินอะไรในโรม
โดย Paul Sansopone

… “หากจะมาสารภาพรักหรือขอแต่งงานหรือแม้แต่แต่งงานกันมา 30 ปีแล้วแต่ยังอยากจะสารภาพอีกว่ายังรักไม่เคยเสื่อมคลาย คงต้องจองโต๊ะมาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมันจะเป็นbackdropระดับโลก เนื่องจากพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าด้านหลังของ Coliseum แบบ Picture Perfect ที่สำคัญที่นี่ไม่ได้สวยแต่วิว อาหารจากเมนูระดับ 5 ดาวจากสถาบัน…”

กินอะไรในโรม

กรุงโรมมีอายุเกือบ 3,000 ปี แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่พันปีของประวัติศาสตร์ โรมเป็นเมืองที่ไม่เคยเป็นรองใครในเรื่องอาหารและไวน์ ที่จริงแล้วเมืองนี้เคยถูกปกคลุมไปด้วยไร่องุ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของคนรวย
กรุงโรมในวันนี้ ความรักในไวน์และอาหารดีๆ ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงแต่กลับพัฒนามากขึ้น ในช่วง 25 ปีหลังนี้ ชาวเมือง 2.7 ล้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้เติบโตขึ้นด้วยความเชื่อมั่นความมั่งคั่งและความซับซ้อน นักเดินทางจากทั่วโลกมาที่นี่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มาตรฐานของชาวโรมันซึ่งปกติก็จู้จี้จุกจิกเรื่องการทำอาหารอยู่แล้วต้องยกมาตรฐานให้สูงขึ้น จากเดิมที่อาหารอิตาเลี่ยนมันมาจากสถาบันครอบครัวแบบง่ายๆ ใช้สูตรตำราอาหารที่เป็นมรดกตกทอดกันมา กลายมาเป็นองค์ความรู้เป็นสถาบันอาหารและมีการศึกษาลึกซึ้งกว่าเดิม
ที่นี่แตกต่างจากฟลอเรนซ์ ตูริน และเวโรนาซึ่งที่นั่นมักจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นเลิศเรื่องไวน์ของพวกเขาในท้องถิ่น เช่นโซน Chianti, Barolo และ Valpolicella ตามลำดับ แต่ Rome ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของลาซิโออาจมีแค่เพียงแหล่งผลิตไวน์ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เช่น Candida หรือ Casale Giglio แต่มันยังไม่ใช่อะไรที่ติดChart โชคดีที่ที่นี่มันคือกรุงโรมที่ถนนทุกสายมุ่งมาสู่ ดังนั้นมันเป็นเรื่องง่ายที่จะหาไวน์จากทุกภูมิภาคในกรุงโรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในสถานที่ของแหล่งกำเนิด

City Break Rome Italy Gambero Rosso 3

ทางเลือกสำหรับการมาทัวร์ชิมไวน์และการเรียนการทำอาหารมากในเมืองอมตะแห่งนี้ ลองไปศูนย์ไวน์และอาหาร Gambero Rosso ซึ่งเป็นวารสารเกี่ยวกับอาหารและไวน์ชื่อดังของอิตาลี ของ Cittàdi Gusto (เมืองTaste) ที่ตั้งอยู่ในคลังสินค้า 86,000 ตารางฟุตในย่านมาร์โคนี ผู้เข้าชมสามารถชมเชฟอิตาเลี่ยนชั้นนำโชว์ศิลปะการทำอาหารของพวกเขา หรือเข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องไวน์หรือบางคนอาจสนใจโรงเรียนสอนทำอาหารสำหรับมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ส่วนการชิมไวน์แบบคลาสสิกต้องไป Enoteca Costantini ใน Piazza Cavour หนึ่งในกรุงโรมที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดเรื่องไวน์บาร์และยังมีการจัดหลักสูตรไวน์ด้วย

City Break Rome Italy Enoteca Costantini

อาหารโรมันแท้ๆ

ในกรุงโรมที่ร้านอาหารแบบดั้งเดิมปนอยู่กับร้านแบบร่วมสมัย อาหารพิเศษของกรุงโรมไม่ได้หรูหรา หลายสูตรมาจากวัฒนธรรมคนยากจน Cucina Povera แลtได้อิทธิพลมาจากอาหารของชุมชนชาวยิวที่ใช้เนื้อชิ้นที่ไม่ใช่cut ราคาแพง บางครั้งอาจมีอาหารแบบที่ไม่น่าดูชมนักด้วยซ้ำที่มักจะประกอบด้วยชิ้นส่วนเครื่องในของสัตว์นำมาทอด Smothered แล้วไปเคี่ยวในซอส เป็นที่รู้จักกันคือ Cucina di Quinto หรือ “ไตรมาสที่ห้า” หรือมีCervello Fritto (ไส้สมองแกะทอดขนาดลูกกอล์ฟ) TRIPP Aalla Romana (ลำไส้ลูกวัวในซอสมะเขือเทศ) Vitella Piccante (ลิ้นลูกวัวในซอสเผ็ด) และ Alla Vaccinara (ตุ๋นหางวัว)

City Break Rome Italy Saltimbocca Alla Romana

Saltimbocca Alla Romana มันแปลว่า “กระเด้งในปาก”เป็นเนื้อลูกวัวห่อด้วยแฮม Prosciutto Crudo และใบSageผัดซอสแบบน้ำแดง

City Break Rome Italy Rigatoni con pajata

Rigatoni con pajata มันคือ Pasta กับ Pajata ซึ่งก็คือไส้ของลูกแกะหรือลูกวัวที่ยังไม่หย่านมคือมันยังไม่เคยทานอาหารที่จะทำลำไส้มันสกปรก และมีไขมันมันเป็น Cucina Povera Dishes หรืออาหารคนยากจนที่ต้องกินทุกชิ้นส่วนของสัตว์แต่มันกลายเป็นของอร่อย
City Break Rome Italy Coda alla vaccinara Oxtail

Coda alla vaccinara. Oxtailอาหารคนจนอีกแล้ว Cucina Povera Clan เป็นสตูหางวัวที่เคี่ยวนานจนละลายในปาก

Involtini alla romana เนื้อม้วนแครอทและเซเลอรี่ในซอสมะเขือเทศ

City Break Rome Italy Trippa Tripe

Trippa Tripe มันคือผ้าขี้ริ้ว(เครื่องในวัว)แบบเดียวกับเกาเหลาเนื้อบ้านเราแต่ที่นี่กินกับซอสแดง
City Break Rome Italy Crostata di ricotta

Crostata di ricotta ของหวานแบบ Classic Roman dessert มันเป็นชีสเค้กทำจากชีสรีค๊อดต้า

City Break Rome Italy Carciofo alla giudia

บางส่วนของเมืองอาหารแบบดั้งเดิมมีต้นกำเนิดมาจากชุมชนชาวยิวในกรุงโรม Carciofo alla giudia หรืออาติโช๊คทอดกรอบ

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้อาหารพิเศษโรมันเหล่านี้ที่เคยถูกปกป้องโดยประเพณีอย่างเหนียวแน่นก็ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง เมื่อเชฟเยอรมันชื่อไฮนซ์เบ็คมาถึงที่นี่ในปี 1994 ความเป็นพ่อครัวระดับสามดาวมิชลินของเขาเปิดทางให้พ่อครัวที่มีชื่อเสียงและเทคนิคใหม่ๆในกรุงโรม

City Break Rome Italy The View from La Pergola 2

เบ็คทำงานห้องครัวของร้าน La Pergola ยังคงถือว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดของกรุงโรมและเขายังคงเป็นหนึ่งในพ่อครัวที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองหลวงและประเทศเก่าแก่นี้

The View from La Pergola

City Break Rome Italy The View from La Pergola 1

City Break Rome Italy The View from La Pergola

La Pergo ร้านอาหารอันดับหนึ่งในกรุงโรมที่ถูกโหวตปีแล้วปีเล่า เชฟไฮนซ์เบ็ค Chef Heinz Beck ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีการพิจารณาลึกของรสชาติและเนื้อสัมผัส เลือกที่สุดของไวน์มานำเสนอกับเมนูชิมที่ห้ามพลาดที่นี่มีทั้งไวน์อิตาลีและไวน์ต่างประเทศ และไม่เพียงแต่อาหารที่ดีที่สุดในกรุงโรมแต่วิวก็ยังสวยที่สุดอีกด้วยแน่นอนว่าการทำให้มาตรฐานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ของร้าน La Pergola นั้นก็ต้องทำให้คู่แข่งอย่างร้านข้างล่างเหล่านี้พัฒนาไปด้วยเช่นกัน

 

Imàgo
ร้านอาหารและบาร์ไวน์มาพร้อมกับสุดยอดของวิวที่สวยงามของโรมจากย่านบันไดสเปน บริการอาหารอิตาเลี่ยนด้วยสำเนียงโรมันแบบไม่เพี้ยน และOriginalสุดดั้งเดิมและเสิร์ฟเฉพาะไวน์อิตาเลี่ยนกว่า 400 ตัว

City Break Rome Italy RELAIS PICASSO

RELAIS PICASSO / Bramante TERRACE / Roof Gardenบนชั้นบนสุดของโรงแรมราฟาเอลใกล้กับ Piazza Navonaบนเทอเรซหรือสวนบนดาดฟ้าในสภาพอากาศที่เหมาะสม คุณจะได้ทานอาหารในระดับเดียวกับเส้นขอบฟ้าของกรุงโรมที่ประดับประดาไปด้วยโรมันโดมของโบสถ์ต่างๆ

 

City Break Rome Italy Aroma 1

Aroma
แต่ถ้าอยากให้ได้บรรยากาศเหมือนเพิ่งไปชมการต่อสู้ของยอดนักสู้ Gladiators มา ก็ต้องที่นี่เลยร้านที่ชื่อ Aroma ที่จัตุรัส Manfredi ซึ่งจะได้วิวของสุดยอดสถาปัตยกรรมระดับสิ่งมหัศจรรย์ตลอดกาลของโลก นั่นคือ Coliseum และหากจะมาสารภาพรักหรือขอแต่งงานกับคู่ชีวิตหรือแม้แต่แต่งงานกันมา 30 ปีแล้ว แต่ยังอยากจะสารภาพอีกว่ายังรักไม่เคยเสื่อมคลาย คงต้องจองโต๊ะมาช่วงพระอาทิตย์ตกดินเพราะมันจะเป็นbackdropระดับโลก เนื่องจากพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าด้านหลังของ Coliseum แบบ Picture Perfect ที่สำคัญที่นี่ไม่ได้สวยแต่วิว อาหารจากเมนูระดับ 5 ดาวจากสถาบัน American Academy of Hospitality Sciences และดาวจาก Michelin น่าจะเพียงพอให้คู่เดทของคุณไม่รู้สึกว่าเราcheapอย่างแน่นอนในโอกาสสำคัญแบบนี้ ที่อยู่และเบอร์โทร: Aroma, Palazzo Manfredi, Via Labicana 125, Rome, Italy, +39 06 97615109

City Break Rome Italy Aroma 2

City Break Rome Italy Aroma 4

 

Hotel Forum Roof Garden

City Break Rome Italy Hotel Forum Roof Garden

แต่ถ้าต้องการอาหารกลางวันแบบBuffetในราคาสมเหตุสมผล หรือจะมา à-la-carte ตอนหัวค่ำเพื่อชมความงามของขอบฟ้ากรุงโรมตอนอาทิตย์ลับฟ้าเหมือนภาพเดียวกันกับที่จูเลียสซีซ่าร์ได้เคยเห็นเมื่อเกือบ 3000 ปีก่อน ก็เพราะเมื่อก่อน Roman Forum คือสถาบันที่รวมของชุมชนชนชาวโรม แต่ปัจจุบันโรงแรมชื่อเดียวกัน Hotel Forum ก็สนองบรรยากาศและอาหารสุดยอดแบบนั้นได้ โดยเฉพาะที่ห้องอาหารRoof Garden, ที่อยู่และเบอร์โทร: Hotel Forum, Via Tor Dei Conti 31, Rome, Italy, +39 06 6792447

 

คราวหน้าเราจะคุยกันถึงอาหารจานเก่งของชาวโรมันกันครับ

City Break Rome Part VII

เบรกเที่ยวในโรม…เที่ยวโรมแบบผู้ที่มาโรม หลายครั้งแล้ว
โดย Paul Sansopone

…“มันเป็นตัวอย่างของการสร้างเมืองบนจุดยุทธศาสตร์แบบเมืองในยุคกลางทั่วไปที่ต้องทำให้โดนข้าศึกมารุกรานได้ยากที่สุด หากมาในช่วงหน้าหนาวหน่อยมันจะเป็นเหมือนเมืองที่อยู่บนสวรรค์ เมืองที่ลอยอยู่บนก้อนเมฆ เพราะมีทะเลหมอกจากรอบด้านนั่นเอง…”

นักท่องเที่ยวแบบที่เคยมาโรมหลายครั้งแล้วก็คงไม่อยากไปเที่ยวชมอะไรแบบพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นวิหารพานเทนอล, คอลอสเซี่ยมหรือวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ เพราะรู้จักดีแล้ว คราวนี้ก็เลยจะแนะนำอะไรที่ใหม่สำหรับผู้ที่มาโรมบ่อยแล้ว ก็อยากให้ลองออกไปนอกโรมแบบ Day Trip ไปเช้าเย็นกลับบ้างก็ไม่เลวครับ ก็เพราะโรมอยู่ในเขตลาซิโอซึ่งมีอะไรน่าสนใจกว่าโรมอย่างเดียว ผมจึงขอแนะนำเขตลาซิโอในตอนนี้

เขตLazio (ลาซิโอ) เป็นเขตปกครอง 1 ใน 20 เขตของอิตาลี ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ มีเมืองหลวงชื่อ Rome (กรุงโรม)ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีด้วย นอกจากนั้นกรุงโรมยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกันซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วย

Latium (ลาเทียมในภาษาอังกฤษ) เป็นเขตที่มีประชากรและเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 2 ของอิตาลี (ซึ่งใกล้เคียงกับเขตCampania) มีพื้นที่ 17,236 ตารางกิโลเมตร ทางทิศเหนือมีพื้นที่ติดต่อกันเขต Tuscany, Umbria และMarche ทิศตะวันออกติดกับ Abruzzo และMolise ทิศใต้เป็น Campania และด้านทิศตะวันตกเป็นTyrrhenian Sea พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Lazio (ลาซิโอ) จะเป็นที่ราบและเนินเขาเตี้ยๆ จะมีภูเขาขนาดเล็กอยู่บ้างทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของพื้นที่

ลาซิโอ เป็นภูมิภาคที่มี Rome และกรุงวาติกันศูนย์กลางของคริสต์จักรมาตั้งแต่ 2,000 กว่าปีก่อน อีกทั้งยังเป็นที่ที่ท่านจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้ที่เคยอยู่ในคาบสมุทรรูปรองเท้าบู๊ทแห่งนี้ นอกจากพวกโรมันก็คือพวกอีทรุสคันอีกด้วย

ลาซิโอทอดตัวอยู่ตามแนวชายฝั่ง Tirrenian อยู่ในบริเวณศูนย์กลางของอิตาลีซึ่งเป็นใจกลางของจักรวรรดิโรมันที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกอย่างแท้จริง ที่นี่จะหล่อหลอมให้ท่านกลายเป็นผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของอิตาลีไปโดยที่ท่านไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เราอาจไม่ใช่คนที่ชอบอะไรแบบนั้นมาก่อน มันไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าท่านออกจากกรุงโรมมาโดยที่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับโรมันถูกเก็บไว้ในสมองส่วนใดส่วนหนึ่งของท่านเลย

ถ้าเคยมาเที่ยวที่นี่บ่อยแล้วแบบผมหรือผู้ที่เคยมาโรมมากกว่า 2-3 ครั้งแล้ว ก็ต้องนี่เลยหากไม่ชอบอะไรเก่าๆ ซากปรักหักพังท่านก็สามารถออกไปเที่ยวดูน้ำพุที่ Tivoli ที่อยู่ห่างจากด้านทิศตะวันออกของ Rome ประมาณ 34 กิโลเมตร บ้านพักตากอากาศ Villa d’Este ของ Hadrian และสวนอิตาเลี่ยนที่เดินเล่นแล้วเพลิดเพลินใจและต้องทึ่งกับระบบส่งน้ำของโรมัน

City Break ROME Italty Lazio 2

ถ้าไปทางด้านทิศตะวันตกของ Rome สำหรับท่านที่ชอบเมืองโรมันโบราณที่น่าศึกษาไม่น้อยไปกว่าเมืองปอมเปย์ทางใต้ที่โดนภูเขาไฟถล่มใส่ ต้องไม่พลาดการไปเยือนเมือง Ostia Antica เมืองท่าโบราณสมัยโรมันห่างจากโรมไป 30 กิโลทางตะวันออกเฉียงเหนือมันคือเมืองปากแม่น้ำไตเบอร์ Ostia มาจากคำว่า os แปลว่าปากในภาษาลาติน ซึ่งก็คือปากแม่น้ำนั่นเอง และแม่น้ำ Tiber นี้ก็ไหลเข้าสู่ใจกลางโรม

City Break ROME Italty Lazio 1

มันเป็นเมืองเก่าโรมันที่มีความสมบูรณ์มากๆ คือมีการเก็บและดูแลรักษาอย่างดี วิธีไปก็ไม่ยากให้ไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟใต้ดินที่ชื่อ Piramide Metro ซึ่งจะติดกับสถานนี Ostiense แล้วก็ให้ขึ้นจากที่นี่ไปลง Ostia Antica
หรือถ้าชอบทะเลก็สามารถมุ่งไปเมืองตากอากาศที่ชื่อ Formia ทางตอนใต้ของลาซิโอ

City Break ROME Italty Lazio

แถวๆ นี้คุณจะได้ไปเดินเล่นบนถนนสายแรกๆ ที่สร้างโดยชาวโรมันซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Appian Way (via Appia) ที่เชื่อมระหว่าง Rome กับ Capua แล้วต่อไปถึง Brindisi เมืองทางใต้ในเขตปูกลีญา ซึ่งจะทำให้เราทึ่งกับวิชั่นของชาวโรมันหรือผู้นำที่เรียกว่าซีซ่าร์ของพวกเขา การทำถนนการทำท่อส่งน้ำนั้นเป็นพื้นฐานของความเจริญที่วิศวกรโรมันมอบเป็นมรดกไว้ให้โลกใบนี้ นอกจากระบอบประชาธิปไตยซึ่งถ้าท่านสนับสนุนระบอบนี้ ก็ถ้าไปก็อย่าลืมแวะชมสุสานของ Cicero นักปราชญ์ ผู้นำทางความคิดและเป็นนักการเมืองชื่อดังที่โดนลอบสังหารในวันที่ 7 ธันวาคม ปีที่ 43 B.C.โดยศัตรูทางการเมืองที่ต้องการเป็นเผด็จการ ที่ผมชอบมากๆ ก็คือประเทศที่เจริญนั้นมักมีการบันทึกทุกอย่างไว้ชัดเจนว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะอะไร แม้แต่วันที่และเวลาเมื่อ 43ปีก่อนพระเยซูจะจากโลกนี้ไปมันมีการลงรายละเอียดขนาดนี้ได้น่าทึ่งครับ (สุสานอยู่ในย่านเดียวกันนี้) อีกบันทึกที่น่าสนใจก็คือผู้ปลดแอกพวกทาสชื่อดังที่ชื่อ Spartacus ก็ถูกจับตรึงกางเขน(crucified) บนถนนสายนี้ในปี 71 B.C.
ancient-rome- 1

ancient-rome 2

ancient-rome-skip-the-line-visit-to-rome-s-city-centre-and-tour-of-the-catacombs-and-the-appian-way

The Appian Way

นี่คือซูเปอร์ไฮเวย์แห่งแรกของยุโรปและถนนสายที่เก่าที่สุดในยุโรปที่ยังคงอยู่ในสภาพเดิมมากๆ ใช้เป็นทั้งเส้นทางการค้าและเส้นทางการรบ สร้างด้วยหินแผ่นเรียบที่ผ่านฤดูหนาวร้อนมากว่า 2,300 ครั้ง มันถูกการใช้งานโดยพ่อค้า, ประชาชน, ทหารโรมัน, จักรพรรดิจูเลียสซีซ่าร์ หรือแม้แต่นักบุญปิเอโดร (Saint Peter) เพราะมันสร้างมาตั้งแต่ปี 312B.C (ก่อนคริสตกาล)
การที่เราได้ไปเดินตามรอยเท้าของผู้สร้างอารยธรรมตะวันตก มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวเลย ถนนเริ่มต้นจากโรมที่ Porta San Sebastiano ห่างจากโคลอสเซี่ยมไปแค่ 2 ไมล์ การไปเที่ยวมักจะไปในส่วน 10 ไมล์แรกเท่านั้นที่มีสภาพที่มีการดูแลและกำหนดให้เป็นเหมือนสวนสาธารณะชื่อ Parco dell’Appia Antica

ไปเที่ยว Civita di Bagnoregio เมืองสวรรค์

Civita di Bagnoregio 2

หรือท่านอาจต้องการไปเที่ยวที่เพื่อนๆ ของท่านไม่เคยไปต่อให้มาอิตาลีหลายครั้งแล้วก็ตาม นี่เลยครับขึ้นไปทางเหนือของกรุงโรมประมาณ 120 กิโลที่เมือง Bagnoregio และห่างไปอีกกิโลนึงท่านจะพบกับเมืองโบราณที่สร้างโดยชาว Etruscans กว่า 2,500 ปีมาแล้ว เมืองนี้ชื่อว่า Civita เมืองบ้านเกิดของนักบุญ Saint Bonaventure ตัวเมืองเหมือนส่วนหนึ่งของภูเขาและหน้าผา ที่บ่อยครั้งมันพังไปเพราะหินผุกร่อนหน้าผาถล่มไป มันเป็นตัวอย่างของการสร้างเมืองบนจุดยุทธศาสตร์แบบเมืองในยุคกลางทั่วไปที่ต้องทำให้โดนข้าศึกมารุกรานได้ยากที่สุด หากมาในช่วงหน้าหนาวหน่อยมันจะเป็นเหมือนเมืองที่อยู่บนสวรรค์ เมืองที่ลอยอยู่บนก้อนเมฆ เพราะมีทะเลหมอกจากรอบด้านนั่นเอง

Civita di Bagnoregio

Civita di Bagnoregio 1

หรือไปเที่ยวทางตอนใต้ของ Rome เป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟที่เรียกว่า Albabi Colli Hills มีทะเลสาบที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟ2 แห่งคือ Nemi กับ Albano ที่นี่อยู่ห่างจากโรมไม่ไกลมีทิวทัศน์ที่สวยงามและใช้เป็นที่พักผ่อนตากอากาศมาตั้งแต่สมัยโรมันพอมาถึงในยุคเรอเนสซองค์ที่เศรษฐกิจดีขึ้นมาบรรดาเศรษฐีมักมาสร้างVillaบ้านพักตากอากาศแบบที่หรูหราสไตล์ Barroc เพื่อการหลีกหนีจากความร้อนและความวุ่นวายของ Rome ซึ่งรวมถึงวังฤดูร้อนของพระสันตะปาปาด้วยที่ Castel Gandolfo

Castel Gandolfo Italy

พระราชวังฤดูร้อนของสันตะปาปาที่ Castel Gandolfo

และในบริเวณใกล้เคียงคือเมืองบนเนินเขา Frascati สถานที่ซึ่งท่านสามารถนั่งลงบนโต๊ะอาหารไม้แบบเก่าๆ นั่งสั่งบรูสเก็ตต้ากับไวน์ขาว Frascati ซึ่งถือเป็น Signature Wine ของท้องถิ่นมาลองแล้วมองวิวสวยๆ และชื่นชมกับคนรักของท่านที่ไปด้วยกัน (แม้ว่าเค้าอาจอารมณ์ไม่ดีเพราะอยากอยู่แถวบันไดสเปนเพื่อช็อปปิ้งมากกว่า)

Frascati Italy

ไวน์ของลาซิโอ
เขต Lazio (ลาซิโอกับ แคว้น Campania กัมปาเนีย) ทั้ง 2 แคว้นมีไวน์ที่มีชื่อเสียงแต่ว่ามีเพียงไม่กี่ตัวเพราะมีพื้นที่ปลูกองุ่นจำกัด เนื่องจากเป็นเขตอุตสาหกรรมของประเทศอิตาลีจึงเป็นเขตที่บริโภคไวน์มากกว่าที่จะเป็นผู้ผลิตไวน์ครับ

ประวัติการเพาะปลูกองุ่นเพื่อใช้ผลิตไวน์บริเวณรอบกรุงโรมมีมานานหลายพันปีแล้ว ไวน์ที่ผลิตย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไวน์ขาวไวน์ที่เป็นที่นิยมคือ Falernian และ Caecuban

ไวน์ Falernian เป็นไวน์ที่ผลิตจากองุ่นสายพันธุ์ Aglianico จากบริเวณเชิงเขา Falernus ทางทิศใต้ของแคว้นใกล้กับพรมแดนแคว้น Campania และเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแหล่งเพาะปลูกองุ่นเพื่อใช้ทำไวน์มาตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ

ไวน์ Caecuban เป็นไวน์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ 70 ปีก่อนคริสตกาล ผลิตจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Ager Caecubusในเมือง Amyclae

เมืองเล็กๆบริเวณชายฝั่งของแคว้นLatium (ลาเทียม) ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Pontine Marshes

เป็นไวน์ขาวที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุคกลางของยุโรปคือ Est! Est!! Est!!! (เอสต์ เอสต์ เอสต์)

เขตLatium (ลาเทียม) มีพื้นที่ปลูกองุ่นรวม 47.884 เฮกแตร์ (118,321 เอเคอร์) 84% เป็นไวน์ขาว และ16% เป็นไวน์แดง ในจำนวนนี้ 6.5% เป็นไวน์ชั้น DOC ประกอบด้วย ไวน์ชั้น DOC 25 ตัว เช่น Castelli Romani, Albani, Montecompatri-Colonna, Est! Est! Est! di Montefiascone และVelletri

องุ่นขาวสายพันธุ์หลักคือ Malvasia (มัลวาเซีย) และ Trebbiano (ทรีบเบียนโน) ส่วนองุ่นแดงมีสายพันธุ์ Cabenet Sauvignon (คาแบร์เนต์โซวีญยอง) Cabernet Franc (คาแบร์เนต์ ฟรอง) Merlot (แมร์โลต์) Cesanese, Syrah (ซีราห์) Petit Verdot (พิติ เวอร์ด็อท) Sangiovese (ซานโจเวเซ่) และ Montepulciano (มอนเตพูลเซียโน)

City Break ROME Italty Lazio Wine

อีกเมืองที่น่าสนใจในละแวกนี้ก็คือเมือง Nemi มันเป็น Hill Town แบบในทัคานี(ถ้าท่านไม่มีเวลาไปที่นั่น) ชื่อเดียวกับทะเลสาบ เนมี่ Nemi ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟที่นี่มีคุณค่าด้านโบราณวัตถุ เพราะมีการขุดค้นพบของโบราณยุคโรมันหลายๆ อย่าง เช่น เรือสำราญหรูของ Emperor Caligula จักรพรรดิที่ได้ชื่อว่าเป็นเพลย์บอยชอบจัดงานเลี้ยงโดยมีสาวงามเสิร์ฟในชุดวันเกิด เรือถูกขุดพบในปี 1929 มันทำด้วยไม้กระจกและโมเสคที่ประดับประดาอย่างดี แต่ในสมัยที่เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์Museo delle Navi Romani มันถูกไฟไหม้ทำลายไปในปี 1944 ปัจจุบันเลยมีแค่เป็นตัวที่จำลองมาและยังมีที่บูชาเทพแห่งการล่าคือ Diana, the goddess of hunt เมืองนี้ในสมัยก่อนมาได้โดยถนนโรมันที่ชื่อ Via Sacraที่ตัดตรงออกมาจากใจกลางโรมที่บริเวณ Roman forum

Wild Berry Festival Italy

Berry Tarte Wild Berry Festival Italy

และหากมาที่นี่ในช่วงหน้าร้อนห้ามพลาดเทศกาลสตรอว์เบอรี่ป่า Wild Berry ซึ่งมีชื่อเสียงท่านสามารถสั่ง Berry Tarte ทานได้จากร้านขนมเกือบทุกแห่งในเมืองนี้

Montefiascone, Lazio มอนเตเฟียสคอนเน่

City Break ROME Italty Montefiascone-agodibolsena 1

วิว Lake Bolsena จากเมือง Montefiascone

เมืองทะเลสาบอีกเมืองที่คุ้มค่าการไปเยือนก็คือมอนเตเฟียสโคเน่ Montefiascone เมือง hill town สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,000 ฟุต หันหน้าเข้าสู่ทะเลสาบโบลเซนา Bolsena โอบล้อมด้วยภูเขา และยังมีไวน์ขาวดังของเมืองชื่อ Est!Est!Est!

Est-Est-Est-Montefiascone-Wine 1

Est-Est-Est-Montefiascone-Wine-Map

เมืองนี้เกิดในสมัยโรมันอยู่บนถนนสายที่ชื่อ Via Cassia มันโบราณเป็นถนนจากโรมไปฝรั่งเศสซึ่งผ่าน Montefiascone เป็นเมืองที่ Pope Leo X ทรงโปรดสำหรับการมาพักผ่อน

Cathedral of St. Margherita Italy

มาที่นี่ต้องมาชมโบสถ์ Cathedral of St. Margheritaที่มีโดมขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิตาลี เป็นรองแค่ St. Peter’s และDuomo ของเมือง Florence เท่านั้น

City Break Rome Part VI

เบรกเที่ยวในโรม…เที่ยวโรมแบบผู้ที่ยังใหม่กับโรม (ต่อ)
โดย Paul Sansopone

 
3.ไปเช่าvespaขี่เข้าฉากหนังโรแมนติกดังของโรม ย่าน Centro Storico (เชนโตร สตอริโก)

City Break ROME Italy Vespa Tour 2

ถึงแม้ว่าฉายาแบบเป็นทางการของโรมคือ Eternal City แต่อีกฉายานึง (แบบไม่เป็นทางการ) ก็คือ Romantic City เพราะคำว่า Romantic มันตั้งต้น 4 ตัวอักษรแรกว่า Roma ซึ่งก็คือกรุงโรมนั่นเอง แต่ถ้าจะเอาให้ถูกต้องคำนี้มาจากภาษาละตินว่า romant, หมายถึง ‘in the Roman manner’ ซึ่ง Roman ก็คือชาวกรุงโรมครับ จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ไม่รู้แต่ในบรรดาหนังรักโรแมนติกทั้งหลายทั้งเก่าใหม่ก็มักใช้Locationถ่ายทำที่นี่ เป็นการยืนยันว่ามันคือเมืองแห่งความรัก หนังโรแมนติกที่ถ่ายทำในโรมที่ผมชอบก็มี ‘Only you’ นำโดย Robert Downey Jr., ‘EAT, PRAY, LOVE’ นำโดย Julia Roberts และTo Rome with Love ของ Woody Allen, The man from U.N.C.L.E และอื่นๆ แต่มันคงไม่มีเรื่องไหนจะสุด Classic เท่ากับข้างล่างนี่เลย

Roman Holiday

Roman Holiday หนังปี 1953 เป็นAmerican romantic comedy เป็นเรื่องการเดินทางของเจ้าหญิงแอนน์ (Audrey Hepburn) ที่เสด็จมาโรมเรื่องงานหลวง แต่แอบหนีออกมาเที่ยวโรมตอนกลางคืน เหน็ดเหนื่อยจนหลับไปที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ แล้วพระเอกนักข่าว Joe Bradley (Gregory Peck) ก็พาสาวหลงทางคนนี้กลับอพาร์ทเมนต์ตัวเอง และมารู้ตอนเช้าว่าเธอคือเจ้าหญิงแอนน์ และเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างสนุก เรื่องนี้เป็นหนังอเมริกันเรื่องแรกที่ Audrey Hepburn แสดงและสามารถคว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมไปได้Academy Award for Best Actress รวมทั้งเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม Costume Design ที่น่าสนใจคือหนังเรื่องนี้ตั้งใจจะสร้างเป็นหนังสีแต่ค่าถ่ายทำในโรมแพงเกินงบจึงตัดสินใจออกมาเป็นหนังขาวดำ
และเนื่องจากโปสเตอร์แผ่นปิดของหนังเรื่องนี้จะมีเอกลักษณ์คือเป็นรูปพระเอกขี่เวสป้าพานางเอกเที่ยวไปในโรมก็คงต้องพูดถึงเจ้าพาหนะคู่ใจหนุ่มสาวอิตาเลี่ยนสมัยหลังสงครามที่ชื่อเวสป้านี่ซะหน่อย

เวสป้า

City Break ROME Italy Vespa Tour 1

คุณรู้หรือไม่?

Vespas คือรถscooterที่เปรียบเหมือนคนอิตาเลี่ยน คือมักจะส่งเสียงดังแบบไม่เกรงใจ รักสนุกไม่ค่อยเป็นงานเป็นการนัก บางครั้งก็ไว้ใจไม่ค่อยได้แถมยังเจ้าอารมณ์ แต่มีสไตล์ได้แบบง่ายๆ นี่คือความผสมผสานคุณสมบัติของรถscooter ที่ผลิตที่เมืองปอนเตเดราของอิตาลี มันมีเครื่องที่เสียงดังหนวกหู บางครั้งก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ อยากจะดับก็ดับแต่ใช้งานง่าย มีสไตล์เท่ และสีสันสดใส ไม่น่าเชื่อว่าในปัจจุบันผู้คนต่างใฝ่หารถเวสป้าเก่าๆรุ่นคลาสสิกเช่นรุ่นปี 1952 Vespa U model หรือรุ่นปี 1946 Vespa 98 มาเป็นของสะสมปัจจุบันราคามากกว่า $40,000แล้ว

ไม่ว่าในหนังอิตาเลี่ยนขาวดำเก่าๆ เช่น La Dolce Vita หรือหนัง Hollywood เรื่อง Roman Holiday ที่พระเอกเกอเกรี่เปค ใส่สูทเซ็นญ่าแบบสุดเท่ขี่เวสป้าฉวัดเฉวียนพาออเดรย์ เฮปเบิร์นเที่ยวไปในกรุงโรม หรือจากหนังวัยรุ่นของอิตาลีที่มักจะมีฉากหนุ่มใส่ยีนส์ผมมันเยิ้มใส่เสื้อผ้าสำลี เคี้ยวหมากฝรั่งกำลังจอดเวสป้าสีเขียวturquoise เพื่อแวะดื่มเอสเพรสโซ่โดยที่ไม่ยอมถอดแว่นเรย์แบนออก คุณคงพอจะเดาได้ว่าเวสป้านั้นมันดังและคลาสิกขนาดไหน

City Break ROME Italy ROMAN-HOLIDAY

จนถึงวันนี้บริษัท Piaggioได้ผลิตเวสป้าสกูตเตอร์ออกมาแล้วกว่า 16 ล้านคันโดยมีโรงงานอยู่ในสิบสามประเทศและทำตลาดขายทั่วโลก ครั้งแรกที่ Enrico Piaggio ได้เห็นต้นแบบที่ออกแบบ โดย Corradino D’Ascanio วิศวกรอากาศยานที่เก่งคนหนึ่งเขาบอกว่า “มันดูเหมือนตัวต่อ!” เพราะก้นจะป่องเอวคอด และมันชอบบินโฉบไปโฉบมา ก็เลยเป็นที่มาของชื่อคำว่าเวสป้าในภาษาอิตาเลี่ยนมันก็แปลตรงๆว่าตัวต่อนั่นแหละ หลังจากนั้นภายในไม่กี่เดือนการร่วมทุนใหม่ของ Piaggio ก็เกิดขึ้นและเวสป้าก็เข้าสู่สายพานการผลิตในปี 1946 ภาษาอิตาลีถึงกับมีคำกริยาใหม่ vespare แปลว่าไปที่แห่งหนึ่งด้วยเวสป้า

เวสป้าของ D’Ascanio มีเสน่ห์ มันราคาถูก และดูน่าเชื่อถือ ผู้หญิงก็สามารถขี่มันได้แม้จะใส่กระโปรงแถมมีที่วางเท้าแบบfloorboard และแผงบังลมด้านหน้ากันลมตีอีกด้วย เครื่องยนต์ก็ซ่อนเอาไว้ในตัวถังแบบunibody เหล็กขึ้นรูปซึ่งรวม cowling ที่สมบูรณ์แบบซึ่งทำให้เสื้อผ้าไม่ไปเปื้อนคราบน้ำมันที่ติดอยู่แถวเครื่อง แถมมีที่เก็บของที่ซุกอยู่ใต้เบาะที่นั่ง และมีล้อขนาดเล็กไม่ต้องกลัวขากางเกงหรือแหย่เข้าไปในซี่ลวดล้อที่อาจเกิดอุบัติเหตุสยอง เขาออกแบบได้ฉลาดและคิดเสมอว่าคนที่จะขี่นั้นต้องแต่งตัวใส่เสื้อผ้าเก๋ๆอิตาเลี่ยนสไตล์

ยิ่งกว่านี้เวสป้า ซึ่งมีเสียงเครื่องครางฮึ่งๆ เหมือนตัวต่อเช่นกัน เป็นอะไรที่สนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิตาลียุคหลังสงครามที่ต้องพยายามฟื้นตัวจากซากระเบิดของฝ่ายพันธมิตร ต้องการอะไรที่ประหยัดราคาไม่แพง แต่ในขณะเดียวกันก็อยากให้คนเลิกหดหู่หันมาหาความบันเทิงแต่ใช้จ่ายน้อย เวสป้าเป็นรถที่ใช้เครื่องความจุไม่ถึง100 cc ประหยัดและสนุกแน่ๆ ตอบโจทย์เลย
ผู้หญิงแน่นอนรักเวสป้า เพราะในสมัยนั้นจะใส่กระโปงไปคร่อมขี่มอเตอร์ไซด์ได้ไง ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ไม่ว่าบริษัทของญี่ปุ่นหรือเยอรมันการผลิตรถแบบscooterออกมาเพื่อแข่งกับ Vespa แต่มันก็ยังไม่สามารถสู้ความคลาสสิกดั้งเดิมของรถScooterจากอิตาลีได้

 

Vespa-946d

Vespa 946

ในปีนี้ Piaggio เปิดตัวรุ่น 946 สกูตเตอร์ที่ทำออกมาได้อย่างสวยงาม นำเอาต้นแบบเดิมของ D’Ascanio กลับมาแต่ปรับให้มันอยู่ในสมัยคล้าย Fiat 500 ยุคใหม่นั่นแหละ ตัวนี้มีกำลังม้ามากกว่าตัวปี 46 ถึง 4 เท่า มีเบรก ABS และดูทนทานมากขึ้น การโฆษณาก็ใช้หญิงสาวๆ มีเสน่ห์เก๋ไก๋ขี่ scootering ทั่วกรุงโรมมุกเดิมนั่นแหละแต่มีความแตกต่างระหว่างพวกเขา และเจ้าหญิง Audrey Hepburn ของหกสิบปีที่ผ่านมา ก็คือพวกเขาดูเอาการเอางานคือกำลังขี่ไปทำงาน ไม่ได้อยู่ในช่วงเที่ยวโรมันวันหยุดแน่นอน แต่ที่แน่ๆ การออกแบบเวสป้านั้นประสบความสำเร็จ เพราะมันสะท้อนความมีเสน่ห์ของประเทศอิตาลีและรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวอิตาเลี่ยน

แล้วในหนังเขาขี่ไปเที่ยวไหนกัน มันก็ต้องย่านใจกลางกรุงโรมที่เรียกว่า Centro Storico(เชนโตร สตอริโก) ไงครับ มันมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น a must สำหรับผู้ที่ไม่เคยมากรุงโรมที่อย่างน้อยควรไปแวะสัมผัสให้ได้ ที่จุดอื่นๆ ใช้นั่งรถผ่านชมเฉยๆ ได้ ที่ผมจั่วหัวให้เช่าvespaขี่เที่ยวในย่านนี้ เพราะมันเข้าบรรยากาศและเหมาะกับเมืองอย่างโรมมาก ท่านสามารถกูเกิ้ลประโยคนี้ “vespa rental in Rome for tourist”จะมีlistของบรรดาร้านให้เช่าหรือที่จัดเป็นแบบทัวร์(vespa tour)แบบขี่ตามไกด์ผู้นำทางไปก็สนุกดีแต่ถ้าไม่อยากขี่หรือขี่ไม่เป็น สถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมติกทั้ง 4 ที่ผมกำลังแนะนำนี้ ใช้เดินเอาได้เลยครับมันเดินถึงกันง่ายๆ ห่างกันจุดละ 15-20 นาทีสบายๆ

 

จุดที่ 1 The Trevi:

City Break ROME Italy vespa-infront-of-fountain-rome 1

Pic.credit italy4real.com

น้ำพุแห่งนี้เชื่อว่าถูกสร้างในสมัยโรมัน ในจุดที่ท่อส่งลำเลียงน้ำที่ชื่อ Aqua Virgo Aqueduct ในปี 19 B.C.มาสิ้นสุดที่โรม ที่ชื่อ Aqua Virgo หรือ Virgin Waters ก็เพราะเป็นเกียรติให้กับหญิงสาวบริสุทธิ์คนที่เป็นผู้นำทางทหารโรมันไปพบจุดที่เป็น ‘ตาน้ำ’ หรือต้นกำเนิดน้ำแร่บริสุทธิ์ห่างกรุงโรมออกไป 22 ไมล์ ทำให้จักรพรรดิสั่งให้ทำท่อลำเลียงน้ำจากตรงนั้นเข้ามายังใจกลางโรม เพื่อใช้สำหรับการอาบน้ำแร่แบบ tradition roman bath และดื่ม ทีนี้จุดที่มาสิ้นสุดในโรมนั้นมันมีถนน 3 สายมาตัดกัน ในสมัยนั้นก็เลยเป็นที่มาของชื่อเตร tre แปลว่า 3 vie แปลว่าถนนในภาษาลาติน (ในภาษาอิตาเลียนคือ Via) แต่งานที่ท่านเห็นในปัจจุบันเป็นงานที่สันตะปาปา Pope Clemens XII สั่งให้สร้างนำพุที่สวยงามทับลงในจุดนี้ในปี 1730 และผู้ชนะการประกวดแบบคือ Nicola Salvi ชาวกรุงโรม ทั้งที่จริงแล้วผู้ชนะที่แท้จริงคือ Alessandro Galileo สถาปนิกที่มีสกุลเดียวกับนักดาราศาสตร์ชื่อดังคือ Galileo แต่แพ้ไปเพราะเขาเป็นชาวเมืองฟลอเรนซ์ไม่ใช่โรมและราคา project ก็สูงกว่าของ Salvi ที่เจาะจงใช้หิน travertine stone จากแม่น้ำ Tiber แบบเดียวกับที่ใช้สร้างสนามประลอง Colosseum มันเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโรมสูง 85 feet กว้าง 65 feet

แต่ที่น่าสนใจคือมันมีตำนานความเชื่อเรื่องการโยนเหรียญไว้ที่นี่ แต่ต้องโยนให้ถูกวิธีคือต้องหันหลังให้บ่อและโยนข้ามไหล่ซ้ายด้วยมือขวาแล้วอธิษฐานจะได้กลับมาที่นี่อีก จริงๆ แล้วมันเป็นประเพณีของทหารโรมันโบราณ ที่ก่อนออกรบนั้นถือเคล็ดว่าต้องโยนเหรียญทิ้งไว้ในบ่อน้ำแถวบ้าน เพื่อจะได้กลับมาบ้านอีก คือให้รอดตายจากการรบนั่นเอง เรื่องจะจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาโยนเหรียญไว้ที่นี่มีมูลค่าวันละเฉลี่ยถึง €3,000 ซึ่งเค้าก็นำไปเข้าโครงการการกุศล Caritas เพื่อช่วยเหลือเรื่องอาหารคนจน นั่นหมายความว่าทุกคนที่ไปโยนเหรียญไว้ที่นี่ได้ทำบุญไปในตัว

 

จุดที่ 2 Spanish Step

D3S_3994.dng

ฉากพระเอกขี่เวสป้าที่บันไดสเปนจากภาพยนต์เรื่อง The man from U.N.C.L.E
มีบันไดสวยๆ ขึ้นชื่ออยู่หลายแห่งทั่วโลก เช่น Potemkin Stairs ใน Odessa ประเทศ Ukraine หรือ Escadaria Selaron ที่ Rio de Janiero ประเทศ Brazil แต่จะมีที่ไหนจะสู้ความโรแมนติกของ ‘บันไดสเปน’ ได้ แม้ว่าผลงานทางสถาปัตยกรรมที่เป็นบันได138 ขั้นนี้ โดย Francesco de Sanctis และ Alessandro Specchi นี้จะดูเป็นของใหม่เมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ในโรม แต่มันก็สร้างมาตั้งแต่ปี 1717 ก่อนจะมีประเทศสหรัฐอเมริกา(1776) จริงๆ แล้วมันถูกออกแบบให้เป็นทางลัดเดินขึ้นไปที่โบสถ์ Trinita dei Monti ที่อยู่บนเนินเขาด้านบน ในแง่การออกแบบถ้ามองจากบนอากาศลงมามันจะถูกออกแบบเป็นทรงแบบแจกันหรือบางคนบอกว่าเหมือนสร้อยคอแบบอียิปต์

City Break ROME Italy Spanish Step

นอกจากด้านบนของบันไดจะเป็นโบสถ์ จัตุรัสด้านล่างที่ชื่อ Piazza di Spagna ก่อนขึ้นบันไดยังมีน้ำพุที่เป็นผลงานเอกของ Pietro Bernini คุณพ่อของลูกอัจฉริยะแห่งศิลปะบาโรค Gian Lorenzo Bernini ที่มีผลงานอยู่ทั่วโรมถือเป็นอภิชาตบุตรโดยแท้ สำหรับน้ำพุที่คุณพ่อสร้างนั้นมีชื่อว่า Barcaccia Fountain มีรูปร่างเป็นเหมือนเรือเกยตื้น ทั้งนี้เพราะในปีคศ.1598 นั้น มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ แม่น้ำไตเบอร์ที่ไหลผ่ากลางกรุงโรมมีน้ำเอ่อล้นพาเรือลำหนึ่งขึ้นมาถึงจัตุรัสสเปน แต่พอน้ำลงไปเรือไม่ลงไปด้วยเกยตื้นอยู่กลางจัตุรัสนั่นเอง ทำให้พ่อของแบรนีนี่ใช้จินตนาการจากตรงนั้นทำรูปร่างน้ำพุแห่งนี้ให้เหมือนมีเรือจอดอยู่ ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้คือจุดนัดพบที่ยอดเยี่ยมเราสามารถนั่งพักเหนื่อยตามขั้นบันได People Watching นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ต่างมาชื่นชมจัตุรัสแห่งนี้ ซึ่งเรียกว่าจัตุรัสสเปนก็เพราะว่ามันเคยมีสถานทูตสเปนตั่งอยู่ที่นี่ แต่โดยรวมมันก็ให้บรรยากาศแบบสเปนพอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า

 

จุดที่ 3 The Pantheon

ที่มาของชื่อ ‘อมตะนคร’ฉายาของกรุงโรม ก็มาจากความเชื่อของชาวโรมันที่ว่า…ไม่ว่าโลกเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือจักรวรรดิโรมันจะล่มสลายไปกี่ครั้ง กรุงโรมก็จะยังคงอยู่ต่อไป…ตอนนี้เวลาก็ผ่านมาเกือบ 3000 ปีแล้ว โรมก็ไม่ได้บุบสลายไปสักเท่าไร และสิ่งก่อสร้างที่พิสูจน์ความอยู่ยงคงกระพันในโรมที่ผมอยากให้ไปชมคือที่นี่ครับ วิหารปันเตออน

City Break ROME Italy Pantheon-Rome-jpg

ชื่อ “Pantheon” มาจากภาษากรีกแปลว่าเทพเจ้าทุกองค์ “all the gods” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่นี่เป็นวัดของpagan (พวกนับถือทวยเทพหรือลัทธิที่แตกต่างจากศาสนา) และที่ต้องบอกว่าเป็นของเทพเจ้าทุกองค์ เพราะตามปกติแต่ละวัดจะเป็นการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เช่น วัดอพอลโล เป็นต้น อย่างไรก็ตามที่นี่ถูกเปลี่ยนมาเป็นวัดของศาสนาคริสต์ในช่วงศตวรรษที่ 7 หลังจากโรมได้กำหนดให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ โดย จักรพรรดิ Constantine จนทุกวันนี้ก็ยังเปิดเป็นโบสถ์คริสต์ให้ประชาชนเข้าฟังสวดวันอาทิตย์ตามปกติ

ที่นี่เป็นโบสถ์อนุสรณ์ของนักบุญและถือเป็นสิ่งก่อสร้างโรมันที่คงกระพัน(พันปี)ที่สุดอยู่มานานกว่า 1,400 ปี แต่ที่เราเห็นนั้นเป็นversionที่ 3แล้ว วัดแรกสร้างเมื่อปี 27 B.C.แต่ไฟไหม้วอดไป วัดversionที่ 2 สร้างเมื่อปีที่1B.C.แล้วก็พังไปเช่นกัน ในปี 125AD จึงสร้างในversionปัจจุบันที่เราเห็นมีภาษาละตินเขียนอยู่ที่ด้านหน้าอ่านว่า“M•AGRIPPA•L•F•COS•TERTIVM•FECIT,” แปลเป็นอังกฤษได้ว่า “Marcus Agrippa, son of Lucius, consul for the third time, built this.” หมายถึงการให้เกียรติ Agrippa ผู้สร้างในversionที่1 แม้จะไม่ได้สร้างในversionปัจจุบัน

ส่วนโดมก็ถือว่าโดมแบบคอนกรีตไม่เสริมโครงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความสำคัญอีกอย่างก็คือเป็นที่ฝังศพจิตรกรที่สร้างคุณประโยชน์สร้างสรรค์งานศิลปะให้กับโรมอย่างมาก นั่นคือ Renaissance Painter ที่ชื่อ Raphael นั่นเอง และข้างๆ เขาก็คือศพของคู่หมั้นในชีวิตจริงของเขาที่ชื่อ Maria Bibbiena เธอเป็นหลานของบาทหลวงราชาคณะที่มีอำนาจแต่เป็นเรื่องเศร้าเพราะหมั้นกันไว้ในปี1514 แต่ Raphael ขอเลื่อนการแต่งงานไป 6 ปี และตัวเองก็ไปพบรักกับสาวลูกเจ้าของร้านขนมปัง ครั้นพอจะกลับมาแต่งงานคู่หมั้นคือMariaก็ตายไปซะก่อน และ Raphael ก็ตายตามไปเมื่ออายุเพียงแค่ 37 ปี

 

จุดที่4 Piazza Navona
จัตุรัสแห่งนี้ทำหน้าที่เหมือนเป็นสถานที่โชว์สถาปัตยกรรมแบบบาโรค( Baroque Architecture) ซึ่งชาวโรมต้องขอขอบคุณสันตะปาปาอินโนเชนที่10 ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมาโดยว่าจ้างBernini ปรมาจารย์ของศิลปะแบบบาโรค รวมทั้ง Borromini และ Rainaldi เพื่อจัดการจัตุรัสแห่งนี้ให้กลายเป็น Showcase of Rome ซึ่งมีน้อยคนนักจะที่ไม่ตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้

City Break ROME Italy Vespa Tour

Rainaldi สร้าง Palazzo Pamphilj หรือบ้านให้กับPope ที่นี่ในสมัยที่โรมยังเป็น Papal state แต่ปัจจุบันมันเป็นสถานทูตบราซิลไปแล้ว แต่อาคารที่โดดเด่นที่สุดบนจัตุรัสนี้กลับเป็นวิหารนักบุญแอ็กเนส (Church of Sant’Agnese in Agone) ซึ่งเสียชีวิต ณ ที่นี่ ถือเป็นวิหารมีชื่อของโรม โดดเด่นเรื่องโดม และมีภาพฝาผนัง Ciro Ferri และ Sebastiano Corbellini) ว่ากันว่าหีบเก็บเครื่องประดับตรงแท่นบูชานั้นมีกระโหลกของนักบุญเอกเนสถูกเก็บไว้ในนั้น

City Break ROME Italy Piazza Navona

ศูนย์กลางของจัตุรัสก็คือเสาโอเบลิสก์ของโดมิเชี่ยน (Obelisk of Domitian ) รอบๆ เสาจะเป็นน้ำพุแห่งสี่มหานที (Fountain of the Four Rivers) ซึ่งแต่ละมุมจะมีรูปปั้นซึ่งเป็นตัวแทนแม่น้ำใหญ่จาก 4 ทวีป ได้แก่ คงคา ดานูป ไนล์ และ พลาต้า (Rio de la Plata ในทวีปอเมริกาใต้

แต่อีก 2 มุมก็ยังมีน้ำพุ Fontana del Moro โดยฝีมือของ Giacomo Della Porta ที่โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุหินอ่อนสีดอกกุหลาบ และก็ยังมีน้ำพุของเทพแห่งทะเลเนปจูน Fontana del Nettuno ที่คุณพ่อของ Bernini มาช่วยทำอยู่อีกมุมหนึ่ง
ไม่น่าเชื่อว่าจัตุรัสแห่งนี้เคยเป็นสนามแข่งรถม้าแบบChariot Race ในหนังเรื่อง Ben-Hur (แต่จะมี Circus Maximusที่เป็นสนามที่ใหญ่กว่า) กีฬาสุดฮิตในยุคนั้น ถ้ามองจากด้านบนจะเห็นรูปร่างของสนามกีฬาโรมันโบราณชัดเจน สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 1 มีชื่อว่า Stadium of Domitian จักรพรรดิผู้สั่งสร้าง ซึ่งชาวโรมันจะเดินทางมาที่นี่เพื่อชม agones ที่หมายถึงกีฬา โดยในสมัยนั้นสถานที่แห่งนี้รู้จักในชื่อว่า ‘Circus Agonalis’ (สนามกีฬา) เชื่อกันว่าชื่อของจัตุรัสนี้มาจากการเรียกชื่อสถานที่เพี้ยนจาก ‘in agone’ เป็น ‘navone’ จนกระทั่งกลายมาเป็น ‘navona’ ในที่สุด

City Break ROME Italy Tre Scalini

แต่ที่นี่มันไม่ใช่จัตุรัสที่สวยงามแต่เพียงอย่างเดียว มันยังมีชีวิตชีวาที่สุดในกรุงโรมอีกต่างหาก ตอนกลางวันก็จะเต็มไปด้วยศิลปินจิตรกรที่นำผลงานมาขาย และร้านอาหารหรือคาเฟ่รอบๆจัตุรัสก็จะเต็มไปด้วยผู้คน ถ้าคุณอยากจะลิ้มรสชาติของจัตุรัสนี้อยากให้แวะทาน espresso และ tartufo ขนมทรงกลมแบบเห็ดทรุฟเฟิลทานคู่กับwhip creamที่ร้านต้นตำรับที่ชื่อ Tre Scalini เตร สกาลินี่ แปลว่า บันได 3 ขั้น (The Three steps) มันเปิดมาตั้งแต่ปี 1946 ใครๆ ก็มาทาน tartufo ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นระดับsecretary of states ของอเมริกาหรือดาราดังๆ ของฮอลลีวูด “Tartufo Tre Scalini”.มันคือของหวานชื่อดังของโรมที่ทำขึ้นมาโดยตะกูล Ciampini เจ้าของร้านที่นำเอาช็อกโกแลตสวิสถึง 13 รสมาปรุงและยังเป็นสูตรลับมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครเลียนแบบได้เหมือน ต้องไปลองนะครับ

City Break ROME Italy Tartufo Tre Scalini

City Break Rome Part V

เบรกเที่ยวในโรม…เที่ยวโรมแบบผู้ที่ยังใหม่กับโรม (ตอนที่ 4)
โดย Paul Sansopone

…”และที่ไฮเทคมากก็คือมี “ลิฟต์” สำหรับยกกรงสัตว์ หรือนักสู้ขึ้นสู่พื้นสนาม ทำให้ชาวอิตาเลี่ยนหลายคนถึงกับคุยว่าประเทศเขานี่แหละที่เป็นผู้คิดค้นลิฟต์ขึ้นมา ไม่ใช่คุณ Otis อย่างที่เราเข้าใจ…”

หลังจากไปเที่ยววาติกันแบบเต็มอิ่มกันมาแล้ว วันนี้เราก็มาเริ่มเที่ยวโรมกันแบบไม่ให้พลาดLandmarkเด็ดๆของเมืองนี้ เริ่มด้วยกิจกรรมที่2 กันเลย

2.ไปชม Gladiator นักสู้เพื่อชีวิต ณ สังเวียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรโรมัน ‘โคลอสเซี่ยม’

 

City Break Rome Italy Colosseum 5

คำบรรยายภาพ: รูปจำลองของโคลอสเซี่ยมตอนเสร็จสมบรูณ์ในปี ค.ศ.80 จะเห็นรูปปั้นทองแดงขนาดใหญ่ “โคลอสซุส” Colossus (อยู่ด้านมุมขวาของภาพ) ของจักรพรรดิเนโร ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ‘โคลอสเซี่ยม’

คำว่า ‘ประชานิยม’ นั้นไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่กลยุทธ์ของพรรคการเมืองไทยพรรคใดพรรคหนึ่งที่คิดขึ้นมาเอง แต่มันมีมาเกือบ 3000 ปีแล้วต่างหาก ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 70-72 นั้นจักรพรรดิเวสปาเชี่ยน (Emperor Vespasian of the Flavian Dynasty) ต้องการจะสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองก็เลยสั่งให้มีการสร้าง ‘โคลอสเซี่ยม’ สนามกีฬาขนาดใหญ่เป็นของขัวญแด่ชาวโรมเพื่อที่ทุกๆ อาทิตย์จะได้มีโชว์สนุกๆ เหมือนเป็นการเอ็นเทอร์เทนพลเมืองของท่านโดยเฉพาะสามัญชนเพื่อไม่ให้หดหู่กับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เพิ่งผ่านมา เช่น ไฟไหม้ครั้งใหญ่ของโรมหรือความยากจนในช่วงข้าวยากหมากแพง จึงเน้นให้สร้างสนามแห่งนี้ให้จุคนดูให้ได้มากที่สุด

สถานที่ก่อสร้างโคลอสเซี่ยม เป็นบริเวณที่ลุ่มระหว่าง 4 เนินเขา ประกอบด้วย ปาลาไทน์ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้.เวเลีย ทางทิศตะวันตก, เชลิโอ ทางทิศตะวันออก และคอล ออพพิโอ หรือเอสควิไลน์ (ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะ) ทางทิศเหนือ ซึ่งเดิมทีพื้นที่แห่งนี้ เป็นที่ตั้งของพระราชวังของจักรพรรดิเนโร (Nero) ซึ่งพระองค์ทรงยึดมาจากที่ดินของประชาชน จนกระทั่งจักพรรดิเนโรได้สิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 68 ก่อเกิดการชิงพระราชบัลลังก์อยู่ระยะหนึ่ง มีการสลับครองราชย์ช่วงสั้นๆ ของ 4 จักรพรรดิ แต่ในที่สุดจักรพรรดิเวสปาเชี่ยนทรงได้รับชัยชนะ และขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงสั่งรื้อพระราชวังเดิมของจักรพรรดิเนโรเพื่อสร้างโคลอสเซี่ยม

City Break Rome Italy Colosseum 4

Credit pic: http://abrasaparvaz.com
เสียดายที่จักรพรรดิเวสปาเชี่ยนไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จของการก่อสร้าง ด่วนจากไปก่อนในปี ค.ศ.79 พอปีต่อมาแม้ยังไม่เสร็จสมบรูณ์ 100% สนามนี้ก็มีพิธีเปิด โดยลูกชายของท่านที่ชื่อจักรพรรดิไตตัส Titus และให้ชื่อสนามกีฬาแห่งนี้เป็นทางการตามชื่อราชวงศ์ของท่านว่า Flavian Amphitheater** ที่รีบเปิดและมีทำการเฉลิมฉลอง 100 วัน ก็เนื่องจากในปีก่อนหน้าใน ค.ศ.79นั้น มีเหตุวิบัติ เพราะนอกจากพระบิดาสิ้นระชนม์แล้ว ก็ยังเป็นปีที่ภูเขาไฟ ’วิซูเวีย’ ทางตอนใต้ของโรมระเบิดถล่มเมืองปอมเปย์และเฮคูลินัมไปผู้คนล้มตายมากมาย เลยต้องฟื้นคืนสภาพหดหู่ด้วยเกมส์การต่อสู้ของนักสู้กลาดิเอเตอร์ (Gladiatorial Combats) ถึง 100 วันเต็ม ไม่ว่าจะในรูปแบบของนักสู้กลาดิเอเตอร์ของแต่ละค่ายสู้กันเอง หรือทหารโรมัน(รุม)กลาดิเอเตอร์(เพื่อที่จะได้ให้ประชาชนชาวโรมเห็นว่าทหารของจักรพรรดิเก่งกล้าควรแก่การสนับสนุนเงินหรือภาษีต่อไป) หรือจะเป็นกลาดิเอเตอร์สู้กับสัตว์ป่าจากแอฟริกา เช่น เสือและสิงโต เพราะอาณาเขตของอาณาจักรโรมันตอนนั้นก็แผ่ขยายไปถึงแอฟริกาตอนเหนือด้วย

 

City Break Rome Italy Colosseum Gladiator 9

ในครั้งนั้นทำให้ไตตัสเป็นจักรพรรดิที่ได้รับความนิยมสูงสุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โรม แต่การครองราชย์ของพระองค์นั้นสั้นกว่าของพระบิดามาก เพียงแค่หกเดือนหลังจากการแข่งขันรอบปฐมฤกษ์ พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวรลึกลับ น้องชายของเขาคือโดมีเชี่ยน Domitian ก็ขึ้นครองราชย์ต่อและสร้างในส่วนที่ยังไม่สมบรูณ์ให้แล้วเสร็จ

**สำหรับที่มาของคำว่า “โคลอสเซียม ” นักประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ยอมรับร่วมกันได้ ทฤษฏีที่คาดกันว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ เรียกตามชื่อรูปปั้นทองแดงขนาดใหญ่ “โคลอสซุส” (Colossus) ของจักรพรรดิเนโร ที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเดียวกันในสมัยนั้นนั่นเอง (ดูรูปใหญ่ด้านบนสุดที่เป็นรูปจำลองของโคลอสเซี่ยมตอนเสร็จสมบรูณ์ในปี ค.ศ.80 จะเห็นรูปปั้นทองแดงนั้นอยู่ด้านมุมขวาของภาพ)

 

City Break Rome Italy Colosseum 8
Credit pic: http://res.cloudinary.com ภาพบนจะเห็นองค์ประกอบแบบสมบรูณ์ของคอลอสเซี่ยมซึ่งมีกันสาดกันแดดให้คนดูและประดับด้วยรูปปั้นหินอ่อนของจักรพรรดิและทหารโรมันที่มีผลงาน

โคลอสเซี่ยมมีการก่อสร้างอย่างแข็งแรงด้วยอิฐและหินทรายและคอนกรีต แถมยังมีเหล็กรั้งหรือยึดในจุดสำคัญ วัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้กว่า 50,000 คน แม้จะมีขนาดใหญ่และจุคนได้มากมายขนาดนั้น แต่ด้วยช่องทางเข้ารอบทิศทั้ง 80 ช่องทาง(ประตูโค้ง)ก็สามารถทำให้ผู้ชมเข้าสู่โถงทางเดินต่อด้วยบันไดซึ่งนำไปสู่ที่นั่งของตนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ดูจากภายนอกจะเห็นมี 4 ชั้น แต่เมื่อเข้าไปอัฒจันทร์จะแบ่งเป็น 3 ชั้น มีการแบ่งพื้นที่ตามชนชั้น พื้นที่ของชนชั้นสูงจะมีที่นั่งเป็นหินอ่อน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก แต่เมื่อต้องการให้น้ำขังก็ทำได้เพราะเคยมีการจำลองสถานการณ์ต่อสู้ทางน้ำด้วยเรือที่นี่ด้วย อีกทั้งยังถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆ ในปัจจุบัน

City Break Rome Italy Colosseum 1

Credit pic: http://www.teggelaar.com/:

บริเวณพื้นสนามมีโพเดี่ยมสร้างด้วยหินอ่อนโดยรอบ ใต้พื้นสนามสร้างเป็นห้องต่างๆ ประกอบด้วย ห้องนักสู้ “กลาดิเอเตอร์” กรงขังสัตว์ที่จะนำมาต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์ ห้องเก็บอุปกรณ์เครื่องมือการต่อสู้ของกลาดิเอเตอร์ ห้องเก็บวัสดุก่อสร้างบางส่วน และที่ไฮเทคมากก็คือมี “ลิฟต์” สำหรับยกกรงสัตว์ หรือนักสู้ขึ้นสู่พื้นสนาม เรียกว่าชาวอิตาเลี่ยนหลายคนถึงกับคุยว่าประเทศเขานี่แหละที่เป็นผู้คิดค้นลิฟต์ขึ้นมา ไม่ใช่คุณ Otis อย่างที่เราเข้าใจ
เป็นเวลากว่า 500 ปี (จากศตวรรษที่ 1จนถึงศตวรรษที่ 6) ที่มีการต่อสู้เอาเป็นเอาตายในสังเวียนนี้ เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่สามัญชน จนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโรม เหมือนสมัยนี้เราไปดูคอนเสริต์หรือดูกีฬาในช่วงวันหยุดนั่นเอง นักสู้แต่ละคนที่ก้าวเข้ามาจะต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งต่อหน้าผู้ชมที่โห่ร้องด้วยความสะใจ ว่ากันว่ามีสัตว์ป่าที่ต้องมาตายที่นี่กว่า 1 ล้านตัว ไม่แน่ใจว่ากลาดิเอเตอร์ถูกสังเวยชีวิตไปเท่าใด

City Break Rome Italy Colosseum 7

หลังจากศตวรรษที่6ที่มีการต่อสู้ที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย โคลอสเซี่ยมก็ถูกทิ้งรกร้างและเริ่มเสื่อมโทรม มีการนำเหล็กทีใช้ประกบหินปูนสีครีม travertine และเสาออกไปไปทำโครงการก่อสร้างอื่นๆ เป็นปริมาณรวมกันถึง 300 ตัน ทำให้บริเวณด้านนอกของโครงสร้างจะเห็นเป็นรูเต็มไปหมด เพราะเมื่อก่อนมีเหล็กเหล่านี้ฝังอยู่
และยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้โครงสร้างด้านใต้ถล่มลงเหลือเป็นซากหักพังเป็นรอยเฉียง 45 องศาแบบที่เห็นทุกวันนี้ แถมยังมีการเอาหินที่นี่ไปทำการก่อสร้างวัดหรือโบสถ์วิหารที่อื่นอีกหลายแห่ง แต่ก็มีการบูรณะต่อเนื่องในช่วงหลังล่าสุดในปี 1990 ที่มีการบูรณะครั้งใหญ่ หากท่านไปเที่ยวที่นี่อย่าลืมถ่ายรูปกับประตูชัยคอนสแตนทินที่อยู่ใกล้ๆ เพราะประตูชัยนี้ก็คือต้นแบบของประตูชัยในปารีสที่สวน Tuilerie
อย่างไรก็ตามโคลอสเซี่ยมถือ Free Standing Structure ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เคยได้รับตำแหน่งให้เป็น Magnificent 7 หรือ Seven Wonders of the World ของยุคกลาง และเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซี่ยมยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการสอบถามความเห็นลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ จัดโดยมูลนิธิ New7Wonders

ก่อนจะจบเรื่องนี้คงต้องให้เกียรติพูดถึงกลุ่มคนที่มีส่วนทำให้สถานที่แห่งนี้มีความยิ่งใหญ่ด้วยการสังเวยชีวิตทั้งจำใจยอมและไม่ยอม คนกลุ่มนี้ก็คือ Gladiator นั่นเอง

City Break Rome Italy Colosseum 6

ภาพโคลอสเซี่ยมในปัจจุบันที่เห็นรูเหล็กที่เคยฝังอยู่เพื่อประกบโครงสร้างให้แข็งแรงแต่ถูกนำออกไปใช้งานที่อื่นกัน ส่วนที่ถล่มลงและโครงสร้างที่หายไปเพราะมีการเอาหินที่นี่ไปทำการก่อสร้างวัดหรือโบสถ์วิหารที่อื่น

 

City Break Rome Italy Colosseum 2

ภาพสนามประลองที่เอาพื้นออก ทำให้เห็นห้องใต้ดินที่ออกแบบมาเหมือนเขาวงกตใช้ขังนักโทษ, Gladiatorและสัตว์ป่าที่ดุร้าย

Gladiator (มาจากภาษาลาตินแปลว่ามือดาบ “swordsman” จากคำว่าgladiusดาบ”sword”) ในสมัยจักรวรรดิโรมัน พวกนี้ก็คือทาสที่มาจากเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมัน เนื่องจากมีการรุกขยายอาณาเขตต่อเนื่อง ทหารหรือนักรบของข้าศึกถ้าไม่ตายเสียก่อนก็จะถูกจับมาเป็นเชลยขังไว้ หรือขายเป็นทาสเพื่อจะเอามาเป็น Gladiator พวกที่ถูกซื้อไปมักจะโดนซื้อโดยค่ายฝึก Gladiator นั่นแหละ เหมือนค่ายมวยที่เอาไปฝึกแล้วเอากลับมาสู้กับค่ายอื่นๆ เพื่อเอาเงินพนันหรือรางวัล เพราะในสมัยนั้นความที่โรมนั้นเป็นเมืองของจักรพรรดิที่ต้องการเสียงสนับสนุนตัวเอง ไม่ต่างไปจากนักการเมืองก็ต้องหาวิธี Entertain ชาวเมืองโรมด้วยการจัดแสดงการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น Gladiator กับสัตว์ที่มาจากแอฟริกา เช่น สิงโต หรือ Gladiator สู้กับทหารโรมัน (แต่แอบขี้โกงคือจะใช้ทหารโรมันเยอะกว่าและให้อาวุธครบมือกว่า) เพื่อโชว์ว่าทหารของโรมนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดเวลาไปรบ ชาวบ้านจะได้นึกภาพออกและสนับสนุนทหารและการออกไปรบ หรือ Gladiator ค่ายหนึ่งสู้กับอีกค่ายหนึ่ง คนที่ชนะก็อยู่ต่อไปจนถึงไฟล์ทหน้า แต่คนแพ้มักจะตายจะรอดได้ต่อเมื่อสู้ได้ชนะใจคนดู และจักรพรรดิชูนิ้วโป้งขึ้นตามเสียงของคนดูกึกก้องสนามกีฬา หากไม่ประทับใจคนดูจะโห่ไล่และให้สัญญาณจักรพรรดิให้ชูนิ้วโป้งลงดิน หมายถึงให้ผู้ชนะฆ่าทิ้งเสีย แต่ Gladiator ก็อาจมาจากชาวโรมันหรือคนอีทรุสคันEtruscanจากถิ่นต่างๆ ที่ชอบการต่อสู้เพื่อเงินรางวัล และสมัครเข้ามาแข่งโดยไม่มีค่ายก็ได้ สนาม Arena สำหรับการต่อสู้มีอยู่หลายแห่ง เช่นที่เมือง Capua ทางใต้ใกล้Pompeii แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น Colosseum หรือ Coliseum ของกรุงโรมที่สร้างตั้งแต่สมัยจักรพรรดิ Vespasian ต่อสมัยลูกของท่านคือ Titus ในช่วงปี 70-80 AD ที่นี่สามารถจุคนได้ 50,000 ถึง 70,000 คนดู และโดยเฉลี่ยผู้ชมอยู่ที่ 65,000 ผู้ชม

ท่านทราบหรือไม่ว่า
– Gladiatorนั้นมักจะต้องสวมหมวกโลหะหรือหน้ากากในการต่อสู้ แม้จะแพ้แล้วก็จะไม่ถูกบังคับให้ถอดหน้ากากออก เพราะหลายๆ ครั้งที่ Gladiator จะมาจากค่ายเดียวกันฝึกซ้อมมาด้วยกันเป็นเพื่อนกัน การที่ได้เห็นหน้าเพื่อนแล้วต้องลงมือโดยเฉพาะในดาบสุดท้ายที่จะปลิดชีวิตหลังจากจักรพรรดิชูนิ้วโป้งนั้นมันยากเกินไป
– Gladiator มักจะถูกเลี้ยงให้อ้วนเต็มไปด้วยไขมันเหมือนซูโม่ เพราะจะทนคมดาบได้นานกว่าคนผอม และในการต่อสู้ในสมัยนั้นไม่มีการจัดรุ่นตามน้ำหนัก เช่น light weight ก็ต้องสู้กับ light weight ดังนั้นการทำน้ำหนักให้เยอะไว้ก็จะได้เปรียบในการต่อสู้

ภาพ Polliceหรือ Thumbs Down by Jean-Léon Gérôme, 1872

ภาพยนตร์เกี่ยวกับ Gladiator ที่ควรหามาดู
พอดีวันนี้ที่ผมเขียนเรื่องนี้อยู่มีงานประกาศรางวัล Academy Award ของปี 2017 อยู่เลย ต้องขอพูดถึงหนัง Gladiator ซักนิด เพราะเป็นหนังที่ได้รางวัล Oscar ในปี 2001ไปหลายรางวัลดังนี้
Academy Award for Best Picture2001
Academy Award for Best Actor2001 • Russell Crowe
Academy Award for Best Costume Design2001
Academy Award for Best Visual Effects 2001

มันเป็นเรื่องในสมัยจักรพรรดิ Commodus (นำแสดงโดย Joaquin Phoenix) ขึ้นสู่อำนาจโดยการแย่งชิงตำแหน่งจากบิดา โดยการลอบปลงพระชนม์ Emperor Marcus Aurelius ที่เป็นจักรพรรดินักปราชญ์นักคิดผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และจัดการใส่ร้ายนายพลมือขวาของท่านที่ชื่อ Maximus (นำแสดงโดย Russell Crowe แต่ในประวัติศาสตร์ไม่พบนายพลคนนี้) ว่าเป็นคนทำเพราะมักใหญ่ใฝ่สูง ทำให้นายพลนักรบผู้ซื่อสัตย์คนนี้ต้องหนีระหกระเหินไปกลายเป็น Gladiator เพื่อกลับมาแก้แค้น เข้าฉายเมืองไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม วันที่ 26 ปี 2000 และก่อนหน้านั้นก็มีหนังเกี่ยวกับ Gladiator ดังมากๆ ที่ชื่อ Spartacus ในช่วงปี 60 นำแสดงโดยพระเอกคางบุ๋ม Kirk Douglas ซึ่งมีการกลับมาทำใหม่เป็นหนัง TV Series ชื่อ Spartacus-Blood and Sand ดังมากเช่นกัน เพราะเป็นการสะท้อนถึงชีวิตจริงในสมัยโรมันได้อย่างถึงพริกถึงขิง

 

เจอกันคราวหน้าไปเที่ยวที่สุดของวิหารโรมันในโรมกันครับ

City Break Rome Part IV

เบรกเที่ยวในโรม…เที่ยวโรมแบบผู้ที่ยังใหม่กับโรม (ตอนที่ 3)
โดย Paul Sansopone
…”เจ้าตัว Michelangelo เองก็ไม่ธรรมดามีท่าทีลังเลจนสันตะปาปาต้องจ้างเป็นเงินก้อนโต 3000 Ducats ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 2 ล้านยูโรแล้วสิ่งที่ปรากฏก็คืองานของอัจฉริยะ…”
เรายังคงเที่ยวอยู่ในวาติกันซึ่งตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้าย สำหรับหลายคนการเข้ามาในวัดคริสต์ สิ่งที่ต้องการจะชมก็คืองานศิลปะ ก็คงเหมือนบ้านเราซึ่งก็คือ ‘จิตรกรรมฝาผนัง’ และแน่นอนว่าวัดหลวงอย่าง St.Peter คงต้องเป็นชิ้นงานที่ไม่ธรรมดา เพราะต้องมีการเกณฑ์สุดยอดของศิลปินแห่งยุคมาวาดกันเต็มที่ แต่ไม่ใช่ครับเพราะในวิหารนักบุญปีเตอร์นั้นไม่มีภาพวาดสีน้ำมันใดๆ แต่มันคือภาพที่ทำจากโมเสส Mosaic หรือการนำเอาเศษกระเบื้องสีต่างๆ มาเรียงกันเป็นภาพซึ่งยากเย็นกว่าการวาดปกติ มันเป็นศิลปะที่ชาวโรมันรับมาจากอารยธรรมของชาวEtruscan ที่อยู่ในคาบสมุทรอิตาลีมาแต่เดิม โดยมีถิ่นฐานอยู่ตอนกลางก็คือแถบทัสคานี ศิลปะของโรมัน เช่น การแกะสลักหินอ่อนหรือการหล่อโลหะสำริด รวมทั้งภาพ Frescos คือภาพที่วาดบนฝาผนังหรือเพดานขณะที่ปูนยังไม่แห้ง ก็มีรากฐานมาจากชาว Etruscan เช่นกัน

แต่ไม่ต้องผิดหวังครับถ้าอยากชมภาพวาดซึ่งไม่ใช่โมเสส ในวาติกันนั้นมีวิหารน้อยที่ชื่อ Sistine Chapel หรือ Cappella Sistina รองรับความอยากของนักเสพย์งานศิลปะอย่างเต็มอิ่ม เพราะที่นี่นั้นปรมาจารย์แห่งยุคเรเนอซองค์ที่ชื่อ มิเกลานจิโร ได้ฝากผลงานชิ้นโบว์แดงไว้ 2 ชิ้น

1. ภาพ Creation of Adam บนเพดานของ Sistine Chapel
สันตะปาปาจูลีอุสที่ 2 Julius II เชิญมิเกลานจิโล Michelangelo โดยคำแนะนำของBramanteหัวหน้าวิศวกรโครงการก่อสร้างวิหาร St.Peter ให้มาวาดภาพเฟรสโก (Fresco) ที่วิหารน้อย จริงๆ แล้วว่ากันว่า Bramante อยากเห็น Michelangelo ล้มเหลวเนื่องจากใครๆ ก็ว่าเขาเป็นสุดยอดแห่งแผ่นดินมีแต่คนชมทุกคนอิจฉาและที่ผ่านมาเขาก็มีแต่ผลงานแกะสลักหินอ่อน(Sculptor) เป็นส่วนใหญ่ถ้าเชิญให้มาวาดคงไปไม่เป็นแน่ๆ คนจะได้เลิกเห่อซะที เจ้าตัวMichelangelo เองก็ไม่ธรรมดามีท่าทีลังเลจนสันตะปาปาต้องจ้างเป็นเงินก้อนโต 3000 Ducats ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 2 ล้านยูโรแล้วสิ่งที่ปรากฏก็คืองานของอัจฉริยะ แม้ว่าสันตะปาปาอยากจะได้ภาพของสาวกทั้ง 12 ของพระเยซู แต่ Michelangelo ก็เสนอเป็นภาพ “ ภาพพระเจ้าสร้างอาดัม (Creation of Adam) ” หรือกำเนิดมนุษย์ ภาพที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทรงสร้างมนุษย์ ในพระธรรมปฐมกาล ของพันธสัญญาเดิม Old Testament (คัมภีร์เดิม)คัมภีร์เล่มแรก

City Break ROME Italy Vatican Chapelle Sixtine Plafond

ในคัมภีร์ไบเบิ้ล คือ ปฐมกาล (Genesis) กล่าวถึงเรื่องมนุษย์คู่แรก อาดัมและเอวา(อีฟ) ซึ่งได้ทำบาปขึ้นครั้งแรกในโลก –> กำเนิดบาป (Original Sin) โดยในครั้งนั้นทั้งสองได้ถูกมารซาตานเข้ามาหลอกลวงให้ทำในสิ่งที่พระเจ้าได้ห้ามไว้ ซึ่งก็คือการทานแอปเปิลในสวนอีเดน และเมื่อได้ทำผิด(ไม่เชื่อฟังพระเจ้าไปเชื่อซาตาน) จึงเกิดเป็นความบาป (บาปครั้งแรก)

City Break Rome Italy Vatican 5
ภาพนี้ Michelangelo ต้องสร้างนั่งร้านแบบโค้งรับเพดานสูงเกือบ 20 เมตรแล้วยืนวาด ไม่ได้นอนวาดแบบศิลปินอื่น กว่าจะวาดครอบคลุมเพดานทั้งหมด 800 ตารางเมตร ใช้เวลา 4 ปี (1508-1512)

 

2.ภาพ Giudizio Universale (Last Judgment)หรือวันตัดสินโลก
City Break ROME Italy Michelangelo,_Giudizio_Universale

หลังจาก “ภาพพระเจ้าสร้างอาดัม” ถึง 30 ปี หรือในปี 1540 ภาพที่ผนัง (อีก 200 ตรม.)ต่อเนื่องจากเพดาน Michelangeloก็ได้เสร็จสิ้นงานเฟรสโกอีกชิ้นที่ชื่อ Last Judgment หรือวันตัดสินโลกซึ่งมาจาก ไบเบิ้ล (Bible) ภาคพันธสัญญาใหม่ (The new Testament ) หรือเรียกว่า คัมภีร์ใหม่ (เป็นคัมภีร์ที่มีขึ้นมาหลังสมัยพระเยซู รวบรวมโดยนักบุญเปาโล (St.Paul) และSt.Peter) มี 27 เล่ม มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับต่อไปนี้
– พระวรสาส์น(พระกิตติคุณ) (Gospels) หรือ ประวัติและคำสอนพระเยซู
– ประวัติศาสตร์คริสตจักรสมัยเริ่มแรก หรือ ประวัติการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุคเริ่มต้น
– รวบรวมจดหมายเหตุของ นักบุญเปาโล(เซนต์ปอล(พอล) (Saint Paul) และสาวกคนอื่น ๆ – วิวรณ์ (Revelation) คำกล่าวถึงคำทานายอนาคตกาลในลักษณะการพยากรณ์วันสิ้นโลกและคัมภีร์เล่มสุดท้ายของคัมภีร์ใหม่ คือ พระธรรมวิวรณ์ กล่าวถึง เรื่อง วันสิ้นโลก(วันพิพากษาโลก)

แต่เมื่อภาพนี้เสร็จออกมากลับโดนวิจารณ์พอสมควร เพราะเป็นภาพnudeหรือคนไม่นุ่งผ้าซะส่วนใหญ่ ไม่เหมาะกับการเป็นภาพในโบสถ์วิหาร ถึงขนาดลูกศิษย์ของ Michelangelo เสนอตัวจะวาดมะเดื่อ(fig)ปิดอวัยวะเพศชายให้เอง แต่ในที่สุดทางวัดก็บอกว่า ภาพนี้เป็นการเตือนให้คนสะสมความดีไม่เช่นนั้นก็จะเป็นแบบที่ภาพแสดงไว้คือคนดีก็ได้ไปสวรรค์คนเลวมีบาปก็ต้องลงไปชดใช้กรรม ไม่ใช่ภาพอนาจาร
Temptation of Christของ Botticelli

City Break ROME Italy Tentaciones_de_Cristo_(Botticelli)

จริงๆ แล้วงานของ Michelangelo ที่มาเริ่มในปี 1508 นั้นมาทีหลังผลงานของสุดยอดศิลปินยุคRenaissanceชื่อดังคนอื่นที่ฝากผลงานไว้บนผนังที่เหลือของวิหารน้อยแห่งนี้ในช่วงปี 1481-82

City Break ROME Italy Entrega_de_las_llaves_a_San_Pedro_(Perugino)

เช่น Luca Signorelli, Ghirlandaio, Pinturicchio, แต่ที่โดดเด่นก็มี Botticelli กับผลงานดังที่ชื่อTemptation of Christ และภาพของ Perugino กับภาพ Delivery of Keys เป็นภาพที่พระเจ้ามอบกุญแจสวรรค์ให้นักบุญปีเตอร์ ซึ่งจะเหมือนกับรูปปั้นที่ Colonard ระเบียงทางเข้าวาติกันที่นักบุญปีเตอร์จะถือกุญแจดังกล่าว), รวมทั้งรูปหล่อโลหะสำริดในวิหารที่ท่านก็ถือกุญแจสวรรค์ไว้ที่มือซ้ายเช่นกัน เพราะนักบุญนั้นมีมากมาย เนื่องจากการได้เป็นนักบุญนั้นคร่าวๆ ก็คือพระที่เสียชีวิตจากความพยายามในการเผยแพร่คริสตศาสนา และในสมัยนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามจึงมักจบชีวิตลงด้วยการโดนตรึงกางเขนหรือประหารด้วยวิธีอื่น ดังนั้นสำหรับการทำรูปปั้นหรือรูปภาพโดยศิลปิน นักบุญแต่ละองค์จึงต้องมีเอกลักษณะที่แตกต่างที่บ่งบอกว่าเป็นนักบุญองค์ไหน โดยเฉพาะนักบุญที่สำคัญ เพราะสำหรับรูปร่างหน้าตานั้นศิลปินได้มาจากจินตนาการเท่านั้น เช่นนักบุญ St.Denis ของฝรั่งเศสที่เป็น Bishop of Paris ก็โดนประหารด้วยการตัดคอ และมีเรื่องปาฏิหาริย์เล่ากันต่อมาว่าท่านก็ก้มเก็บศีรษะที่หลุดจากบ่าแล้วเดินถือไปและเทศน์สอนศาสนาไปด้วยอีกกว่า 10 กิโล ดังนั้นถ้าเราเห็นรูปปั้นนักบุญที่ไหนที่คอขาดและมีมืออุ้มส่วนศีรษะอยู่ก็รู้ทันทีว่าคือนักบุญคนไหน
City Break Rome Italy Vatican 6

ทั้งนี้ก็เพราะว่าวัดน้อย Sistine Chapel นั้นสร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 1483 แล้วในสมัยสันตะปาปาที่ชื่อ Pope Sixtus IV ซึ่งชื่อของท่านก็คือที่มาของชื่อวิหารนั่นเอง วัดนี้สร้างเลียนแบบวิหารโบราณที่ชื่อ Temple of Solomon วัดแห่งแรกของศาสนาที่ Holy Land (Jerusalem)ถิ่นกำเนิดพระเยซู โดยทำเป็นรูปแบบคล้ายโรงนาเหมือนกัน และมีขนาดเท่ากันทุกประการคือ ยาว 40.2m x กว้าง 13.4m x สูง 20.7m 8

แต่ความสำคัญของวิหารน้อยนี้ไม่ได้เอาไว้แค่โชว์งานศิลปแต่มีความสำคัญทางคริสตศาสนานิกายแคธอริคก็คือใช้เป็นสถานที่ประชุมแต่งตั้งผู้นำหรือสันตะปาปาคนใหม่ ตำแหน่งอันทรงอิทธิพลของอารยธรรมโลกตะวันตก ซึ่งมีวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนานน่าสนใจดังบทความข้างล่างนี้

City Break Rome Italy Vatican 1

ขั้นตอนการคัดเลือกและแต่งตั้งสันตะปาปา (credit:manager.co.th)

ธรรมเนียมชันสูตรพระศพที่สืบทอดกันมา

เมื่อองค์สมเด็จพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ ผู้ดำรงตำแหน่งคาแมร์เล็งโก หรือแชมเบอร์เลน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกรมวังราชสำนักขององค์โป๊ปจะต้องตรวจสอบและให้ความรับรองการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ โดยคาเมอร์เล็งโกคนปัจจุบัน คือ พระคาร์ดินัลเอดูอาร์โด มาร์ติเนซ โซมาล ซึ่งจะต้องทำการรับรองการสิ้นพระชนม์ด้วยการชันสูตรพระศพของพระสันตะปาปา ต่อหน้านายจารีตพิธีกรรมของพระสันตะปาปา พร้อมกับคณะสงฆ์ผู้ใหญ่ที่ประจำวังพระสันตะปาปา

ตามธรรมเนียมดั้งเดิม พระคาร์ดินัลคาแมร์เล็งโก จะใช้ค้อนเล็กเคาะที่พระนลาฏ (หน้าผาก) พระสันตะปาปา และเรียกชื่อกำเนิดของพระองค์ 3 ครั้ง ถ้าหากไม่มีเสียงตอบก็แสดงว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ ต่อจากนั้นจึงให้แพทย์ชันสูตรแบบสากลต่อไป
จากนั้นนายจารีตพิธีกรรมของพระสันตะปาปา คือ อาร์กบิชอปปิเอโร มารินี พระราชาคณะและเลขาธิการแห่งอะพอสตอลิก คาเมรา (Apostolic Camera) ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นสูงของสำนักวังบริหารวาติกันจะออกมรณบัตร และคาแมร์เล็งโกก็จะบอกแก่พระราชาคณะผู้ปกครองกรุงโรม คือ พระคาร์ดินัลคามิลโล รูอินี ถึงการสิ้นพระชนม์ขององค์โป๊ป

พระคาร์ดินัลคาร์แมร์เล็งโกเองประกาศต่อชาวโรม และประชาชนทั่วไปว่า “พระสันตะปาปา ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว” ถือว่าเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการ และพิธีการอื่นๆ ถึงจะตามมา

นอกจากนี้ พระคาร์ดินัลคาร์แมร์เล็งโกจะเป็นผู้ปิดประตูห้องทรงงาน ห้องบรรทม และกำหนดบริเวณสำหรับบุคลากรที่อยู่ภายใน ส่วนพระศพให้คงอยู่ที่ห้องส่วนพระองค์ต่อไป จนถึงวันฝังพระศพพระสันตะปาปา ซึ่งบริเวณส่วนพระองค์นี้จะปิดตลอด

แจ้งข่าวพระคาร์ดินัลจัดพิธีปลงพระศพ

และในเวลาเดียวกัน พระคาร์ดินัลที่เป็นหัวหน้าคณะพระคาร์ดินัล ซึ่งก็คือพระคาร์ดินัลโยเซฟ ราตซินเกอร์ หลังจากทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปาจาก “คาแมร์เล็งโก” แล้ว ท่านจะต้องรีบแจ้งข่าวแก่พระคาร์ดินัลทั่วโลก และเรียกประชุมพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกตั้งพระสันตะปาปา และแจ้งข่าวแก่บรรดาคณะทูตประเทศที่มีความสัมพันธ์กับพระสันตะปาปา และประมุขประเทศต่างๆ

ทั้งนี้ พิธีศพกำหนดให้ทำไม่เกิน 9 วัน หรือถ้ามีเหตุผลจำเป็นอาจจัดภายใน 4-6 วันก็ได้ โดยบรรดาพระคาร์ดินัลทุกองค์ต้องสวมชุดสีดำ ซึ่งปกติจะเป็นสีแดง และพระคาร์ดินัลที่เป็นหัวหน้าของคณะพระคาร์ดินัลมีแถบผ้าคาดสีแดง และหมวกยศสีแดง

จากนั้น กลุ่มพระคาร์ดินัลทั่วไปจะต้องนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการณ์พิธีพระศพ และจะได้รับมอบหนังสือธรรมนูญ “ยูนีแวร์ซี ดอมีนีชี เกรยิส” ซึ่งโป๊ปองค์ล่าสุดจัดทำขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันในการเลือกตั้ง และหลังจากองค์โป๊ปสิ้นพระชนม์ได้ประมาณ 15-20 วันก็จะมีการคัดเลือกประมุขแห่งศาสนจักรพระองค์ใหม่จากพระคาร์ดินัล

City Break Rome Italy Vatican 8

การเลือกพระประมุของค์ใหม่

หลังจากพิธีพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาเสร็จสิ้นไป คณะพระคาร์ดินัลก็จะประชุมลับในห้องปิดผนึก ณ วัดน้อยของพระสันตะปาปา (โบสถ์ซิสตีน) เพื่อเลือกตั้งผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขแห่งคริสตจักรองค์ใหม่

ผู้มีสิทธิเลือกพระสันตะปาปา คือ บรรดา “พระคาร์ดินัล” ที่อายุไม่เกิน 80 ปี ณ วันที่พระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้ พระคาร์ดินัล คือผู้มีฐานันดรอันดับที่ 2 รองจากพระสันตะปาปา

ทั้งนี้ จำนวนพระคาร์ดินัลทั่วโลกตามข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีทั้งสิ้น 117 องค์ โดยในส่วนของประเทศไทยนั้นพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นองค์แรกและองค์เดียวในขณะนี้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลเมื่อปี 1983 และในเอเชียประเทศที่มีพระคาร์ดินัล ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม และไทย

ส่วนผู้ที่มีสิทธิได้รับเลือกนั้น ตามสังฆธรรมนูญการเลือกตั้งของพระศาสนจักร กำหนดว่า ทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปมีสิทธิที่จะได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา นั่นหมายถึงผู้ที่เป็นพระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ และฆราวาสด้วย แต่ในทางปฏิบัติจะเลือกจากบรรดาพระคาร์ดินัลเท่านั้น ในกรณีที่บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาเป็นเพียงพระสงฆ์ธรรมดาก็ต้องได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราชก่อน

เลือกตั้งลับ ห้ามติดต่อโลกภายนอก

การประชุมลับของพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกโป๊ปพระองค์ใหม่นี้จะเกิดขึ้น ณ วัดน้อยซิสติน ซึ่งเป็นห้องโถงที่มีชื่อเสียงแห่งนครรัฐวาติกัน ซึ่งกำแพงและผนังของห้องโถงแห่งนี้ตกแต่งด้วยจิตรกรรมเฟสโกผลงานของไมเคิล แองเจโล โดยพระคาร์ดินัลจะมาประชุมร่วมกันในช่วงวันที่ 15-20 วันหลังจากการสิ้นพระชนม์ขององค์พระประมุข

การประชุมลับเพื่อเลือกตั้งองค์โป๊ปที่ยาวนานที่สุด คือ ต้องใช้เวลากว่า 3 ปี (ตั้งแต่ปี 1268–1271) แต่โดยปกติแล้วจะใช้เวลาเลือกกันแค่เพียง 1 วันก็จะได้องค์พระประมุขแห่งนครรัฐวาติกันองค์ใหม่ อย่างเช่นองค์สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ก็ใช้เวลาเลือกกันอยู่ไม่ถึง 3 วัน

ทันทีที่การประชุมลับเริ่มขึ้น สมเด็จพระคาร์ดินัลทั้งหมดจะไม่ปรากฎตัวนอกเขตวาติกันจนกว่าสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จะได้รับเลือก โดยพระคาร์ดินัลทั้งหมดจะพักอยู่ ณ บ้านพักนักบุญมาร์ธา ภายในเขตนครรัฐวาติกัน

ในการเลือกตั้งองค์พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่นั้น ผู้ได้รับเลือกจะต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยให้เกิน 2 ใน 3 มา 1 คะแนน โดยพระคาร์ดินัลที่เข้าร่วมประชุมจะเขียนชื่อผู้ที่เห็นว่าเหมาะสมแก่ตำแหน่งประมุขแห่งคริสตจักรลงไปในบัตรเลือกตั้ง แล้วใส่เข้าไปในอ่างทองคำ

City Break Rome Italy Vatican 7

ควันขาวจากปล่องไฟสัญญาณแห่งโป๊ปพระองค์ใหม่

ถ้ายังไม่มีผู้ถูกเสนอชื่อได้ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ บัตรเลือกตั้งทั้งหมดจะถูกเผาในเตา พร้อมด้วยสารเคมีพิเศษที่ทำให้เกิดควันสีดำผ่านปล่องควันของวัดน้อยซิสติน แต่ถ้ามีผู้ได้คะแนนถึงข้อกำหนดดังกล่าวบัตรเลือกตั้งของพระคาร์ดินัลก็จะถูกเผาเช่นกัน แต่จะใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดควันสีขาวผ่านปล่องสู่สายตาสาธารณชนที่เฝ้ามอง ณ บริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ซึ่งเมื่อมีควันสีขาวออกมาเมื่อใด นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่สำเร็จแล้ว

เมื่อที่ประชุมลับได้เลือกโป๊ปพระองค์ใหม่ขึ้นมาแล้ว ว่าที่โป๊ปก็จะถูกถามว่าพร้อมจะรับตำแหน่งประมุขแห่งคริสตศาสนาหรือไม่ และต้องการจะใช้พระนามอะไรในการดำรงตำแหน่ง

จากนั้น พระดีคันรีคาร์ดินัลอาวุโสก็จะเดินออกสู่ใจกลางมุขแห่งโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ และประกาศต่อสาธารณชนบริเวณจัตุรัสเป็นภาษาละติน ว่า “Annuntio vobis gaudium magnum. Habemus Papam” (ข้าขอประกาศต่อทุกคนถึงความน่ายินดีอันยิ่งใหญ่ว่า พวกเรามีพระสันตะปาปาแล้ว)

จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ก็ปรากฏตัวสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ และอีกไม่กี่วันถัดมาจึงมีการประกอบพิธีเฉลิมฉลององค์พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่
City Break Rome Italy Vatican 2

ก่อนจะออกจากวาติกัน จริงๆ แล้วที่น่าสนใจอีกแห่งก็คือเข้าชม Vatican Museum ที่เก็บงานศิลปะและสมบัติมูลค่ามากมาย อย่าลืมว่าในอดีตนั้นวาติกันมีเงินเยอะและสันตะปาปาในอดีตก็มีรสนิยมในงานศิลปมากๆ จึงควรเข้าชมถ้ามีเวลา ซึ่งถ้าจะเก็บทั้ง3 สถานที่ควรเริ่มจากพิพิธภัณฑ์วาติกันตรงประตูด้านข้าง (ดูแผนที่ข้างล่าง) แล้วจึงมาSistine Chapel แล้วมาต่อวิหาร St.Peter ปิดท้าย
City Break Rome Italy Vatican 4

อย่าลืมขึ้นไปชมวิวของกรุงโรมบนยอดโดมของวิหารนี้โดยการขึ้นลิฟท์ตรงทางเข้าใกล้รูปปั้น Pieta แต่ต้องเดินขึ้นบันไดต่ออีก 320 ขั้น จึงถึงยอดโดมเสียเงินประมาณ 7eur ครับ

City Break Rome Italy Vatican 3

ครับการเที่ยววาติกันก็จบลงแล้วเราจะไปเที่ยวในโรมต่อกันในตอนหน้า

City Break Rome Part III

เบรกเที่ยวในโรม…เที่ยวโรมแบบผู้ที่ยังใหม่กับโรม (ตอนที่2)
โดย Paul Sansopone
…”บัลลังก์นี้มีส่วนคล้ายกับที่อยู่ในหนังเรื่อง The Game of Throne ของ HBO ทั้งการออกแบบโดยเฉพาะส่วนที่เป็นลำแสงจากด้านหลัง และจากพื้นเพของเรื่องที่มีการช่วงชิงหักเหลี่ยมกันเพื่อจะได้นั่งบัลลังก์นี้…”

คราวที่แล้วเราได้เดินเข้ามาในวิหารเซ็นต์ปีเตอร์แล้วได้ไปชื่นชมกับ Pieta และไปคารวะรูปหล่อสำริดของนักบุญปีเตอร์ โดยการสัมผัสท่านที่เท้าขวาพร้อมอธิษฐานขอพร หากเดินต่อเข้ามาก็จะพบกับ

 

ซุ้มพิธีหรือแท่นบูชา บาลเเดกคีโน Baldacchino

City Break ROME Italy 1

หากเราเดินเข้ามาตรงที่ใจกลางของวิหารจุดที่ตัดกันของระหว่างโถงทางเข้าที่เรียกว่า Naive กับส่วนปีกที่เรียกว่า Transept ให้นึกถึงไม้กางเขน เพราะการวางผังสร้างโบสถ์คริสต์นั้นมักจะวางเลย์เอ้าท์แบบไม้กลางเขน และจุดตัดกันของไม้ทั้งสองก็คือจุดที่เป็นปะรำพิธีนั้นเอง

แต่ที่วิหารนี้เราจะพบกับซุ้มพิธีหรือแท่นบูชาของสันตะปาปาที่เรียกว่าบาลเเดกคีโน ซึ่งเป็นฝีมือของ แบร์นินี่ (Gian Lorenzo Bernini) ที่ทำจากโลหะสำริดใช้ทองแดงกว่า 50,000 กิโลกรัม ซึ่งนำบางส่วนมาจากวัดปานเตออนแล้วมาหลอมทำใหม่ นี่คือการรีไซเคิลที่ชาวโรมันรู้จักใช้กันมานานแล้ว โดยเสาทั้ง 4 ต้นมีลวดลายบิดแบบเกลียวของพายุหมุนทอร์นาโดอย่างที่ไม่ปรากฏในงานอื่นของยุคนั้นมากนัก ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอควร แต่เนื่องจากแบร์นินี่นำต้นแบบเสาบางต้นของวิหาร St.Peter เดิมมาใช้ และความที่ตัวเองเป็นต้นตำรับคนหนึ่งของศิลปแบบบาโรคที่มีรายละเอียดมากมายคนยุคนั้นจึงรับยังไม่ได้ เสาทั้ง 4 ต้นนั้นสูงประมาณ 100 ฟุตแต่มันดูเตี้ยไปถนัด เมื่อเทียบความสูงของยอดโดมด้านบนที่สูงถึง 452 ฟุต
จุดที่วางบาลเเดกคีโน นั้นนอกจากอยู่ใต้โดมของมิเกลานจิโรพอดีแล้วยังอยู่เหนือ St. Peter’s crypt หรือหลุมศพของนักบุญปีเตอร์พอดีอีกด้วย แต่ที่วาติกันไม่ได้เป็นที่ฝังศพแค่นักบุญคนเดียว แต่ยังมีสันตะปาปาอีก 91 พระองค์จากทั้งหมด 245 พระองค์ นับจากศตวรรษที่ 1 ถึงปัจจุบันที่ถูกฝังไว้ใต้วิหารแห่งนี้ รวมทั้งจักรพรรดิออตโต้ที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธ์ (Holy Roman Emperor Otto II) และพระราชินี Christina แห่งสวีเดนที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายทำนุบำรุงศาสนาอยู่ที่โรม

 
บัลลังก์ของสันตปาปา ซึ่งเรียกว่า Cathedra Petri หรือ “Throne of St. Peter”

City Break ROME Italy 2

เก้าอี้ตัวเดิมของนักบุญปีเตอร์ก่อนที่จะมีการสร้างบัลลังก์มาแทนโดยแบร์นินี่

จะเห็นว่าที่อยู่ด้านหลังของซุ้มนั้นมีบัลลังก์ที่สวยงาม ซึ่งเป็นการสร้างแทนเก้าอี้เดิมที่เคยถูกใช้โดยเซ็นต์ปีเตอร์และสาวกคนอื่น แต่เนื่องจากผุพังไปทำให้สันตะปาปา Pope Alexander VII ต้องแต่งตั้งแบร์นินี่ผู้ที่สร้างซุ้มพิธีนั้นรับผิดชอบบัลลังก์นี้ด้วย Bernini จึงสร้างบัลลังก์นี้ด้วยBronze โลหะสำริดแบบเดียวกับที่ใช้สร้างซุ้มพิธี โดยที่ฐานมีนักบุญ Ambrose และ Augustine ซึ่งถือเป็น Doctors of the Church หรือผู้รู้ผู้คงแก่วิชาของศาสนาคริสต์ช่วยอุ้มพยุงบัลลังก์นี้ไว้

มีคนพูดกันว่าบัลลังก์นี้มีส่วนคล้ายกับที่อยู่ในหนังเรื่อง The Game of Throne ของ HBO ทั้งการออกแบบโดยเฉพาะส่วนที่เป็นลำแสงจากด้านหลัง และจากพื้นเพของเรื่องที่มีการช่วงชิงหักเหลี่ยมกันเพื่อจะได้นั่งบัลลังก์นี้ ก็ไม่ต่างกับในหลายยุคหลายสมัยของการขึ้นเป็นสันตะปาปาของที่นี่

City Break ROME Italy 3

เนื่องจากการเป็นสันตะปาปาหรือ Pope คือการได้มาซึ่งอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เพราะก็คือการเป็นประมุขของคริสต์ศาสนานิกายโรมันแคธอริคซึ่งนั่นหมายถึงเครือข่ายของศาสนานิกายนี้จากทั่วโลกต้องขึ้นตรงกับวาติกัน และอีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นประมุขของกรุงวาติกันหรือเปรียบเสมือนกษัตริย์ของรัฐอิสระหรือประเทศวาติกันที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

มาถึงตรงนี้คงต้องเท้าความถึงความเป็นมาของกรุงวาติกันก่อน ซึ่งจะว่าไปนั้นมีความรุ่งเรืองต่อเนื่องติดต่อกัน หลังจากที่กรุงโรมและอาณาจักรโรมันตะวันตกถึงยุคเสื่อมเมื่อเจริญสูงสุดแล้วก็เริ่มอ่อนแอจนพวกบาบาเรี่ยนหรือพวกป่าเถื่อนเอาชนะกองทัพโรมันได้กรุงโรมก็แตกไป ยังคงอยู่แต่อาณาจักรโรมันตะวันออกที่มีเมืองหลวงที่ชื่อคอนสแตนติโนเปิล(อีสตันบูล ในปัจจุบัน) ซึ่งก็ตั้งชื่อตามจักรพรรดิคอนสแตนตินที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ ทำให้กรุงโรมเริ่มกลับมามีการฟื้นฟูใหม่แต่ครั้งนี้เป็นอาณาจักรทางศาสนา ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคกลางในช่วงปีค.ศ.750-800 โดยประมาณ ยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันตะวันตกก็ถูกรวบรวมเข้ามาอยู่ภายใต้อาณาจักรโรมันอันศักด์สิทธ์ (Holy Roman Empire) ซึ่งกินอาณาเขตพื้นที่ปัจจุบันของฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์, เยอรมัน, อิตาลี โดยการนำองกษัตริย์ชาวแฟงค์ที่ชื่อ ชารล์มานย์ Charlemagne หรือที่ได้ฉายาว่า Charles the Great (ละติน Carolus or Karolus Magnus)

City Break ROME Italy Charlemagne Crowned

ซึ่งท่านก็ปกป้องและเคร่งศาสนาโรมันแคธอลิคพอควร ถึงขนาดขอให้ สันตะปาปาลิโอที่3 (Pope Leo III) ทำพิธีสถาปนาขึ้นครองตำแหน่งจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันอันศักด์สิทธ์ในวันคริสมาสต์ปีค.ศ.800 ที่กรุงโรม ณ วิหาร เซนต์ปีเตอร์ (เดิม)หลังแรก และเมื่อได้รับการendoseคือยอมรับที่จะปกป้องโดยจักรพรรดิและกษัตริย์ของยุโรปในทุกยุคสมัย ก็ทำให้อาณาจักรของสันตะปาปานั้นยิ่งใหญ่เป็นประเทศเรียกว่าปาปาสเตท Papal State กินอาณาเขตในภาคกลางของคาบสมุทรอิตาลีเกือบหมด ใครจะท้าทายอำนาจของคริสตจักรนั้นก็มักแพ้ราบคราบไป

พอเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือ Renaissance นั้น วิทยาการสมัยใหม่ทำให้นักวิทยาศาสตร์อย่างกาลิเลโอเริ่มออกมาพูดขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ เช่น พระเจ้าสร้างโลกและโลกแบนตลอดจนเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเริ่มไม่ใช่ และความฟุ่มเฟือยในวาติกันที่มักมีงานเลี้ยงและสะสมของมีค่า หรือแม้แต่การสร้างวิหารเซ็นตปีเตอร์ใหม่มีการใช้เงินมหาศาลทำให้เกิดวิธีการหารายได้แปลกๆ เข้ามา เช่น ต้องมีการบริจาคเงินเข้าวัดเท่านี้เท่านั้นจึงได้บุญเท่านั้นเท่านี้ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านมากขึ้นเกิดเป็นศาสนาคริสต์นิกายใหม่ เช่น โปแตสแทนและอื่นๆ ขึ้นมาถ่วงดุลจนทำให้เกิดสงครามศาสนาในยุโรปอยู่เนืองๆ หากว่าผู้นำศาสนานิกายใหม่ไม่ยอมขึ้นตรงต่อวาติกัน

City Break ROME Italy ben and francis

แต่กฎแห่งแรงโน้มถ่วงที่ว่า “what goes up must come down” นั้นมีอยู่จริง การที่พระสันตะปาปาทรงมีอำนาจทางโลกล้นฟ้า และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางการเมืองมากเกินไป ทำให้กลุ่มอำนาจรัฐในยุโรปหลายแห่งจึงเริ่มที่จะเล่นเกมต่อต้านพระองค์ เพื่อลิดรอนอำนาจลง จนทำให้เขตการปกครองอย่างปาปาสเตทหดหายไป เหลืออยู่แค่รอบๆ กรุงโรมเท่านั้น ในปี ค.ศ. 1860 เมื่อ พระเจ้าวิคเตอร์ เอมานูเอลที่ 2 ผู้ที่รวบรวมอิตาลีจากแค้วนใหญ่เล็กให้เป็นประเทศอิตาลี มีการทำประชามติว่าสมควรให้กรุงโรมเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี หรือเป็นปาปาสเตทของวาติกันต่อไป ผลออกมาปรากฏว่า ประชาชนเทคะแนนให้โรมเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี แต่องค์สันตะปาปาปิอุสที่ 4 ซึ่งเป็นประมุขศาสนาในขณะนั้นก็ไม่ออกมาคุยกับรัฐบาลเพื่อยอมรับว่าอาณาจักร Papal State ไม่มีอีกแล้ว แต่ได้ประกาศตัดขาดกับโลกภายนอก ประทับอยู่ภายในนครรัฐวาติกันเพียงอย่างเดียวรวมทั้งสันตะปาปาองค์ต่อๆ มาอีก 4 พระองค์ก็ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกต่อเนื่องกินเวลาถึง 60 ปี (1870-1929)

City Break ROME Italy Concentracion fascista en Genova

จนถึงสมัยของนายกคนดังที่ชื่อ เบนิโต้ มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini) ในปี ค.ศ. 1929 ได้มีการทำสนธิสัญญา ลาเตรัน (Lateran Treaty ได้ชื่อนี้มาเพราะมีการเซ็นกันที่พระราชวังลาเตรัน) ให้การรับรองและคํ้าประกันอธิปไตยของนครรัฐวาติกัน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกสบายอีกหลายๆ อย่าง เพื่อให้นครแห่งนี้สามารถดำรงอยู่ได้ในฐานะรัฐอิสระ เหมาะสมที่จะให้สันตะปาปาปฏิบัติภารกิจ ในฐานะองค์ประมุขของชาวคาทอลิกทั่วโลกได้ แถมรัฐบาลอิตาลียังให้เงินที่คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้นับ 1,000 ล้านดอลล่าร์อเมริกัน

City Break ROME Italy Vatican City Map

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Vatican จึงกลายเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบ ถือเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก มีสถานีวิทยุ, ที่ทำการไปรษณีย์, สถานีรถไฟ,ธนาคารของวาติกันเอง และร้านค้าปลอดภาษีทุกชนิด มีสำนักพิมพ์ของตนเอง เช่น มีหนังสือพิมพ์ชื่อ โลสเสอร์วาโตเร โรมาโน , มีป้ายทะเบียนรถ, หรือโดเมนเนม .VA

ถ้าพูดถึงเนื้อที่รวมจะมีประมาณ 250 ไร่ ในนครแห่งนี้ด้วยวังวาติกันมีเนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งรวมวิหารเซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกัน และที่ประทับขององค์พระสันตะปาปาตลอดจนอุทยานวาติกันอันงดงาม พื้นที่นอกเขตดังกล่าวที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวาติกันด้วยก็คือ วังกัสเตลกันดอลโฟ (Castelgendolfo) อันเป็นที่ประทับ ที่อยู่นอกชานกรุงโรมไปทางทิศใต้, มหาวิทยาลัยเกรโกเรียน (Gregorian University) และโบสถ์ 13 แห่งในกรุงโรม

City Break ROME Italy Swiss Guard

วาติกันมีพลเมืองประมาณ 900 คน ไม่มีกองกำลังทหารของตัวเอง มีแต่ Swiss Guards ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งต้องว่าจ้างทหารสวิสที่มีคุณสมบัติคือเป็นคาธอลิก ยังไม่แต่งงาน ได้รับการฝึกทหารแบบสวิส อายุระหว่าง 19-30 และสูงอย่างน้อย 174 ซม. จริงๆ แล้วทหารสวิสมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1506 แล้วถูกว่าจ้างมาเป็นองครักษ์ของสันตะปาปา Pope Julius II ที่น่าสนใจคือการแต่งกายของทหารสวิส ซึ่งชุดปัจจุบันนั้นมีสีส้ม,เหลือง,แดง,ฟ้า ออกแบบโดย Jules Repond ในปี 1914 โดยได้รับอิทิพลจากชุดทหารสวิสเดิมในสมัย Renaissance ที่ออกแบบโดย “มีเกลันเจโล” และดัดแปลงโดย “ราฟาเอล” เลยเชียว

City Break Rome Part II

เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า Rome wasn’t built in a day ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยว่า …คุณอย่าคาดหวังว่าจะทำงานใหญ่หรืองานสำคัญให้สำเร็จได้ในเวลาอันสั้น… เช่นเดียวกับการเที่ยวในโรม ถ้าจะให้ได้สาระเป็นเรื่องเป็นราวนั้นอย่าหวังว่าจะใช้เวลาวันเดียวเลย ดังนั้นผมจึงต้องขอแบ่งเรื่องเที่ยวโรมออกเป็น 3 หัวข้อ แต่คงจะมีมากกว่า 3 ตอนแน่ๆ เพราะในบางสถานที่จะมีรายละเอียดมากหน่อย
1.เที่ยวโรมแบบผู้ที่ยังใหม่กับโรม
2.เที่ยวโรมแบบผู้ชำนาญโรมแล้ว
3.เที่ยวแบบ Day Trip นอกกรุงโรม

เบรกเที่ยวในโรม…เที่ยวโรมแบบผู้ที่ยังใหม่กับโรม (ตอนที่ 1)
หากคุณเป็นแฟนรายการ TV ทื่ชื่อ ‘Family Feud’ ที่ดำเนินรายการโดย Steve Harvey โดยนำ 2 ครอบครัวมาแข่งตอบคำถามที่มีการทำsurveyคำตอบมาแล้วว่าถ้าถามคำถามแบบนี้แล้ว ใน100 คน จะตอบว่าอะไร คำตอบไหนที่คนตอบเหมือนกันเยอะที่สุดก็จะได้คะแนนสูงสุด เช่น ถามว่า “หากคุณได้มีโอกาสมาที่โรมคุณอยากไปที่ไหนมากที่สุด?” ผมว่าคนส่วนใหญ่น่าจะตอบตรงกับสถานที่ดังกล่าวข้างล่างนี้ เช่น กรุงวาติกัน, คอลอสเซี่ยม, น้ำพุเตรวี่ เอาเป็นว่าถ้าคุณยังใหม่กับโรม ผมแนะนำว่าคุณไม่ควรพลาดกิจกรรมที่ผมนำเสนอต่อไปนี้

 

1.ไปฟังโป๊ปเทศน์ที่จัตุรัส St.Peterในกรุงวาติกัน
พร้อมๆ กับเหล่าบรรดาคริสต์ศาสนิกชนจากทั่วโลกที่มีจิตศรัทธาขวนขวายหาโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อเดินทางมาที่ลานหน้าวิหารแห่งนี้ในวันพุธ ตอน 11:00 น. ของทุกสัปดาห์ หากท่านสันตะปาปาไม่ติดภารกิจใดๆ ก็จะเทศน์ออกไมค์ให้ประชาชนที่มีจิตศรัทธาได้ฟัง (ยกเว้นช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ที่ท่านจะประทับอยู่นอกกรุงวาติกัน เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่ชื่อ Castel Gandolfo ซึ่งท่านก็จะเทศน์ทุกวันพุธที่นั่นเช่นกัน) และหลังพิธีสวดในวันอาทิตย์ที่ท่านว่างก็อาจลงมาประทานพรให้กับฝูงชนที่ลานหน้าวิหาร หรือที่เรียกให้ถูกต้องก็คือ Piazza San Pietro เป็นลานมหาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยฝีมือของ แบร์นินี่ (Gian Lorenzo Bernini)
 

Vatican City Rome Italy

สร้างในปีค.ศ. 1656-67 หากมองจากด้านบนจะเห็นเหมือนรูปรูกุญแจขนาดใหญ่ที่จะไขปัญหาต่างๆ ของผู้มีจิตศรัทธา ที่บริเวณขอบรอบๆ ของลานจะมีระเบียงทางเดิน(colonnades)เข้าสู่วิหาร โดยระเบียงทางเดินนั้นจะมีเสาแบบ Doric 248 ต้นพยุงหลังคาที่มีรูปปั้นนักบุญทั้งหมด 140 องค์ยืนอยู่ด้านบนคอยประทานพรให้ระหว่างการเดินเข้าสู่วิหารจากทั้ง 2 ด้าน รูปปั้นนักบุญทั้งหมดนี้มีความสูงเฉลี่ยเท่ากันที่ 3.10 เมตรและใช้เวลากว่า 40 ปีในการทำสำเร็จครบทั้งหมด

 

St Peters Square Rome Italy 2

ถ้าดูจากด้านบนแบร์นีนี่ตั้งใจจะให้เป็นเหมือนแขนที่ยื่นออกไปโอบต้อนรับผู้มีจิตศรัทธาเข้าสู่วิหารแห่งนี้ (ดูรูปด้านบนที่ถ่ายจากมุมสูงประกอบ)ในขณะที่ตรงกลางลานนั้นเป็นเสาหิน Obelisk หนัก 35 ตัน สูง 25 เมตร จากเมือง Heliopolis ในอียิปต์ที่ขนมาเมื่อครั้งอียิปต์เป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมัน และเนื่องจากสถานที่นี้เคยเป็นสนามกีฬาแข่งรถเทียมม้าของจักรพรรดิเนโรมาก่อนที่ท่านจะเผากรุงโรม เสาต้นนี้เคยใช้เป็นหลักกำหนดสำหรับให้รถม้าเลี้ยววนกลับเวลาแข่งขัน

แต่หากเราไม่ได้มาตรงกับวันพุธไม่ได้ฟังPopeก็ไม่เป็นไร เพราะวิหาร St.Peter หรือ San Pietro (ภาษาอิตาเลียน) ที่อยู่ข้างหน้านั้นคือศูนย์กลางของคริสต์ศาสน์จักร ของโลกซึ่งมีความศักดิ์สิทธ์และน่าศรัทธายิ่งสำหรับคริสต์ชน ดังนั้นแม้ว่าเราจะนับถือศาสนาอื่นใดหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่แตกต่างไป ก็ไม่น่าจะใช่ข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปคารวะสิ่งศักดิ์สิทธ์ในวิหารแห่งนี้ อย่างน้อยเพื่อให้ได้ประจักษ์ว่าวิหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั้นเป็นอย่างไร

 

St Peters Square Rome Italy 1
ประวัติมีอยู่ว่า วิหาร St.Peter (เดิม) ได้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 โดยจักรพรรดิคอนสแตนติน จักรพรรดิพระองค์แรกของอาณาจักรโรมัน (ตอนนั้นเข้าสู่ยุคของโรมันตะวันออกหรือ Byzantineแล้ว) ที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ จากนิมิตที่ทำให้ท่านฝันเห็นพระเจ้าก่อนออกรบ และเมื่อรบชนะในครั้งนั้นก็เกิดความเลื่อมใส จึงให้ชาวโรมันหันมานับถือศาสนาคริสต์ได้ จากที่ก่อนหน้านั้นจักรพรรดิโรมันนับถือเทพเจ้าหลายองค์แบบกรีซและหากมีใครชักนำให้นับถือคริสต์ต้องถูกจับตรึงกางเขน ซึ่งทำให้ท่านได้เริ่มทยอยสร้างวิหารต่างๆ ด้วยความศรัทธายิ่ง
 

reconstruction of old basilica of st peter

ภาพบนนี้ คือวิหาร St.Peter หลังเก่า

ณ จุดที่ท่านสร้างวิหารแห่งนี้ก็คือจุดซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่นักบุญปีเตอร์ สาวกเอก(สาวกองค์แรก เปรียบเหมือนพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าที่บรรลุก่อนได้บวชก่อนสาวกอื่น แต่ในขณะที่ศาสนาพุทธนั้นสาวกพุทธเจ้านั้นมี 5 พระองค์แต่ในศาสนาคริสต์มี 12 พระองค์) ของพระเยซูคริสต์ หรือ Jesus Christ ได้ถูกตรึงกางเขนและฝังไว้ที่นี่ และ St.Peter ก็ถือว่าเป็นPopeหรือสันตะปาปาพระองค์แรกของศาสนาโรมันคาธอลิกด้วยในฐานะที่เป็น Bishop of Rome (มีการสำรวจในปี 1953 ด้วยการขุดพบกระดูกชายวัย60 และมีใยผ้าสีม่วงที่สวมใส่ในสมัยนั้นโดยเฉพาะผู้ที่เป็นที่เคารพบูชาหรือมีความศักดิ์สิทธ์ซึ่งนักโบราณคดีชื่อ Margherita Guarducci, และอีกหลายคนเชื่อว่าเป็นกระดูกของนักบุญปีเตอร์จริงๆ และเมื่อปี 2013 ทางวาติกันได้นำอัฐิของนักบุญปีเตอร์ออกแสดงกับสาธารณะชนเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตามวิหารที่คอนสแตนตินสร้างก็ไม่ได้อยู่มาให้เราเห็นทุกวันนี้ เพราะได้ผุพังไปมากไม่คุ้มค่าการบูรณะและดูไม่ยิ่งใหญ่พอ จึงมีการรื้อทิ้งและสร้างวิหารองค์ปัจจุบันทับ ณ จุดเดียวกันในสมัยศตวรรษที่15 หรือในยุค Renaissance (ยุคเกิดใหม่หรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ) ริเริ่มโดยสันตะปาปาNicholasที่ 5แต่มาดำเนินการจริงจังโดยสันตะปาปา Juliusที่2 ที่ให้ บรามันเต้ (Bramante) เป็นสถาปนิกเจ้าของโครงการซึ่งก็โดนวิจารณ์มาก เนื่องจากรื้อวิหารเดิมจนทำให้ภาพโบราณแบบเฟรสโก้ (Frescoes) และโมเสส (Mosaics) ของยุค Byzantine เสียหายหมด โครงการก็เลยไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจนบรามันเต้ตายไปในปี 1514 ก็มีการสานต่อโดยสถาปนิกอย่างราฟาเอล Raphaelและ Antonio da Sangallo

michelangelo-buonarroti

ซึ่งงานก็ไม่คืบหน้านักจนเหมือนกับมีปาฏิหาริย์จากเบื้องบนที่เห็นว่าไม่มีใครทำสำเร็จจึงดลบันดาล ส่ง’เทพแห่งงานศิลปะและสถาปัติยกรรม’ ที่ชื่อ มิเกลานจิโล Michelangelo (1475-1564) มาสานงานต่อตอนเขาอายุ 72 ซึ่งตอนนั้นถือว่าสะสมประสบการณ์มากมายมาจึงทำให้ส่วนโดมที่ถือว่าเป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวิหารสำเร็จได้ แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้เห็นผลงานของตัวเองตอนสร้างเสร็จสมบรูณ์

 

Cupola-san-Pietro Rome Italy

แต่ผลงานอื่นๆ ที่เขาฝากไว้ที่นี่ก็ยังมีอีกที่โดดเด่นก็คือรูปปั้น Pieta ที่งดงามแบบต้องหยุดหายใจชั่วขณะ สำหรับผู้หลงใหลในงานศิลปะคงจะทราบดีว่ามิเกลานจิโล่ทำผลงานชิ้นนี้เมื่อตอนอายุขึ้น 25 ปีเท่านั้น (ปี1449) และเป็นผลงานเดียวที่เขาเซ็นชื่อลงไป แต่เชื่อหรือไม่ว่ารูปปั้นที่สวยงามที่เห็นนั้นเคยถูกค้อนทุบมาแล้วในปี 1972 โดยนาย Laszlo Toth ซึ่งจิตไม่ปกติใช้ค้อนทุบแขนซ้ายพระแม่มารีหักตรงข้อศอกแล้วตรงจมูกก็แตกทำให้ตอนนี้จะเห็นว่ามีกระจกกันกระสุนป้องกันรูปปั้นนี้อยู่

michelangelo_pieta_vaticana

รูปปั้นแม่พระประคองร่างพระเยซูลงจากถูกตรึงกางเขน ที่มีชื่อว่า Pieta

 

St Peter Rome Italy

เราสามารถชื่นชมผลงานนี้ทันทีที่เราก้าวเข้าประตูวิหารแล้วมองไปทางกำแพงด้านขวา พูดถึงประตูของวิหารเราจะสังเกตว่าประตูขวาสุดนั้นจะไม่มีการเปิด ยกเว้นแต่ปีที่เป็น Holy Year หรือ Jubilee Year คือทุกๆ 25 ปีเท่านั้น ประตูนี้ถือเป็นประตูศักดิ์สิทธ์ที่มีชื่อว่า Porta Santa (Holy Door) ซึ่งผมเคยโชคดีที่เคยได้เดินเข้าประตูนี้มาแล้วเพราะบังเอิญว่าได้ไปโรมตรงปี Holy Year พอดีในปี 2000 นั่นหมายความว่าการเปิดประตูครั้งต่อไปอย่างเป็นทางการจะเป็นปี 2025 อย่างไรก็ตามหากสันตะปาปาเห็นว่าเหมาะสมอาจออกกฤษฎีกาเพื่อเปิดประตูนี้ในระหว่างนั้นได้ อย่างเช่นครั้งล่าสุด วันที่ 13 ในเดือนมีนาคม 2015 สันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) ได้ประกาศให้ช่วงวันที่ 8 ธันวาคม 2015 ถึง 20พฤศจิกายน 2016เป็นช่วงปีแห่งการเมตตา Year of Mercy หรือเป็น Holy Year พิเศษซึ่งมีผู้ศรัทธามาลอดประตูนี้กว่า 20 ล้านคน สำหรับผู้ที่มีบาปการได้ลอดประตูนี้ก็เหมือนได้รับการยกโทษ (Forgiveness ) ในภาพด้านล่างจะเห็นโป๊ปกำลังปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ในตอนเย็นของวันที่ 20 พฤศจิกายน 2016 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ Year of mercy

 

เมื่อเดินเข้ามาด้านในสิ่งที่ต้องทำก็คือไปคารวะนักบุญ St.Peter ที่หล่อด้วยทองสำริดด้วยการลูบสัมผัสที่เท้าซ้ายของท่านซึ่งจะเห็นว่าใครที่มาที่นี่ก็จะทำเช่นเดียวกัน ซึ่งน่าเห็นใจท่านมากจริงๆ เพราะเท้าซ้ายของท่านนั้นแม้เป็นโลหะแต่ก็ยับเยินไปด้วยมือของมหาชนจากทั่วสารทิศ จริงๆ แล้วน่าจะเอากระจกกันกระสุนมากั้นแบบเดียวกับรูปปั้นPieta

St Peter Rome Italy 2

St Peter Rome Italy 1

ฝีมือศิลปินผู้ที่หล่อสำริดนี้น่าจะเป็นของ Arnolfo di Cambio ทำขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่13 แต่ก็มีการถกเถียงในระหว่างนักประวัติศาสตร์ด้วยกันที่ว่าน่าจะทำมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 แล้ว

 

วิหารเซ็นต์ปีเตอร์และกรุงวาติกันยังมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ คงต้องมาเที่ยวต่อกันในคราวหน้านะครับ

City Break Rome Part I

“.. เพราะมันเคยมีประโยคภาษาละตินในยุคกลางที่เขียนว่า “sifuerisRōmae, Rōmānōvīvitōmōre; sifuerisalibī, vīvitōsīcutibī หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ ว่า “ When in Rome, do as the Romans do”…

ถ้าจะพูดถึงเมืองที่ทำให้เราตกหลุมรักแบบไม่ยาก ถึงแม้คุณจะเป็นคนเรื่องมากก็อาจตกหลุมรักไปแบบไม่รู้ตัวนั้น มันคงต้องเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ไม่เบา อาจไม่สวยเพอร์เฟคแต่เสน่ห์มันต้องเร้าใจแน่ๆ ใช่แล้วครับผมกำลังพาคุณไปเที่ยวกรุงโรมา หรือ กรุงโรมในภาษาอังกฤษ มีฉายาว่า“The Eternal City” หรือ “อมตะนคร” ต้นกำเนิดอารยะธรรมของโลกตะวันตก ในทุกด้านทุกแขนงของโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นศาสตร์สาขาไหน ศิลปกรรม, สถาปัตยกรรม, วิศวกรรม, รัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง รวมถึงวัฒนธรรมการกินการดื่มที่ตกทอดกันต่อมาถึงทุกวันนี้ เมืองนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่สุดเมืองหนึ่งของโลกเพราะมันมีอายุกว่า 2000 ปี และมีความยิ่งใหญ่ที่สุดดังมีคำเปรียบเปรยความยิ่งใหญ่ที่ว่า “ถนนทุกสายนั้นมุ่งสู่กรุงโรม”

หลายๆ คนคิดว่าเรารู้จักกรุงโรมดีเพราะเคยไปเที่ยวมาแล้ว แต่จริงๆ อาจมีอีกหลายอย่างหลายแง่หลากมุมที่เรายังไม่ได้สัมผัส ลองมาดูกันครับว่าถ้าเราได้มีโอกาสได้มาใช้เวลาแบบเบรกสั้นๆซัก 4-5 วันในโรม เราจะมีอะไรทำหรือควรต้องทำบ้างหรือควรทำอะไรแบบที่คนโรมันทำบ้าง…เพราะมันเคยมีประโยคภาษาละตินในยุคกลางที่เขียนว่า “ sifuerisRōmae, Rōmānōvīvitōmōre; sifuerisalibī, vīvitōsīcutibī หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆว่า “ When in Rome, do as the Romans do” หมายถึงการที่เราเป็นแขกไปเยี่ยมใครที่ไหนนั้น มันเป็นความสุภาพ และเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพหรือเจ้าบ้าน หากเราจะทำตามขนบธรรมเนียมของเขา ซึ่งเขาก็มักจะให้เกียรติเราเป็นการตอบแทน…

เบรกพักในโรม (เลือกย่านโรงแรมที่พัก)
การมาอยู่ในเมืองใหญ่ที่ไหนๆ ก็ควรมีการวางแผนก่อนว่าเราควรจะพักย่านไหนดี มันสะดวกกับการเดินทางไปไหนมาไหนของเราใน 4-5 วันนี้หรือไม่ เราจึงควรทำการบ้านเรื่องย่านที่พักให้ดี ซึ่งผมก็ได้ช่วยทำการบ้านมาให้แล้วสำหรับเมืองนี้
ย้อนประวัติศาสตร์กลับไปกว่า 3000 ปี หรือประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล มีตำนานเรื่องนางหมาป่าที่มาแวะดื่มน้ำที่ฝั่งแม่น้ำไตเบอร์ ณ จุดที่ตั้งโรมในปัจจุบัน แต่เมื่อก่อนมันก็คือป่าที่มีเนินเขาอยู่รายรอบบริเวณถึง 7 ลูก (ซึ่งต่อมามีชื่อเรียกตามที่ปรากฏข้างล่างนี้) ในวันนั้นนางหมาป่าได้พบเด็กฝาแฝดแบเบาะ 2 คนลอยน้ำมาเกยตื้นอยู่จึงนำมาเลี้ยง และตั้งชื่อว่า Romulus กับ Remus แต่ทั้งสองโตขึ้นมาก็ไม่มีใครยอมใครแม้เป็นพี่น้องกัน เพราะเก่งกล้าทั้งคู่ เช่นมีการถกเถียงกันว่าควรจะสร้างเมืองบนเนินเขาลูกไหนดี Romulus ว่าควรเป็นเขา Palatineแต่ Remus บอกต้องเป็นเขา Aventine ทำให้ในที่สุดก็ทะเลาะกันแล้วน้องก็แพ้พี่ไป โดนผู้ที่สนับสนุนตัวพี่ Romulus ให้ขึ้นครองราชย์จัดการสังหารผู้น้อง Remus ไป ต่อมาก็เลยตั้งชื่อเมืองที่อยู่บนเขา Palentine ตามชื่อตัวเองว่า Rome…

 

City Break ROME Part I 3

The Seven Hills of Rome (ในวงเล็บเป็นภาษาละติน ตามด้วยภาษาอิตาเลียน)
• Aventine Hill (Latin, Aventinus; Italian, Aventino)
• Caelian Hill (Cælius, Celio)
• Capitoline Hill (Capitolinus, Campidoglio)
• Esquiline Hill (Esquilinus, Esquilino)
• Palatine Hill (Palatinus, Palatino)
• Quirinal Hill (Quirinalis, Quirinale)
• Viminal Hill (Viminalis, Viminale)

แต่ผมไม่ได้จะแนะนำให้คุณหาโรงแรมที่พักบนเขาแต่ละลูกเหล่านี้ เพราะจริงๆ แล้วในวันนี้เราแทบจะไม่เห็นเนินเขาเล่านี้ในโรม เนื่องจากมันแค่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ และการสร้างเมืองในยุคต่างๆ ก็สร้างซ้อนๆ ทับกันมาแบบขนมชั้นคือมีการถมสูงขึ้นไปเรื่อยจนเนินเขาไม่มีความเด่นชัด นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่รถไฟใต้ดินในโรมมีไม่กี่สถานี และเส้นทางก็ไม่ครอบคลุมนัก เพราะการขุดแต่ละแห่งแต่ละครั้งจะเจอแต่โบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ทำให้ขุดไปไม่ถึงไหนเพราะโบราณสถาน/วัตถุ มันสำคัญกว่ารถไฟใต้ดิน ขอกลับมาเรื่องย่านที่พักที่แนะนำดีกว่าเอาเป็นว่าผมมีให้เลือก 4 แบบนี้

 

1.หากต้องการจุดศูนย์กลางของทุกอย่างที่มีความคึกคักหรือหรูฟู่ฟ่า ควรหาที่พักในย่าน Tridente ตริเดนเต้, Trevi เตรวี่ หรือ Borghese โบร์กีสเซ่

City Break ROME Part I 1
รูปย่าน Tridente (Pic.Credit:http://www.approachableworld.com/)

ย่านเหล่านี้น่าจะเป็นทางเลือกที่สมบรูณ์แบบสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการช้อปปิ้งและความเท่เก๋เลิศของโรม มีถนนสายหลักอย่าง via del Corso ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่ที่สุดของโรม (คล้ายถนนเจริญกรุงของกรุงเทพฯ) ทีมีอายุกว่า 2000 ปีวิ่งตรงมาจากจัตุรัส Popolo ซึ่งหมายถึง People’s Square (หมายเลข 3 ในรูป)จริงๆ แล้วจะเห็นว่ามีถนนหลักเก่าแก่วิ่งเป็นเส้นตรงจากจตุรัสนี้นอกจาก via del Corso ก็มี via del Babuino (วิ่งจากจัตุรัสโปโปโล่สู่บันไดสเปน) และvia di Rripetta (วิ่งจากจัตุรัสมาฝั่งแม่น้ำไตเบอร์หมายเลข 4 ในรูปแล้วสามารถข้ามสะพานไปเที่ยว กรุงวาติกัน ที่อยู่ตามลูกศรหมายเลข 6 ได้)

 

คำอธิบายภาพด้านบน: จัตตุรัส Popolo หรือ People’s square ที่มีเสา obelisk ของกษัตรย์ Ramesses II แห่งอียิปต์ ถูกยึดมาโดยคำสั่งของ Augustus จักรพรรดิโรมันที่ขยายอาณาเขตไปถึงอียิปต์ แต่ตอนนำมาทีแรกจะถูกนำไปตั้งที่สนามแข่งรถเทียมม้า (แบบหนังเรื่องBenHur) ที่circus Maximus ส่วนด้านหลังของภาพจะเห็นวิหารฝาแฝด “twin” churches คือวิหาร Santa Maria in Montesanto (ซ้าย สร้างเมื่อปี1662-75) และ Santa Maria deiMiracoli (ขวา,สร้างเมื่อปี1675-79) จะเห็นทางเข้าถนน Via del Corso ที่อยู่ระหว่างวิหารทั้งสองส่วนถนนด้านซ้ายจะเป็น via del Babuino ตรงไปย่านบันไดสเปนและถนนด้านขวาคือถนน via di Rripetta ที่นี่จะมีส่วนคล้ายหรือถือเป็นต้นแบบของจัตุรัสคองคอร์ดในกรุงปารีส ทีมีเสาโอเบรีสค์ที่นำมาโดยนโปเลียนจักรพรรดิที่นิยมวิธีการแบบจักรพรรดิโรมันไม่ว่าจะวิธีการรบหรือการสร้างประตูชัยหรือการสวมมงกุฎใบมะกอกเมื่อได้รับชัยชนะ ที่เหมือนมากอีกเรื่องคือจัตุรัส Popoloก็เคยเป็นลานประหาร มาก่อนแนวเดียวกับจัตุรัสคองคอร์ดที่เคยใช้ประหารชีวิตนักโทษการเมืองรวมทั้งกษัตริย์หลุยส์ที่16 มาแล้วในช่วงปฎิวัติฝรั่งเศส

 

City Break ROME Part I 2

ส่วนบรรดาร้าน High end fashion designers ก็จะอยู่แถวถนน,Via Condotti (หมายเลข 8 ในรูป) อย่าลืมแวะดื่มกาแฟที่ร้าน Caffe Greco ซึ่งคือร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของโรม(หมายเลข 7 ในรูป) และจัตุรัสสปาญญ่าหรือย่านบันไดสเปน piazza di spagna (หมายเลข 2 ในรูป) ที่เดินเพลินได้ทั้งวันแม้แต่ไม่ชอบช้อปก็มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะนอกจากการถ่ายแบบ street photographer คือถ่ายอากัปกริยาของคนที่มาเดินแถวนี้

จากย่านตริเดนเต้ลงใต้มาหน่อยก็เป็นย่านเตรวี่เดินไม่ไกลนักที่นี่มีน้ำพุเตรวี่ และมีจัตุรัส(Piazza) ดังๆ อยู่อีกหลายแห่ง เช่น piazza Colonna ที่มีอนุสาวรีย์ของจักรพรรดิโรมันที่เฉลียวฉลาดที่สุดพระองค์หนึ่งที่ชื่อ Marcus Aurelius สร้างมาคั้งแต่ ค.ศ. 180 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในศึกครั้งสำคัญ หรือแถวใกล้ๆ กับวิหารโรมันพันปีอย่างวิหารปานเตออน Pantheon ก็มีจัตุรัสโนวาน่า piazza Novana ซึ่งเป็นจัตุรัสที่สวยที่สุดของโรมและเต็มไปด้วยร้านอาหารร้านกาแฟที่มีความคึกคักทั้งกลางวันกลางคืน และหากชอบบรรยากาศแบบตลาดกลางแจ้งก็เดินต่อไปหน่อยที่ Piazza Campo de’ Fiori
City Break ROME Part I 9 rome piazza navona

คำอธิบายภาพด้านบน: จัตุรัสนาโวนา ที่สร้างขึ้น ณ จุดที่เคยเป็นสนามกีฬาที่จักรพรรดิ Titus Flavius Domitianus สร้างเป็นของขวัญประชากรโรมในปี ค.ศ. 80 ใช้แข่งกีฬาแบบกรีซ คือใช้แข่งประสิทธิภาพของนักกีฬาคนล้วนไม่แข่งรถเทียมม้าแบบ circus maximus แต่สนามกีฬาที่นี่ไม่แข็งแรงนักจึงพังไปเลย ทำให้ลานนี้กลายเป็นตลาดกลางเมืองอยู่นานก่อนตลาดจะถูกย้ายไปอยู่ที่ Piazza Campo de’ Fioriจุดเด่นของที่นีคือน้ำพุทั้ง 3 แห่งโดยเฉพาะตรงกลางชื่อน้ำพุแห่งแม่น้ำทั้ง 4 (Fontana dei Quattro Fiumiเสร็จในปี1651) ที่เป็นฝีมือของแบร์ดินี่ (Gian Lorenzo Bernini) ปรมาจารย์ด้านการแกะสลักหินอ่อนในยุคเรเนซองส์ 

ส่วนผู้ที่ต้องการอยู่ใกล้กับปอดของเมืองโรมติดสวนสาธารณะก็ต้องย่านสวนโบกีสเซ่ Borghese (หมายเลข 5 ในรูป) ย่านนี้มีบุกคลิกเคร่งขรึมและเรียบหรู เพราะย่านนี้เปรียบเสมือนย่าน Central Park ในนิวยอร์กนั่นเอง

ที่นี่มีวิลล่าชื่อเดียวกันคือ Villa Borghese ที่น่าเข้าไปชม และต้องบอกว่าวิวโรมจากสวนโบกีสเซ่นั้นจะสวยมากเพราะสวนจะอยู่บนเนินเขาหากไปจากบันไดสเปนก็ต้องปีนขึ้นไปสุดเลยครับแล้วเลี้ยวซ้ายไปก็จะเข้าเขตสวนโบกีสเซ่
City Break ROME Part I

วิวกรุงโรมจากโรงแรม Sofitel Villa Borghese

 

2.หากต้องการความประหยัดเรียบง่าย ควรหาที่พักในย่าน Esquilino เอสกีลิโน, Celio เซลิโอ หรือ San Lorenzo ซานลอเรนโซ
สำหรับท่านที่มองหาที่พักราคาประหยัดหน่อย ไม่ว่าจะsearchโรงแรมแบบประหยัดชื่ออะไรมาก็มักจะตั้งอยู่ย่านเหล่านี้ มันอยู่ใกล้สถานีรถไฟหลักของโรมที่ชื่อ แตร์มินี่ (Termini Railway Station) และก็สะดวกเรื่องเดินทางเพราะมีรถไฟใต้ดินไปในจุดที่คุณต้องการได้ไม่ยาก ผมยังจำได้ว่าการมาโรมครั้งแรกของผมสมัยยังเรียนอยู่นั้นก็มาถึงโดยทางรถไฟ โดยตอนนั้นมาจากฝรั่งเศสแวะเที่ยวฟลอเรนซ์และเซียน่าก่อนมาถึงโรม โรงแรมที่พักตอนนั้นชื่อ พาลาติโน อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก

City Break ROME Part I 5 Esquilino

ภาพด้านบนคือ ย่าน Esquilino
3.หากต้องการย่านที่มีความความโรแมนติกแต่ไม่พลุกพล่าน
ควรหาที่พักในย่าน Trastevere ตราส์เตเวเร่ หรือ Gianicolo จานนิโคโล่

City Break ROME Part I 8

ย่านนี้อยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำไตเบอร์ Tiber คนละฝั่งกับย่านนักท่องเที่ยวที่เป็นไปด้วยความพลุกพล่าน ที่นี่เป็นย่านที่มีทิวทัศน์สวยงามโรแมนติก มีบรรยากาศแบบเรียบง่ายสบายไม่เร่งรีบแบบไม่เหมือนเมืองใหญ่ถือเป็นย่านunseenของโรมที่น่าสำรวจอีกแห่งหนึ่ง

 

City Break ROME Part I 11

จัตุรัส  Piazza Santa Maria ในย่าน Trastevere
City Break ROME Part I 10

การหาร้านอาหารกินหรือร้านกาแฟดีๆ ในย่าน Trastevere ไม่ใช่เรื่องยาก

วิวกลางคืนของโรมถ่ายจากเนินเขาแถบย่านจีอานนิโกโล Gianicolo

 

4.หากท่านชอบโบราณสถาน เห็นซากปรักหักพังแบบ Roman ruin แล้วถึงกับอ้าปากค้าง ควรเลือกอยู่ย่าน Monti

ที่นี่สงบเพราะเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวโรมันจริงๆ ที่อยู่กันมาตั้งแต่โบราณร้านค้าแบบ family-run รวมทั้งร้านอาหารที่เจ้าของทำเอง ที่นี่อยู่ใกล้สนามกีฬาโรมันที่ยิ่งใหญ่คือคลอลอสเซี่ยม และมีสถานีรถไฟใต้ดินที่จะไปส่วนอื่นๆ ของโรมไม่ยากแล้วยังไม่ไกลจากสถานที่โบราณล้ำค่า เช่น Michelangelo’s Moses, Trajan’s Forum, the Roman Forum, St. Mary Major Basilica, Nero’s DomusAurea
City Break ROME Part I 4 colosseum rome Italy

ภาพด้านบนคือ: คอลอสเซี่ยม Colosseum หรือมีอีกชื่อว่า Flavian Amphitheatre มันคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเก่าที่ผ่านร้อนหนาวมากว่า 2000 ฤดูโดยไม่ได้บุบสลายแบบที่ควรจะเป็น มันเป็นamphitheatreที่ใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างมาตั้งแต่ค.ศ. 72-80

 

นั่นแหละครับค้นหาโรงแรมในแบบที่ท่านชอบในย่านเหล่านี้ และคราวหน้าเราจะไปเที่ยวโรมกัน โปรดติดตามนะครับใน City Break Rome Part II