ไปเที่ยวทีไร…ทำไมเราถูกยุงกัดคนเดียวในกลุ่ม

 

เคยสงสัยไหมคะ ว่าเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนๆทีไร ทำไมเราถึงได้โดนยุงกัดอยู่แค่คนเดียวในกลุ่ม ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆไม่มีใครโดนเลย เรื่องนี้มีข้อมูลน่าสนใจที่จะบอกได้ว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณคิดไปเองคนเดียว แต่มันมีเหตุผลทางสุขภาพรองรับสิ่งนี้ด้วย จากการศึกษาดร. โจเซฟ เอ็ม คอนลอน นักกีฏวิทยาของสหรัฐอเมริกา ได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า “ กรณีศึกษาเหล่านี้ ทำให้ไม่ต้องมีข้อสงสัยเลยว่า ทำไมคนบางคนถึงมีความดึงดูดสำหรับยุงที่จะเข้ามากัดพวกเขาได้มากกว่า นั่นเป็นเพราะการที่เรามีสารเคมีบางอย่างหลั่งออกมาทางผิวหนัง และมีกลิ่นหอมประจำตัวในผิวของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป “ ซึ่งส่วนประกอบที่แตกต่างทางร่างกายนี้เอง ที่ทำให้คนๆหนึ่งกลายเป็นเป้าหมายยอดนิยมสำหรับยุงที่จะเข้ามาหา เนื่องจากมันได้พบแรงดึงดูดที่เกินห้ามใจจากร่างกายของคุณนั่นเอง สภาวะเหล่านี้มันคืออะไรบ้าง

 

คุณกำลังตั้งครรภ์:

ยุงที่กัดกินเลือดมนุษย์ คือยุงตัวเมีย มันมีคุณสมบัติพิเศษหนึ่งคือ มันมีความไวและชอบเป็นพิเศษกับการได้พบกับกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งยุงตัวเมียนี้จะมีตัวรับประสาทสัมผัสพิเศษหรือ nerve receptor ที่จะเป็นเหมือนเครื่องให้มันตรวจจับกาซนี้ในสภาพแวดล้อม จากการศึกษาเมื่อปี 2002 ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อผู้หญิงอยู่ในช่วงระยะเดือนท้ายๆของการตั้งครรภ์ ช่วงนั้นลมหายใจออกของผู้หญิง จะมีกาซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าในช่วงเวลาที่เธอไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ถึง 21% การวิจัยนี้ได้ช่วยอธิบายว่า ทำไมผู้หญิงตั้งครรภ์ซึ่งเข้าร่วมในการทดลองนี้ จึงมีความดึงดูดสำหรับยุงมากขึ้นเป็นสองเท่า แต่เรื่องของกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็อาจไม่ใช่แค่เหตุผลเดียวที่ทำให้คุณเป็นที่ชื่นชอบของฝูงยุงเหล่านี้ มันอาจจะเป็นเพราะว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะมีกลิ่นพิเศษอื่นๆของร่างกาย ที่จะดึงดูดให้แมลงต่างๆเข้ามาหาเธอมากขึ้นก็ได้ นี่คือการระบุของ ดร.ลอรา แฮริงตัน อาจารย์คณะของมหาวิทยาลัยคอร์เนล ที่ออกมาสนับสนุนกรณีศึกษาดังกล่าว

 

ตัวของคุณเต็มไปด้วยเหงื่อ:

 

healthmos02

 

ถ้าหากทุกครั้งที่ไปออกกำลังกายกลางแจ้งแล้วถูกแมลงกัดจนคุณรำคาญ บางทีคุณอาจต้องเปลี่ยนสถานที่หรือวิธีออกกำลังกายมาเป็นแบบอยู่แต่ในห้องยิม หรือไม่ก็เปลี่ยนไปเข้าซาวน่าแทนแล้วละ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสิ่งที่ร่างกายผลิตออกมาด้วยในช่วงออกกำลังกายก็คือกรดแลกติก มันเป็นสิ่งที่หลั่งออกมาปะปนกับเหงื่อเมื่อมีการออกกำลังกายที่หักโหม ซึ่งกรดนี้แหละที่จะเป็นแรงดึงดูดที่ฝูงยุงปรารถนา จากการระบุของคอนลอนบอกว่า เมื่อคุณมีเหงื่อออกจนเปียกชุ่มไปหมด และผสมกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติของร่างกาย ทั้งหมดก็จะเป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะความอุ่นที่เพิ่มขึ้นนี้ จะเป็นยิ่งดึงดูดยุงให้วิ่งเข้ามาหาคุณอย่างไม่ต้องรั้งรออะไรเลยทีเดียว

 

คุณมีเลือดกรุ๊ปโอ:

เหตุผลที่ยุงชอบเลือดกรุ๊ปนี้ มันก็เหมือนกับที่คุณชื่นชอบอาหารจานโปรดนั่นแหละ ยุงเหล่านี้ก็เลือกพื้นที่ๆจะตรงเข้าไปแลนดิ้งหาอาหารที่เจาะจงว่าเป็นพื้นที่ชื่นชอบของมันเหมือนกัน และอย่าลืมว่าการหาอาหารของมัน ก็คือการดูดเลือดของคุณผ่านทางเส้นเลือดนั่นเอง เรื่องนี้ได้มีการบอกไว้ในนิตยสาร Journal of Medical Entomology ว่าได้มีการพบว่า เจ้ายุงผู้กระหายเลือดนี้จะชื่นชอบเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปโอ “ดังนั้น คนเลือดกรุ๊ปโอจึงมีลักษณะพิเศษ ที่ทำให้ยุงชื่นชอบกลิ่นของพวกเขาเป็นพิเศษกว่าเลือดกรุ๊ปอื่นๆ”

 

คุณเพิ่งดื่มมา:

 

healthmos03

 

รู้สึกไหมว่า เรื่องถูกยุงกัดเป็นเรื่องที่รบกวนในช่วงเวลา happy hour ของคุณในบาร์ทุกครั้ง แต่นั่นเป็นเพราะการมีแอลกอฮอล์ในร่างกาย อาจกระตุ้นให้คุณถูกยุงกัดได้มากขึ้น การศึกษาในอาฟริกาตะวันตก ได้ลองให้อาสาสมัครสองกลุ่มที่ดื่มเบียร์กลุ่มหนึ่งและหรือดื่มน้ำอีกกลุ่มหนึ่งนั่งในพื้นที่ๆมียุง ผลที่ออกมาพบว่า“ การดื่มเบียร์จะเพิ่มระดับแรงความดึงดูดใจในเลือดให้กับยุงที่จะอยากดูดเลือดคุณมากขึ้น” นอกจากนี้ ก็ยังมีการทดลองเล็กๆที่ทำขึ้นในประเทศญี่ปุ่นที่สนับสนุนเรื่องนี้ว่า ยุงจะเข้ามาหาคนที่ร่างกายได้มีย่อยสลายของแอลกอฮอล์เกิดขึ้นในระบบการย่อย

 

ยีนของคุณทำให้มีความดึงดูดมากกว่าคนอื่นๆ:

มีการวิจัยพบว่าเรื่องของพันธุกรรมอาจมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ เช่นเดียวกับที่มันเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหลายๆอย่าง โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในลอนดอนระบุว่า การผลิตสารเคมีในร่างกายของคนบางคน จะผลิตสารเคมีป้องกันยุงที่จะเข้ามาใกล้ๆ ในขณะที่บางคนกลับมีสารเคมีที่ดึงดูดยุงเหล่านี้ให้เข้ามาหา ซึ่งผลจากการทดลองที่เกิดขึ้น ได้ถูกระบุว่ามันเป็นเรื่องของการควบคุมโดยยีนพันธุกรรมในร่างกายของเรานั่นเอง

 

ทีนี้เวลาไปไหนกับเพื่อนแล้วเขาบ่นว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็คงต้องทำความเข้าใจกับเขาหน่อยอย่าไปคิดว่าเขารู้สึกไปเอง หรือถ้าหากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับตัวคุณ หรือคุณอยู่ในข้อระบุใดๆของเรื่องนี้ก็ตาม เวลาไปไหน ก็อย่าลืมเตรียมป้องกันตัวเองด้วยการเตรียมยาทากันยุงและเลือกเสื้อผ้าให้พร้อมรับสถานการณ์ด้วย ทีนี้เที่ยวไหนก็น่าจะเที่ยวได้สนุกขึ้นแล้วค่ะ

รู้จักไลฟสไตล์เปลี่ยนคุณให้ดูเด็กลง

 

ก็ในเมื่อไม่มีใครอยากดูแก่ ก็ต้องมาเรียนรู้ไลฟสไตล์สุขภาพและความงามที่จะทำให้คุณดูเด็กลงด้วยกัน

 

เคยไหมคะเวลาไปงานเลี้ยงรวมรุ่นแล้วจะแอบนึกว่า เพื่อนคนนี้เจอทีไรก็ยังดูสวยเด็กทุกที หรือเพื่อนคนนี้ไปทำอะไรมาถึงหน้าตาผมเผ้าไปหมดขนาดนั้น ก็งานแบบนี้แหละจะบอกว่าใครดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน

 

แน่นอนที่ถึงเราจะไม่สามารถหยุดเวลาได้ แต่เราสามารถหมุนนาฬิกากลับไปให้มีเส้นผม มือและผิวพรรณที่ยังดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจริงได้ โดยที่คุณไม่ต้องทำศัลยกรรมความงาม หรือซื้อทรีทเมนท์แพงๆ หรือต้องพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือโลชั่นแบรนด์ใดๆ แค่ตรวจสอบพฤติกรรมไลฟสไตล์ประจำวัน และเพิ่มเรื่องง่ายๆเหล่านี้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

 

 

1. เลิกใช้อุปกรณ์แต่งผมที่ใช้ความร้อน: เส้นผมที่ดูเด็กลงคือผมที่มีสปริงยืดหยุ่นและเงางามเป็นประกาย แต่การใช้คีมหนีบผมหรืออุปกรณ์ม้วนลอนผมที่ต้องใช้ความร้อนสูงๆ จะทำให้เส้นผมเสียหายหรือแตกหักได้ง่ายๆ ”

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ให้เส้นผมได้พักจากการใช้เครื่องเป่าผมที่ร้อนจัด โดยการปล่อยให้ผมแห้งเองตามธรรมชาติ

 

 

2. ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดกับผิวทุกๆวัน: การทาครีมกันแดดทุกวันจะช่วยป้องกันผิวจากความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง จากการศึกษาพบว่าคนที่ทาครีมกันแดด 2-3 วันในหนึ่งสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงจากการที่ผิวจะเกิดความชราได้มากกว่าคนที่ทาครีมกันแดดประจำทุกๆวันถึงสองเท่า

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF30 เป็นค่ากันแดดที่เหมาะสมที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ ควรทามันทุกๆวันไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออกก็ตาม และให้ใช้มันบ่อยครั้งกว่าที่คุณคิดว่าต้องการ ที่เป็นแบบนี้เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้ครีมกันแดดแค่ปริมาณเพียง 1 ใน 4 ของปริมาณที่ถูกแนะนำว่าควรจะใช้ในชีวิตจริงอยู่บ่อยๆ กฎที่ควรจำของปริมาณครีมกันแดดก็คือ ครั้งละ 2 ข้อนิ้วโดยทาให้คลุมพื้นที่ผิวให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้ซึมสู่ผิวสักคครู่แล้วค่อยทาซ้ำจนได้ปริมาณที่เหมาะสม

 

 

healthlife004

 

 

3. ทาโลชั่นที่มือของคุณด้วย: ผิวที่หลังมือมีความบอบบางมาก และเสี่ยงที่จะเกิดริ้วรอยบอกวัยได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับผิวในส่วนอื่นๆของร่างกาย เมื่ออากาศที่แห้งขโมยความชุ่มชื้นไป ผิวมือของคุณก็จะดูแก่กว่าที่มันควรจะเป็น การใช้โลชั่นจะช่วยเรื่องนี้ได้ เลือกโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารกันแดด เพื่อช่วยลดความเสียหายของผิวจากแสงแดดที่ทำให้หลังมือคุณเป็นจุดสีน้ำตาลและริ้วรอยต่างๆ

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: อย่าลืมทามอยซ์เจอร์ที่มีค่ากันแดด SPF30 ที่หลังมือคุณทุกเช้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น

 

 

4. เลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดคราบฟัน: ฟันสีขาวบ่งบอกสัญญาณของสุขภาพดีและความเยาว์วัย อาหารที่มีสีคล้ำ, อาหารร้อนจัด, อาหารที่เหนียวเกินไป หรือซอสอย่างเช่นซอสบาร์บีคิว ก็เสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดคราบฟันเป็นสีคล้ำ เครื่องดื่มอย่างไวน์แดง, กาแฟและโคลา ก็ถูกระบุว่าทำให้เกิดคราบสีคล้ำที่ฟันได้ด้วยเช่นกัน

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ป้องกันฟันของคุณจากการเกิดคราบได้ไม่ยาก ทั้งยังสามารถบริโภคอาหารได้อร่อยอีกด้วย แทนที่จะใช้บาร์บีคิวซอสคู่กับอกไก่ ก็เปลี่ยนมาใช้เป็นซอสมะม่วงซัลซาหรือสมุนไพรต่างๆแทน ก็จะได้คุณค่าโภชนาการมากกว่าด้วย หรือเปลี่ยนจากการดื่มเครื่องดื่มโซดาสีเข้มๆมาเป็นแบบใสแทน

 

 

healthlife005

 

 

5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกาย จะช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนของเหลวภายในร่างกาย ทำให้ผิวดูดีขึ้น รวมไปถึงผิวรอบดวงตาของเราด้วยที่จะลดการบวมและรอยคล้ำลงได้ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ในประเทศแคนาดาที่พบว่า การออกกำลังกาย จะช่วยย้อนเวลาของผิวที่ดูชราให้เยาว์วัยลงได้ด้วย นอกจากจะได้รูปร่างที่ดีแล้ว ก็จะยังได้ผิวพรรณที่ดีขึ้นจากกิจกรรมนี้

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ให้นึกถึงข้อดีที่ว่านี้เพื่อจะออกกำลังกายให้ได้ 30 นาทีต่อวันในทุกๆวัน

 

 

6. จำกัดปริมาณโซเดียมแต่ละวัน: การบริโภคอาหารเค็มปริมาณมากเกินไป จะทำให้คุณตัวบวมเพราะร่างกายเก็บกักน้ำส่วนเกินเอาไว้ ทำให้ดูบวมฉุไปทั้งตัวโดยเฉพาะที่ผิวใต้ตา

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: กำจัดอาการท้องอืดด้วยการตระหนักถึงปริมาณโซเดียมที่แฝงอยู่ในอาหารที่คุณบริโภคเข้าไป เพราะมันจะมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในขนมปัง, ซีเรียล, เครื่องปรุงอาหาร, ซอสต่างๆ, ผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์, และแม้แต่ในขนมหวานเบเกอรี่หลายๆชนิดก็เต็มไปด้วยเกลือ

 

 

7. คุมพฤติกรรมติดมือถือให้ได้: การก้มหน้าพิมพ์ข้อความในมือถือ หรือก้มดูเฟสบุคนานๆ จะทำให้เกิดริ้วรอยย่นที่ผิวบริเวณคอ และหากคุณก้มแบบนี้เป็นประจำเป็นเวลานานๆ ริ้วรอยนั้นก็จะเป็นริ้วรอยถาวร

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ลองสังเกตดูว่าคุณพิมพ์ข้อความบนมือถือมากที่สุดที่ไหน ที่ออฟฟิศ, ในรถไฟฟ้า จากนั้นให้เอารูปของแฟน หรือรูปครอบครัว หรือสถานที่ๆคุณไปมาแล้วชอบ มาไว้ที่ระดับที่จะเงยหน้าขึ้นมามองมันบ่อยๆในขณะที่กำลังพิมพ์ข้อความในมือถือ

 

 

8. ใช้น้ำยาบ้วนปากทุกวัน: ถ้าคุณทำแบบนี้อยู่แล้วละก็ ถือว่ามาถูกทางแล้วละ น้ำยาบ้วนปากจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในซอกฟัน ทั้งช่วยทำความสะอาดเหงือกของคุณให้คุณมีฟันที่สวยสะอาด และเหงือกเป็นสีชมพูสวย ซึ่งตรงข้ามกับเหงือกสีแดงที่เป็นสัญญาณของโรคเหงือก

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ปลอดจากแอลกอฮอล์ และควรเป็นสารที่มีส่วนประกอบของธรรมชาติ

 

 

9. บริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูง: หากคุณต้องการให้เส้นผมมีสุขภาพดี ก็ต้องเริ่มจากพื้นฐาน นั่นคือการบริโภคอาหารอุดมด้วยโปรตีน เพื่อรักษาสมดุลการผลิตเส้นผมของร่างกาย เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นผม

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ผู้หญิงควรบริโภคโปรตีนให้ได้ 46 กรัมต่อวัน และมากกว่านี้หากคุณตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือเป็นนักกีฬาที่กำลังจะเตรียมเข้าแข่งขัน ตัวอย่างอาหารโปรตีนที่แนะนำเช่น ปลาแซลมอน 3 ออนซ์จะมีโปรตีน 22 กรัม ในขณะที่นมไขมันต่ำหนึ่งแก้วจะให้โปรตีน 8 กรัม

 

 

healthlife002

 

 

10. อย่าแปรงผมขณะเปียก: ถ้าคุณเลิกใช้ที่เป่าผมแบบร้อน ทั้งบริโภคโปรตีนมากขึ้น แต่เส้นผมของคุณยังบางและดูลีบแบนสีหม่นหมอง ไม่เป็นประกายเงางามแล้วละก็ คงต้องโทษพฤติกรรมหลังการสระผมของคุณ ว่าเป็นสาเหตุของปัญหานี้ นั่นคือการแปรงผมในขณะที่มันยังเปียกอยู่ซึ่งเส้นผมอยู่สภาวะที่อ่อนแอที่สุด สามารถทำให้เกิดความเสียหายที่นำไปสู่เส้นผม

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: อย่าแปรงผมขณะที่มันยังเปียกอยู่ หลังสระผมเสร็จ ให้ใช้หวีซี่ห่างๆที่มีปลายของซี่หวีแบบทื่อไม่แหลมคม หวีเบาๆทั่วศีรษะให้ผมไม่พันกัน

 

 

11. บริโภคผักใบสีเขียว: ผักเหล่านี้เป็นเหมือนแปรงสีฟันธรรมชาติ ทั้งยังอุดมด้วยไฟเบอร์เช่นผักโขม ผักกาด กะหล่ำและบร็อคโคลี จะช่วยทำความสะอาดฟัน ไฟเบอร์ของมันยังช่วยป้องกันคราบพลัคที่จะมาติดเคลือบฟันได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผิวสวยสดใสหากคุณบริโภคให้ได้วันละ 3 ครั้ง

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: ควรบริโภคผักผลไม้สดให้ได้สองถ้วยครึ่งต่อวัน นี่คือปริมาณที่นักโภชนาการแนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี

 

 

12. ควบคุมความเหนื่อย: ความเหนื่อยล้าไม่เพียงแต่จะทำให้คุณวุ่นวายในใจเท่านั้น แต่มันยังแสดงผลออกมารูปลักษณ์ภายนอกของคุณอีกด้วย นั่นคือสภาพผิวที่เกิดการแพ้ เป็นสิวรวมถึงอาการผื่นแพ้ต่างๆของผิวหนัง

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: จากการศึกษาพบว่า การเข้าสังคมและการอยู่ในโลกออนไลน์ มีบทบาทอย่างมากเกี่ยวกับความเหนื่อยล้านี้ ให้แน่ใจว่าคุณจัดเวลาได้เหมาะสมระหว่างการอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงกับการพักผ่อน

 

 

healthlife003

 

 

13. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: เมื่อเราได้หลับลึก ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่มีคุณภาพได้ดีกว่า ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้ จะช่วยระบบการซ่อมสร้างของผิวหนังให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ผิวสวยสดใสในตอนเช้า ทั้งฮอร์โมนคุณภาพนี้ ก็ยังช่วยป้องกันการเกิดสิวได้อีกด้วย

 

เพื่อความสวยย้อนเวลา: หากคุณชอบอยู่ดึกเพื่อดูรายการโปรด ก็ให้จำกัดเวลาการดูและทำตามอย่างเคร่งครัด พยายามหาสิ่งผ่อนคลายทำ เพื่อให้คุณรู้สึกสงบจากความตื่นเต้นของรายการที่เพิ่งจบไป เช่นอาจดื่มนมอุ่นๆที่ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อยสักแก้ว ก็จะช่วยให้หลับสบายขึ้น

ปฏิบัติการเพิ่มผลกำไรให้กับมื้อเจ

 

ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมที่เป็นช่วงของการกินเจ นอกจากเรื่องกลัวจะขาดสารอาหารแล้ว ก็มีหลายคนที่พูดให้ได้ยินว่า มีมื้อเจบางมื้อที่พอบริโภคแล้วก็รู้สึกว่าท้องอืด แน่นท้อง หรือถ้าขั้นหนักหน่อยก็ปวดท้องเป็นตะคริวในช่วงเวลาสั้นๆหลังจากบริโภคอาหารมื้อเที่ยง ก็เลยอยากจะมาเล่าให้ฟังเพื่อให้ได้เรียนรู้เรื่องนี้ ที่สาเหตุหนึ่งอาจมาจากการที่เราได้นำอาหารที่ไม่มีความลงตัวในศาสตร์ของการผสมผสานอาหารมารวมเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง

 

 

เรื่องราวของศาสตร์แห่งการผสมผสานอาหารหรือ food combination คือการรวมกันของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของโภชนาการ เพื่อให้เราเข้าถึงสภาวะทางเคมีของอาหารที่บริโภคเข้าไปและมันถูกจับให้ผสมผสานกันในกระบวนการย่อย การจับคู่อาหารที่มีส่วนประกอบสอดคล้องกัน ก็จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด ได้พลังงานเต็มที่และมีการย่อยสลายของอาหารที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องอัตราส่วนของสารอาหารที่ถูกย่อย และความหลากหลายของเอนไซม์ที่จะได้รับก็ครบถ้วนกว่าด้วย

 

 

กฎของการผสมผสานอาหาร ( Food Combination Rules)

 

healthvegetable003

 

สิ่งที่ควรรู้ก็คือ ร่างกายของเรามีความสามารถในการย่อยอาหารแต่ละชนิดได้ไม่เท่ากัน การเข้าใจการผสมผสานอาหารเบื้องต้นข้อนี้จะช่วยลดปัญหาให้ง่ายขึ้น และความสามารถในการย่อยอาหารของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันด้วย ในขณะที่บางคนสามารถย่อยอาหารที่บริโภคเข้าไปได้ง่ายๆไม่มีปัญหา แต่ระบบการย่อยของบางคนก็เกิดการสะดุด และมีอาการท้องอืดเมื่อบริโภคอาหารที่ไม่ได้มีการผสมผสานตามหลักที่เหมาะสมนั้นๆ กฎง่ายๆของการผสมผสานอาหารก็คือ: 1. หากคุณรู้สึกว่ากินเจแล้วท้องอืด ก็ไม่ควรผสมผสานอาหารแป้งและโปรตีนเข้าด้วยกัน เพราะจะทำให้ระบบการย่อยทำงานช้าลง ทั้งอาจทำให้เกิดการหักล้างกันของสารอาหารที่มีประโยชน์ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ จึงควรให้เวลาในการวางแผนผสมผสานอาหาร และควรมีออกแบบล่วงหน้าหากอาหารมื้อนั้นของคุณมีแป้งหรือโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลัก 2.หลังจากที่รู้ว่าส่วนประกอบหลักของอาหารจานนั้นของคุณคืออะไรแล้ว ก็สามารถเติมผักลงไปได้หลากชนิดตามที่คุณชอบ แต่ให้เก็บผักที่เป็นกลุ่มแป้งอย่างเช่นมันฝรั่ง ข้าวโพด มันต่างๆ ควินัว ฯลฯ เอาไว้ใช้สำหรับเมนูที่เป็นแป้งเป็นหลักเท่านั้น ไม่ควรนำมันมาผสมผสานกับเมนูที่ใช้โปรตีนเป็นหลัก 3. ให้บริโภคผลไม้ต่างๆแยกออกมาต่างหาก ไม่ควรผสมผสานมันเข้าไปในอาหารจานนั้น และควรบริโภคก่อนหรือหลังมื้ออาหารของคุณเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง

 

 

อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องทำตามกฎเหล่านี้ตลอดเวลา แต่ให้นึกถึงมันเอาไว้ในช่วงระหว่างวัน เมื่อคุณต้องการตัวช่วยพิเศษเกี่ยวกับเรื่องของระบบการย่อยที่ดี

 

 

ความเหนื่อยล้าประจำวันกับระบบลำไส้ของคุณ:

มีการศึกษาหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ความเหนื่อยล้า คือสาเหตุหนึ่งของการชลอตัวลงของแบคทีเรียชนิดดีที่มีในระบบการย่อย และในเดียวกัน ความเหนื่อยนี้ก็จะไปเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดเลวที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อให้มากขึ้นด้วย และเมื่อสุขภาพที่ดีของระบบย่อยอาหารของร่างกายมีบทบาทสำคัญกับความงาม สิ่งนี้จึงส่งผลไปถึงผิวพรรณที่ดูสวยกระจ่างใส, น้ำหนักตัวที่เหมาะสม, อารมณ์รื่นรมย์มีความสุข, และระบบภูมิคุ้มกันที่ดี เมื่อทุกอย่างต่อเนื่องกันไปหมด นอกจากการวางแผนการกินเจเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดีแล้ว จึงสำคัญที่เราจะต้องวางความเหนื่อยล้าจากพฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวันลงให้ได้ ด้วยการฝึกหัดหาพื้นที่สงบผ่อนคลายให้กับชีวิตของเราด้วยในแต่ละวัน พื่อให้ระบบการย่อยมีประสิทธิภาพไม่เกิดการแปรปรวน

 

 

เติมขมิ้นและพริกไทยดำลงในเมนูเจ:

 

healthvegetable004

 

ขมิ้นและพริกไทยดำ เป็นเครื่องเทศสองชนิดที่ไม่ได้ถูกห้ามในการกินเจ และเมื่อสองสิ่งนี้มาอยู่คู่กัน ก็จะเกิดผลดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่าการอยู่เดี่ยวๆอย่างมาก เพียงผงขมิ้นป่นจำนวนเล็กน้อยถูกโปรยลงในอาหาร ก็จะไปเติมผลกำไรแห่งความงามที่สำคัญๆให้คุณอย่างมากมาย รวมถึงช่วยลดการติดเชื้อและช่วยเพิ่มปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระให้ด้วย และหากคุณใช้มันร่วมกับพริกไทยดำป่นแล้วละก็ การศึกษาพบว่ามันจะเพิ่มการดูดซึมคุณสมบัติดีๆของขมิ้นที่จะเข้าสู่ร่างกายให้มากขึ้นอย่างมหัศจรรย์ถึง 2000 % เลยทีเดียว แม้จะเป็นพริกไทยดำป่นเพียงเล็กน้อยที่ถูกผสมลงไป นี่คือเคล็ดลับความงามและสุขภาพดีที่ทำได้ไม่ยากในการกินเจนี้

 

 

เติมพลังเตรียมรับฤดูหนาวให้สมูตตี้เจ:

เพิ่มพลังให้กับสมูตตี้หวานๆง่ายๆแบบธรรมดาที่เคยดื่มในช่วงหน้าร้อน เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้รับมือกับสภาวะอากาศที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูหนาว ด้วยการเติมเมล็ดเจีย ( chia seed) 1-2 ช้อนโต๊ะ ลงในสมูตตี้รสโปรดของคุณทุกๆแก้ว วิธีนี้จะเพิ่มพลังให้กับร่างกาย ทั้งยังทำให้คุณมีผิวพรรณที่ดีขึ้นในช่วงหน้าหนาวนี้ด้วย เมล็ดเจียอุดมด้วยกรดไขมันที่มีประโยชน์สำหรับผิวสวย ช่วยต้านการติดเชื้อและฟื้นฟูแร่ธาตุในร่างกาย ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยให้คลายความเหนื่อยล้า แค่คุณบริโภคมันให้ได้ในปริมาณ 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน

 

 

เตรียมร่างกายให้พร้อมกับมื้อเจ:

กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ระบบการย่อยที่พร้อมและการมีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ก็คือการที่จะต้อง “ตั้ง”ระบบการย่อยที่ดีให้กับตัวเองก่อนมื้ออาหาร ด้วยการดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง 15 นาทีก่อนที่จะบริโภคอาหาร การทำแบบนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับลำไส้และระบบการย่อยของคุณ และนอกจากนี้ คุณต้องตัดจากการวุ่นวายกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ทีวี และความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงทำงานก่อนหน้านี้ด้วย ก็แค่หายใจลึกๆเพื่อลดความเหนื่อยล้าที่มีอยู่ และใช้ชีวิตกับปัจจุบันว่านี่คือถึงเวลาอาหารที่คุณต้องหยุดคิดเรื่องงานได้แล้ว เมื่อทำแบบนี้ได้คุณก็จะสามารถนั่งลงที่ร้านและเลือกอาหารที่ดีต่อร่างกายได้ โดยปราศจากอารมณ์ด้านลบมาทำให้เกิดความผิดพลาด ลองทำแบบนี้ทุกครั้งก่อนนั่งลงบนโต๊ะอาหารสักสัปดาห์ แล้วจะสังเกตพบความแตกต่างของระบบการย่อยที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นมื้อใดก็ตาม

 

 

บริโภคผักในตระกูลกะหล่ำให้มากขึ้น:

 

healthvegetable005

 

ผักกะหล่ำชนิดต่างๆ รวมทั้งบร็อคโคลี, กะหล่ำปลี, ผักกวางตุ้ง ฯลฯ เหล่านี้ถูกจัดว่าเป็นอาหารซูเปอร์ฟู้ดของความงาม และทำให้มีสุขภาพดี ช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายต่างๆให้กับผู้หญิง เพราะผักในตระกูลนี้มีสารชื่อว่า ไอโซไธโอไซยาเนท (isothiocyanates) ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้น Nrf2 ในร่างกาย ซึ่ง Nrf2 นี้ คือโปรตีนในเซลล์ของร่างกาย ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เกิดการขจัดสารพิษ ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระและการอักเสบติดเชื้อต่างๆในเซลล์ ปัจจุบัน สารนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการอุตสาหกรรมยา ว่ามันอาจเป็นตัวช่วยของร่างกายในแนวทางป้องกันโรคต่างๆได้ นอกจากนี้ ผักในตระกูลกะหล่ำก็ยังช่วยขจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินของร่างกาย ที่จะไปเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ได้อีกด้วย

 

 

จิบชาสมุนไพรช่วยระบบการย่อย:

อย่าลืมตุนชาสมุนไพรไว้ในครัวเพื่อช่วยระบบการย่อยอาหาร สิ่งนี้ยังช่วยให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง เลือกชาขิงออร์แกนิก ที่มีสารช่วยการผ่อนคลายของกระเพาะอาหาร และช่วยคลายอาการของอาหารไม่ย่อย หรือคุณอาจทำชาสมุนไพรนี้ด้วยตัวเอง โดยผสมเมล็ดยี่หร่า (fennel) เข้ากับผงลูกกระวาน ( cardamom) และผงขิงอบแห้งที่หาซื้อได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาใส่ลงในชาแดงหรือ ( rooibos tea)ที่ปลอดคาเฟอีนและอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

 

 

ยืดหยุ่นกับการเตรียมอาหารเจ:

 

healthvegetable002

 

หลายคนบอกว่า การเตรียมอาหารเจเป็นเรื่องยุ่งยาก ซึ่งถ้าจะพูดอย่างซื่อสัตย์ เราก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีใครสนุกกับการต้องเตรียมและทำอาหารประจำวัน เมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยและไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหารเจหรืออาหารธรรมดาๆ เพราะมันเป็นเวลาที่คุณต้องการพักผ่อนมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเราก็ต้องการอาหารที่มีประโยชน์ สิ่งที่จะทำให้คุณประนีประนอมกับสองเรื่องนี้ได้ก็คือ การหาข้อมูลร้านอาหารเจที่มีคุณภาพดีจริงๆ หรือซื้อผักผลไม้สดแบบที่เตรียมพร้อมปรุง เพื่อลดขั้นตอนการทำอาหารให้สั้นลง การใช้แอพช้อปปิ้งสินค้าอาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ต ก็สามารถช่วยลดเวลาการจ่ายของเหล่านี้ให้คุณได้ สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องวางแผนล่วงหน้าว่ามื้อไหนจะบริโภคอะไร ทีนี้คุณก็จะมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นและได้รับสารอาหารที่ดีเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมหรือทำอาหารด้วยตัวเองทุกครั้ง

 

 

สุดท้ายก็คือเตือนกันว่า อาหารต้องห้ามสำหรับการกินเจได้แก่ กระเทียม หอม กุ้ยช่าย อาหารรสจัด ซึ่งเป็นอาหารที่มีกลิ่นรุนแรงทำให้มีผลต่ออารมณ์ นอกจากนี้ การกินเจให้สุขภาพดีก็คือการควบคุมปริมาณอาหารทุกอย่างให้เหมาะสม เลี่ยงของทอดและแป้งที่จะเพิ่มน้ำหนักตัว รวมทั้งอาหารมันจัด รสเค็มจัด และควรล้างผักผลไม้ที่บริโภคให้แน่ใจว่าสะอาดจริงๆ และอย่าลืมการออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตจากอาหารเจได้สะดวกขึ้น หวังว่าเรื่องราวที่เล่าในวันนี้ จะช่วยให้กินเจแบบสุขภาพดีด้วยกันทุกท่านนะคะ

ดื่มน้ำผสมน้ำมะนาวมากเกินไป…ให้ระวังผลข้างเคียง

 

เคยเล่าเรื่องเครื่องดื่มตอนเช้าตื่นนอนใหม่ๆ ทั้งเรื่องน้ำเปล่า น้ำผสมน้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ มาแล้ว ทีนี้เป็นเรื่องของน้ำผสมน้ำมะนาวบ้าง มีข้อควรระวังที่คุณควรรู้ว่ามันอาจทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้กับคุณ

 

 

ฟันกร่อน: การดื่มหรือบริโภคเครื่องดื่มและอาหารที่มีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป เช่นน้ำมะนาว จะทำให้เกิดปฏิกิริยากัดกร่อนของกรดขึ้นกับฟันของเรา กรดจากน้ำมะนาวจะไปกัดกร่อนผิวของเคลือบฟัน ทำให้ฟันอ่อนไหวหรือไวต่อสิ่งกระทบมากขึ้นเพราะเคลือบฟันบางตัวลง โดยเฉพาะเมื่อบริโภคของร้อนหรือเย็นจัด ทำให้เสียวฟันได้ แนะนำว่าควรดื่มเครื่องดื่มรสเปรี้ยวพวกนี้โดยการใช้หลอดดูดจะดีกว่า เพื่อช่วยป้องกันฟันของคุณ และถ้าหากพบว่าฟันของคุณได้กร่อนไปเรียบร้อยแล้วละก็ ควรไปปรึกษาทันตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการทำทรีทเมนท์แก้ไขโดยเร็ว

 

อาการแสบร้อนกลางอกหรือฮาร์ทเบิร์น (Heartburn): การดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำมากเกินไป จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการแสบร้อนกลางอกหรือฮาร์ทเบิร์น และถ้าหากคุณเคยเป็นแบบนี้อยู่แล้วแต่เดิม ก็จะเท่ากับไปเพิ่มให้อาการนี้เป็นมากขึ้นอีก เพราะอาการฮาร์ทเบิร์นนี้ เกิดขึ้นจากกรดน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เกิดการไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารอันเป็นอวัยวะเนื้อเยื่อบอบบางไม่สามารถทนต่อกรดได้ จึงเกิดการอักเสบและเจ็บปวดจากการถูกกัดกร่อนของกรดดังกล่าว กระบวนการนี้เราจะรู้จักกันในชื่อว่ากรดไหลย้อนหรือ reflux ที่จะทำให้เกิดความเจ็บปวดและแสบร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ขึ้นในช่องอกจากการถูกกัดกร่อน สิ่งที่จะลดอาการนี้ได้ก็คือ งดหรือลดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีสภาพเป็นกรด ก็จะช่วยป้องกันและลดอาการนี้ลง

 

 

lemonhealth002

 

 

ปัสสาวะบ่อยและร่างกายเกิดอาการขาดน้ำ: จริงๆแล้วกรณีนี้จะพบได้น้อยมาก แต่สิ่งที่ต้องรู้ก็คือ น้ำที่ผสมน้ำมะนาวนี้ สามารถทำให้เกิดอาการนี้ขึ้นได้ เนื่องจากในมะนาวจะมีวิตามินซี ซึ่งเป็นรูปแบบของกรดแอสคอร์บิกชนิดหนึ่งอยู่ในปริมาณสูง กรดชนิดนี้จะเป็นที่รู้กันว่า มันมีคุณสมบัติในด้านการขับปัสสาวะ ซึ่งหมายความว่ามันจะไปเพิ่มการผลิตปัสสาวะของไตให้มากขึ้น ทำให้ของเหลวและโซเดียมในร่างกายถูกขับออกมากและเร็วเกินไป และยิ่งถ้า ในน้ำมะนาวปกติที่เราดื่มอยู่ ซึ่งทำจากปริมาณน้ำมะนาวขนาดปานกลางนั้น ได้มีการเติมชิ้นมะนาวฝานเพิ่มลงไปด้วย ก็จะยิ่งเท่ากับเพิ่มคุณสมบัติข้อนี้ให้น้ำมะนาวของคุณมากขึ้นไปอีก ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าร่างกายขาดน้ำหลังจากที่ได้ดื่มน้ำมะนาวรสจัดๆมาแล้วละก็ ให้พิจารณาการลดปริมาณน้ำมะนาวที่ผสมในนั้นลงในครั้งหน้า

 

เรื่องควรรู้ : อย่าดื่มมะนาวผสมน้ำเพื่อใช้บำบัดปัญหาสุขภาพ ถ้าคุณมีโรคประจำตัวและต้องบริโภคยาบางชนิดเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวเรื่องนี้ก่อน และถ้าพบว่ามีผลข้างเคียงใดๆเกิดขึ้นหลังจากที่ดื่มแล้วละก็ ให้หยุดดื่มมันทันที และถ้ายังมีอาการของผลข้างเคียงยังมีอยู่ก็ให้ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

 

แต่ถ้าหากคุณดื่มน้ำผสมน้ำมะนาวที่ว่านี้ เพื่อจุดประสงค์ที่จะให้ได้วิตามินซีเพื่อดูแลสุขภาพตามปกติแล้วละก็ พึงระลึกอยู่เสมอว่าคุณสมบัติเรื่องวิตามินซีในน้ำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสูญหายไปได้ง่ายมาก ให้ทำเครื่องดื่มโดยใช้น้ำแค่ครึ่งแก้วกับมะนาวไม่เกินครึ่งผล แล้วดื่มมันให้หมดในคราวเดียวอย่าทิ้งไว้แล้วมาดื่มต่อ

 

(ภาพประกอบ: pixabay.com