ALLiwant TOKYO สกินแคร์จากญี่ปุ่น เผยภาพลักษณ์ผู้ชายดูดีในชีวิตจริง

หลังจากเปิดตัวและได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น ALLiwant TOKYO ก็ได้ให้ความสนใจในไลฟ์สไตล์ของหนุ่มๆ ชาวไทย ทำให้ตอนนี้เวลานี้บินตรงเข้ามาวางจำหน่ายในไทยแล้วด้วยค่ะ

ว่าด้วยเรื่องไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของหนุ่มๆ สมัยนี้ ดูแล้วมีทั้งความสนุกสนานและท้าทายมากกว่าแต่ก่อน ของอย่างนี้ยังขี้นอยู่กับช่วงอายุและหน้าที่การงานของพวกเขาด้วยน่ะสิคะ สรุปคือ…แม้ชีวิตในแต่ละวันจะดูรีบเร่งหรือออกจะยุ่งๆ แต่อย่างไรซะ #ภาพลักษณ์ความดูดีต้องมาเป็นที่หนึ่ง

ALLiwant Tokyo Skincare 1

ALLiwant Tokyo Skincare 2

ALLiwant TOKYO แบรนด์ผลิตภัณฑ์สกินแคร์พรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อผู้ชายยุคใหม่ ได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยกูรูความงามชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจชื่นชอบจากของลูกค้า ดารา นักแสดง นักร้องชื่อดังในประเทศญี่ปุ่นมากมาย เรื่องราวของแบรนด์ ALLiwant TOKYO ได้เริ่มขึ้นเมื่อ ‘คุณชินโนะสุเกะ ยามาดะ’ CEO บริษัท ALLiwant TOKYO ผู้ค้นคว้าวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อผู้ชายยุคใหม่ โดยพิถีพิถันคัดสรรวัตถุดิบ เสริมด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการความงาม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมที่สุดออกจำหน่าย

ALLiwant Tokyo Skincare 3 Series

จากประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้คุณชินโนะสุเกะ ยามาดะ อยากจะคิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เพื่อผู้ชายยุคใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้ชายญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน และทราบถึงความต้องการของผู้ชายทุกวัย ที่หันมาใส่ใจดูแลตัวเอง รวมไปจนถึงการดูแลผิวหน้า โดยผลิตภัณฑ์ ALLiwant TOKYO มีจุดเด่นในเรื่องของผลลัพธ์ผิวสุขภาพดีที่ชัดเจน หลังการใช้เป็นประจำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Gen-Men’s Skincare”

#เปิดตัวผลิตภัณฑ์พระเอก #เกิดมาเพื่อผู้ชายยุคนี้

ALLIWANT SUPERSTAR BLACK

ALLiwant SUPERSTAR BLACK เพราะผิวผู้ชายส่วนใหญ่ภายนอกจะมีความมัน แต่กลับขาดน้ำภายในชั้นผิว ALLiwant TOKYO จึงคิดค้น ALLiwant SUPERSTAR BLACK MOISTURE เซรั่มเนื้อโลชั่นบางเบา ทว่าเข้มข้นด้วยสารบำรุงจากธรรมชาติหลัก 2 ชนิด ไฮยารูลอน และอิลัสติน ที่จะเสริมการทำงานเข้าด้วยกัน ตรงเข้าบำรุง ฟื้นฟู คืนความนุ่มชุ่มชื้นสู่ผิวหน้าผู้ชายได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ทำให้หน้ามัน แต่กลับทำให้ผิวนุ่ม ดูสุขภาพดี (ขนาด 115 มิลลิลิตร ราคา 1,690 บาท)

ALLIWANT SUPERSTAR SILVER

ALLiwant SUPERSTAR SILVER ยุคนี้ไม่เพียงแต่สาวๆ เท่านั้นที่ต้องการความขาวกระจ่างใส หนุ่มหล่อยุคใหม่ก็สามารถสร้าง ‘ออร่า’ เปล่งประกายความขาวใสได้ไม่ยาก ด้วย ALLiwant SUPERSTAR SILVER BRIGHTENING เซรั่มน้ำใส ทว่าเข้มข้นด้วยสารบำรุงหลักสุดพิเศษจากท้องทะเล 2 ชนิด สารสกัด Sea Blest White จากสาหร่ายทะเล (Algae Extract) และสารสกัด Algo White จากพืชตระกูล Ascophyllum Nodosum ที่ถูกผสมผสานเข้าด้วยกัน เป็นซุปเปอร์เซรั่มน้ำใส บำรุงผิวหน้าให้ขาว กระจ่างใส ดูมีออร่า น่าหลงใหล (ขนาด 115 มิลลิลิตร ราคา 1,690 บาท)

ALLIWANT SUPERSTAR GOLD

ALLiwant SUPERSTAR GOLD ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผิวหน้าของผู้ชายจะได้รับการดูแลไปพร้อมๆ กับภารกิจ และกิจกรรมหนักๆ ในแต่ละวัน ความเครียด การพักผ่อนน้อย และมลภาวะ คือสาเหตุที่ทำให้ผิวเสื่อม หย่อนคล้อย ดูแลด้วย ALLiwant SUPERSTAR GOLD ELASTICITY ซุปเปอร์เซรั่มเข้มข้นด้วยสารบำรุงหลัก 2 ชนิด Oslift สารสกัดจากเมล็ดข้าวโอ๊ต และSuberlift สารสกัดจากเปลือกต้นโอ็ค ที่มุ่งเน้นการบำรุงเรื่องการยกกระชับ และเต่งตึง ทำให้ผิวหน้าแข็งแรง เข้ารูป เป็นหนึ่งในบุคลิกของผู้ชายสมบูรณ์แบบในอุดมคติของใครหลายๆ คน (ขนาด 115 มิลลิลิตร ราคา 1,690 บาท)

 

#จะซื้อให้ผู้ชาย หรือ #ให้ผู้ชายซื้อเอง ก็ต้องมาที่นี่ค่ะ…เคาน์เตอร์แบรนด์ ALLiwant TOKYO ห้างสรรพสินค้า ZEN, เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์เกตย์ และร้านจำหน่ายเครื่องสำอางชั้นนำทั่วไป หรือสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ www.central.co.th โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-015-1212 และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.Facebook.com/ALLIWANTThailand/

 

ภาพผลิตภัณฑ์ : ลิขสิทธิ์แบรนด์

 

City Break Paris Part XIV

By Pusit Sansopone

เบรกเที่ยวในกรุงปารีส ตอนที่ 14
อาหารเช้าในปารีส (ตอนจบ)

แบบไม่ธรรมดา
ความหมายของอาหารเช้าแบบไม่ธรรมดาที่ปารีส มันก็คือแบบที่มันแปลกออกมาสักหน่อย เช่นปกติแล้วที่ฝรั่งเศสจะไม่นิยมกินไข่เป็นอาหารเช้า เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปภาคพื้นทวีปที่ทานอาหารเช้าแบบ continental breakfast ดังนั้นถ้าร้านไหนมันโดดเด่นจัดอาหารเช้าแบบเต็มที่มีไข่ ผมก็ถือว่ามันเป็นแบบไม่ธรรมดาแล้ว หรืออะไรที่มันมีความ Unique หรือเก๋ไก๋ไม่ธรรมดาก็อยู่ในหมวดนี้

1. แบบแพนเค้ก (Galette with andouille) แพนเค้กฝรั่งเศสกับไส้กรอกหมูอานดูอี่
ว่ากันว่าต้นตำรับแพนเค้กแบบอเมริกันก็คือเครปของฝรั่งเศส แต่ต้นตำรับเครปของฝรั่งเศสมาจากเขต Brittany หรือ Breton ซึ่งเคยถูกปกครองโดยอังกฤษมาก่อน และความที่คนอังกฤษนิยมทานอาหารเช้าแบบชุดใหญ่มีไข่มีไส้กรอกหรือแฮม ก็เป็นไปได้ว่าเป็นที่มาของอาหารที่ขึ้นชื่อของBreton จานนี้

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 20

มาทำความรู้จักกับแพนเค้กฝรั่งเศสที่มีอยู่ 2 แบบครับ
แบบแรกก็คือเครป Crêpes จะใช้แป้งแบบทำจากข้าวสาลี หรือ Wheat Flour ที่จะทำได้แผ่นบางมักใช้ทาหรือเติม filling ที่ใช้ทานเป็นของหวาน (sweet) มีต้นตำรับมาจากทางเหนือของบริตานี่(Basse -Bretagne)ที่ขึ้นชื่อก็คือ”Suzette”
แบบที่สองก็คือกาแร๊ต Galettes ใช้ทานเป็นของคาว (Savory) มักใช้แป้ง Buckwheat ที่จะทำให้สีออกเข้มขึ้นและแผ่นจะหนาหน่อย มีต้นตำรับมาจากทางเหนือของบริตานี่ (Haute-Bretagne)

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 15

และจานที่ผมแนะนำนี้ต้องทานกับไส้กรอกหมูชื่อดังของบริตานี่ก็คือ Andouille de Guémené ซึ่งต้นตำรับก็มาจากแถวหมู่บ้าน Guemene โดยลูกชาวนาที่ชื่อ Joseph Quidu, คิดสูตรนี้ขึ้นมาเมื่อปี1930 ทำจากไส้หมูและเนื้อหมูส่วนท้องนำมารมควัน ใครมาแถบนี้ต้องแวะกินหรือซื้อกลับบ้านกัน เหมือนเราไปแวะซื้อแหนมที่ขอนแก่นนั่นแหละครับ

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 10

จานข้างบนนี้คือกาแร๊ตกับไส้กรอกอานดูอี่และแอ๊ปเปิ้ล

ทีนี้ถ้าเราจะทานเป็นอาหารเช้าหรือมื้อสายแบบ Brunch ที่ถูกต้องตามวัฒนธรรมของเขา เราต้องทานคู่กับ Apple cider ครับ ให้สั่ง Sorre cider ไม่ใช่น้ำส้มหรือน้ำผลไม้แบบอื่น เพราะบริตานี่หรือนอร์มงดีคือแหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่มีชื่อที่สุดของฝรั่งเศส และเนื่องจากเราอยู่ในปารีสร้านที่จะแนะนำให้ไปทานอาหารจานนี้ก็คือ ร้าน Bretons Crêperie, 56 Avenue de la République, 75011 Paris

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 18

2. อาหารจานไข่

อย่างที่บอกว่าโดยวัฒนธรรมและคนฝรั่งเศสไม่นิยมทานไข่เป็นอาหารเช้า เพราะที่นี่เป็นสไตล์ Continental ฺBreakfast การทานไข่จึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดาไปโดยปริยาย แต่ถ้าผมจะแนะนำร้านที่ขายอาหารเช้าแบบอังกฤษหรืออเมริกันที่ขายไข่ดาวเบคอนมันก็ธรรมดาไปครับ เรามาทานไข่แบบฝรั่งเศสดีกว่า นี่เลยครับขอให้สั่ง oeufs en cocotte เอิฟอองโก๊ต หรือไข่อบในถ้วยเซรามิคแบบ Ramekins ซึ่งเค้าจะผสม Cheeseหรือมัสตาดและอื่นๆ มีหลายสูตร น่าสนใจ

oeufs en cocotte เอิฟอองโก๊ต

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 22

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 19

หรือบางครั้งก็จะดัดแปลงมาอบในขนมปัง คล้ายกับที่เวลาเราไปทานซุป Clam Chowder แถวนิวอิงแลนด์

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 9

หรือสำหรับคนที่ชอบไข่ลวกที่ฝรั่งเศสจะมีจานไข่ที่เรียกว่า oeufs à la coque เอิฟอาลาคอ๊ก คือเขาจะไม่กินไข่ลวกอย่างเดียวแต่มักจะมีtoastหรือแฮมหั่นเป็นแท่งหรือผักที่ใช้dipลงไปในไข่ลวกแล้วจึงกิน

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 11

oeufs à la coque เอิฟอาลาคอ๊ก

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 17

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 21

Crème Brulee French Toast ปกติ French Toast จะจุ่มไข่กับนมและลงกะทะแต่สูตรนี้จะจุ่ม Crème Brulee

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 14

Caprese Eggs Benedict ดัดแปลงมาจาก Caprese สลัดที่มีมะเขือเทศใบโหระพาอิตาเลี่ยนและมอสซาเรล่าสดที่ทำจากนมกระบือ โดยมาใส่ไข่แบบ Poach Egg และราด Hollandaise Sauce

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 1

Croissant Croque Madame ดัดแปลงมาจาก Croque Madameที่ใช้toastกับ Gruyere Cheese

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 5

อาหารจานไข่ในปารีส ขอแนะนำให้ไปที่ร้าน Eggs & Co 11 rue Bernard Palissy, อยู่เขต 6th ย่านแซงแฌแมงเดเพร Saint-Germain-des-Prés

หรือหากอยูในเขต 10 ให้ไปลองที่ร้าน Holybelly 5 Rue Lucien Sampaix, 75010 Paris, France ซึ่งทำอาหารจานไข่ได้อร่อยและขนมปังก็สดใหม่สั่งจากร้านดังชื่อ Du Pain et Des Idées ที่อยู่ไม่ไกล และทีเด็ดที่นี่ต้องลองสั่ง ไส้กรอกดำ ทำมาจากเลือดหมูที่เรียกว่า บูแดง boudin noir sausage

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 7

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 2

3. อาหารเช้าแบบปิกนิก
ให้ไปที่ร้าน Claus ร้านแบบ Specialty Store for Breakfast อยู่ในเขต 1 (ตอนนี้น่าจะมีมากว่า1สาขา) เป็นร้านอาหารที่เน้นอาหารเช้าหรือเรียกว่า Dedicated to Breakfast เลยครับ “l’épicerie du petit-déjeuner”, ร้าน Claus ถือเป็นร้านแบบ Delicatessen ที่ชำนาญอาหารเช้าโดยเฉพาะ สำหรับคู่หนุ่มสาวที่มีความโรแมนติกต้องการสั่งอาหารเช้าใส่ตะกร้าไปกินแบบปิกนิกกับแฟนที่ริมแม่น้ำเซน เปลี่ยนบรรยากาศให้มาที่นี่เท่านั้นรับรองไม่ธรรมดาแน่นอนครับ

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 13

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 12
4. อาหารเช้าแบบเข้าฉาก Painting ของเหล่าศิลปินดัง
สุดท้ายคงต้องแนะนำร้าน Le Consulat 18 Rue Norvins, 18ème คือต้องบอกว่าร้านที่จะแนะนำนี้ไม่ได้สมัยใหม่หรือมีเมนูโดดเด่นมากมาย มันได้บรรยากาศมากๆ ทำให้อาหารมื้อเช้าของท่านเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมและยังเป็นการตามรอยเหล่าจิตรกรและศิลปินชื่อดังอีกด้วย
อยู่ที่ย่าน Butte Montmartre ในสมัยก่อนก็เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่เหล่าศิลปินก่อนดังจะมาใช้เป็นที่พักพิงและวาดรูปขาย ซึ่งศิลปินก่อนดังพวกนั้นก็รวมทั้ง Pissarro, Sisley, Cézanne, Toulouse-Lautrec, Renoir, Monet, Zola et Vincent Van Gogh ที่กลายเป็นศิลปินระดับปรมาจารย์ในเวลาต่อมา และแน่นอนว่าเหล่าศิลปินนั้นถ้าขายภาพได้มีเงินขึ้นมาก็ต้องฉลองโดยเฉพาะที่โรงเตี๊ยมและไวน์บาร์ที่ชื่อ La Bonne Franquette ที่เปิดมา 400 ปีแล้วเคยบันทึกไว้ว่าได้เคยต้อนรับศิลปินเหล่านี้ทุกคน

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 3

แต่เนื่องจากเรากำลังแนะนำเรื่องอาหารเช้าไม่ใช่ไวน์ก็เลยขอแนะนำร้าน Le Consulat เลอ กองซูลา ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้าน La Bonne Franquette ซึ่งก็เป็นร้านกาแฟเก่าแก่มากๆ เช่นกัน ถือเป็น Historic Café ของปารีส ซึ่งมีศิลปินดังๆ ในอดีตมากินอาหารเช้าที่นี่และร้านนี้ยังปรากฏในรูปPainting ของศิลปินดังมากมาย ผมก็เลยอยากแนะนำถ้าคุณจะต้องมาเที่ยวมงมาร์ตอยู่แล้ว

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 16

ที่มี Setting และLocation แบบทำให้เรานึกถึงหนังฝรั่งเศสหลายเรื่องที่ถ่ายทำย่านมงมาร์ต ซึ่งโดยเฉพาะเรื่อง Amélie ที่ได้หลายรางวัลยอดเยี่ยมนำแสดงโดย Audrey Tautou แม้ว่าในหนังเธอจะแสดงเป็น Waitess อยู่อีกร้านนึงใกล้ๆ กันที่ชื่อ Café des2 Moulins แต่ไม่ดังเท่า Le Consulat ที่มักจะเต็มตลอดในวันที่อากาศดีๆ ถ้าเราไม่ไปแต่เช้าจริง ก็ถ้าเราได้นั่งจิบกาแฟบนterraceที่มี backdrop เป็น Sacré-Cœur แถมยังเป็นร้านประวัติศาสต์ของกรุงปารี มันไม่ธรรมดาแน่นอนครับ
Le Consulat 18 Rue Norvins, 18ème

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 8

บรรดารูป Painting ที่มีร้าน Le Consulat

City Break Paris French Breakfast Pancake & Egg 6

 

Clarins ออกเซรั่มรุ่นที่ 8 Double Serum มาเต็มทุกประสิทธิภาพ #รหัสลับหยุดเวลาผิว

จากแนวคิดเริ่มต้นของ Jacques Courtin-Clarins ในปี 1985 ซึ่งต้องการคิดค้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของคลาแรงส์ บรรจุส่วนผสมที่จะทำให้ผิวของเราดูมีสุขภาพผิวดีขึ้น แลดูอ่อนเยาว์ โดยผู้เชี่ยวชาญได้นำ 2 สูตรแห่งนวัตกรรมการเลียนแบบธรรมชาติ สู่สุดยอดส่วนผสมที่ลงตัวในรูปแบบของน้ำและน้ำมัน ช่วยชะลอความร่วงโรยแห่งผิวพรรณ ฟื้นคืนผิวอ่อนเยาว์ และช่วยบำรุงผิวให้มีชีวิตชีวาขึ้น

The one. The only. The new #DoubleSerum.

A post shared by Clarins Official (@clarinsofficial) on

เพื่อให้ได้มาซึ่ง #5องค์ประกอบหลักของความงาม ฟื้นบำรุงผิว, เติมออกซิเจนให้ผิว, บำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพ, คุณค่าแห่งความชุ่มชื่น และปกป้องผิว ผลิตภัณฑ์ Double Serum จึงได้ชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มอบความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวได้อย่างมั่นใจที่สุด สำหรับในปี 2017 Clarins ได้ทำการวิจัยเพื่อลงลึกเข้าไปถึงหัวใจขององค์ประกอบความงามเหล่านี้ และได้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ สู่นวัตกรรมอันเป็นเสมือนกุญแจสำคัญไขสู่เคล็ดลับผิวหน้าดูอ่อนเยาว์เนิ่นนาน

Clarins Double Serum 3

Double Serum ใหม่ “ถอดรหัส” ผิวดูอ่อนเยาว์ได้อย่างไร? หัวใจสำคัญของ Double Serum นั่นคือรหัสลับ [20+1] คุณค่าจากสารสกัดของพืชธรรมชาติที่ดีต่อผิว มุ่งตรงเข้าชะลอริ้วรอยแห่งวัยบนผิวหน้า โดยการผสานกันของคุณประโยชน์อันทรงประสิทธิภาพจากพืชธรรมชาติได้อย่างลงตัว เพื่อดูแลให้ผิวได้รับ 5 องค์ประกอบสำคัญแห่งความงามของผิว โดยมีเพียงผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของน้ำและน้ำมัน [hydric + lipidic] เท่านั้นที่ทำได้ ในการสะกดทุกริ้วรอยให้ฟื้นคืนผิวที่ดูอ่อนเยาว์ได้

Clarins Double Serum ingredients 1

Clarins Double Serum ingredients 2

เผย “ความลับ” น่าอัศจรรย์ที่ซ่อนเร้นไว้ นักวิจัยของคลาแรงส์ ได้ค้นคว้าวิจัยเพื่อทำการถอดรหัสความงามจากพืชพรรณธรรมชาติหลายร้อยชนิดและมุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับพืชธรรมชาติที่มีปฏิกิริยาที่ดีและเกิดประโยชน์ต่อผิวพรรณ ด้วยการคัดสรรพืชธรรมชาติประสิทธิภาพสูงทั้ง 20 ชนิด ผสมผสานร่วมกับ 1ชนิดหลัก Turmeric หัวใจของการเสริมการทำงานของผลิตภัณฑ์เพื่อผลลัพธ์แห่งการบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพ

Clarins Double Serum 5

ทำไมต้องผสาน 2 รูปแบบไว้ในหนึ่งเดียว คลาแรงส์มุ่งมั่นในการผสาน 2 ส่วนผสมไว้ใน 1 ผลิตภัณฑ์ จากสารสกัดธรรมชาติที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของการชะลอริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งสามารถละลายได้ทั้งในน้ำ และในน้ำมัน โดยปราศจากความเสี่ยงในเนื้อสัมผัสที่จะแยกตัวออกจากกัน หรือไม่สมดุลแก่ผิว โดยการคิดค้น และพัฒนาในครั้งนี้ คลาแรงส์ ได้คัดสรรวัตถุดิบหลากหลายชนิดให้หลอมรวมไว้ในผลิตภัณฑ์ Double Serum สู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครเหมือน นับเป็นเคล็ดลับสำคัญในการส่งเสริมให้เซลล์ผิวของคุณได้สัมผัสกับส่วนผสมอันทรงคุณค่าเพื่อชะลอริ้วรอยแห่งวัย

Clarins Double Serum 4

ระบบหัวปั๊มดีไซน์เลิศหรู เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าจากองค์ประกอบของส่วนประกอบที่ละลายในน้ำ และละลายในน้ำมัน ส่วนผสมทั้ง 2 ส่วนจะผสานรวมกันขณะใช้งานภายใต้ระบบหัวปั๊มอัจฉริยะที่กำหนดปริมาณส่วนผสมทั้งสองในอัตราส่วนที่แม่นยำ คือ อัตราส่วนของน้ำ 2/3 ส่วน และอัตราส่วนของน้ำมัน 1/3 ส่วน

ปุ่มกดอัจฉริยะที่เหมาะกับทุกความต้องการ นวัตกรรมใหม่ของปุ่มกดอัจฉริยะ ที่สามารถเลือกระดับปริมาณการใช้ให้เหมาะกับสภาพอากาศ และความต้องการของคุณ รูปหยดขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับผิวแห้ง และในสภาพอากาศเย็น รูปหยดขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผิวธรรมดา ผิวผสม ผิวมัน และในสภาพอากาศร้อน

 

วางจำหน่ายแล้ววันนี้ทุกเคาน์เตอร์ Clarins มาในขนาด 30 มล. ราคา 3.700 บาท

 

ภาพผลิตภัณฑ์ : ลิขสิทธิ์แบรนด์

City Break Paris Part XIII

By Pusit Sansopone

เบรกเที่ยวในกรุงปารีส ตอนที่ 13

อาหารเช้าในปารีส (ตอน 2)

แบบคลาสสิก (ต่อ)
ในเมื่อพูดถึงครัวซองต์ไปในตอนที่แล้ว ครั้นจะไม่พูดถึงบาแก็ตต์คงไม่ได้ ก็ภาษาไทยเองก็ได้คำว่า “ขนมปัง”มาจากภาษาฝรั่งเศสนั่นเอง คือตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าหลุย์ที่ 14 ซึ่งตรงกับยุคของสมเด็จพระนารายณ์ ที่ประเทศไทยกับฝรั่งเศสเริ่มมีสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว คณะทูตของฝรั่งเศสนำโดยเชอร์วัลลิเยร์ เดอโชมงค์ เป็นผู้นำขนมปังเข้ามาและคำว่า “ปัง” ก็เพี้ยนมาจากคำฝรั่งเศสว่า ‘ pain’ อ่านว่า “แปง หรือ ปัง” นั่นเอง

City Break Paris French Breakfast Baguette 1

City Break Paris French Breakfast Baguette 6

และในบรรดาขนมปังหลายหลากที่ฝรั่งเศสมีอยู่ ไม่มีแบบไหนที่โดดเด่นเท่ากับบาแก็ตต์ เพราะสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสนอกจากหอไอเฟิลแล้วก็คงจะหนีไม่พ้นขนมปัง ‘กระบอง’หรือบาแก็ตต นี่แหละครับ ขนมปังถือว่าสำคัญมาก สังเกตได้ว่าถ้าเราเข้าไปในร้านอาหารฝรั่งเศสแท้ๆ นั้น ขนมปังอุ่นๆ จะมาเสิร์ฟก่อนอย่างอื่น แล้วมันก็ใช้ทานประกอบกับอาหารทุกคอร์ส เริ่มจากซุป, อาหารเรียกน้ำย่อย (hors d’oeuvre), อาหารจานหลัก, เนยแข็ง เพราะฉะนั้นถ้าขนมปังไม่ได้เรื่อง อย่างอื่นก็จบไปด้วย

ไม่มีใครอยากจะล้อเล่นเรื่องขนมปังกับชาวฝรั่งเศสอีก หลังจากเมื่อครั้งที่ชาวกรุงปารีสเดินขบวนกันไปที่ พระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อจะกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงทราบว่าพวกเขาอดอยาก ไม่มีขนมปังจะกินกันแล้ว แต่กลับเจอประโยคเด็ดของพระชายาท่านคือพระนาง มารี อังตัวแนต ที่ตอกกลับมาว่า “ไม่มีขนมปังก็ให้ไปกินเค้กแทนสิ” “Qu’ils mangent de la brioche” ว่ากันว่านั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา (แต่หลังจากที่ผมค้นคว้าแนวลึกก็ปรากฏว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะนักประวัติศาสตร์บอกไม่มีหลักฐานแต่เป็นการปรักปรำพระนาง เพราะมีคนไม่ชอบเยอะ Lady Antonia Fraser,ผู้เขียนอัตชีวประวัติของพระราชินีฝรั่งเศสพระองค์นี้ที่ได้ค้นคว้า และศึกษาบุคลิกลักษณะอุปนิสัยที่แท้จริงของพระนาง ยืนยันว่าท่านไม่ใช่คนที่จะพูดประโยคแบบนี้ในสถานการณ์แบบที่เย้ยหยันคนที่กำลังลำบาก แล้วพระนางก็มักจะทำตรงข้ามด้วยซ้ำ เพราะมักจะช่วยเรื่องการกุศล และที่แน่ๆ คือพระนางค่อนข้างฉลาดหลักแหลมรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร)

City Break Paris French Breakfast Let Them Eat Cake

ต้นกำเนิดบาแก็ตต์
จริงๆ ไอ้เจ้าบาแก็ตต์ซึ่งมีลักษณะเหมือน ’กระบอง’ ตามชื่อของมันนั้น เพิ่งจะนิยมทำรูปทรงนี้เมื่อปี 1920 นี่เอง เพราะมีกฎหมายออกมาห้ามไม่ให้อบขนมปังระหว่างช่วงสี่ทุ่มถึงตีสี่ (รบกวนชาวบ้านตอนเวลานอน)ทำให้ขนมปังต้นตำรับของชาวฝรั่งเศส รูปร่างกลมๆ คล้ายลูกบอลที่มีชื่อว่าขนมปัง “บูล” (Boule) นั้นทำไม่ทันขาย เพราะใช้เวลาอบนานกว่า ต้องปรับเปลี่ยนรูปทรงให้อบเสร็จเร็วขึ้นจริงๆ แล้วไอ้ขนมปังบูลนี่ต่างหากที่คนฝรั่งเศสกินกันมานมนานจนเป็นที่มาของคำว่าเบเกอรี่ของภาษาฝรั่งเศสที่ออกเสียงว่า “บูลองเฌอรี” (Boulangerie)

City Break Paris French Breakfast Boule

ขนมปัง “บูล” (Boule)

บาแก็ตต์ นั้นต้องมีขนาดยาวประมาณ 28 นิ้ว หรือ 70 ซม. กรอบนอกนุ่มใน จะให้อร่อยต้องทานแบบอบใหม่ๆ เพราะจะหอมและกรอบกว่า สีด้านนอกจะเป็นสีทองที่เปลือก(Crust) จะกรอบเกือบแข็ง เนื้อด้านในจะเป็นสีครีมไม่ขาวมาก เคี้ยวค่อนข้างเหนียวนิดหน่อย ต้องมีเทคนิคการบั้ง

ที่เอาขนมปังกระบองนี้มาพูดในเรื่องอาหารเช้า ก็เพราะว่า 70% ของชาวฝรั่งเศสทั้งประเทศจะทานขนมปังแบบนี้เป็นอาหารเช้า เพราะปกติบาแก็ตต์จะมีติดบ้านคนฝรั่งเศสไว้ตลอดเวลา แต่ครัวซองต์จะขึ้นอยู่กับว่าวันไหนไปตลาดหรือลงไปซื้อตอนเช้ากลับเข้ามาหรือไปทานที่ร้านกาแฟ

City Break Paris French Breakfast Baguette 8

วิธีทานบาแก็ตต์เป็นอาหารเช้าก็ทำเป็น Tartine (ตาทีน) จะใช้มีดที่มีฟันเลื่อยหั่นออกมาขนาดยาวสัก 4-5นี้ว แล้วจากนั้นก็จะสไลด์แนวนอนผ่ากลางให้กลายเป็น 2 แผ่นแล้วทาเนยในแผ่นแรก ส่วนแผ่นที่ 2 นั้นทาเนยก่อนแล้วทาแยมผลไม้ (Confiture) ทับอีกที ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องทาด้วยเนย จาก เขตบริตานีหรือนอร์มองดี และแยมชั้นดี หรือที่เรียกกันว่า Gourmet Jam ที่มีขายตามร้าน Specialty Store อย่าง Fauchon, Hédiard หรือร้านเฉพาะที่ขายแต่แยมพิเศษ เช่น La Chambre aux Confitures ในปารีส

เมื่อคราวที่แล้วเราพูดถึงเนยชั้นดีระดับมี AOC กันไปแล้ว คราวนี้ขอพูดถึงแยมบ้างเล็กน้อย พอดีไปเห็นTOP10 ของแยมจากร้านดังๆ ในปารีส (credit: https://girlsguidetoparis.com) เลยขอนำมาแชร์ครับ

City Break Paris French Breakfast Baguette 5

แยมชั้นดีที่ขายอยู่ที่ร้าน La Chambre aux Confitures

Top 10 Parisian Confiture
1. Confiture Abricot Gingembre (แยมapricot และขิง) จากร้าน La Chambre aux Confitures
2. Confiture Cassis et Violette จากร้าน La Chambre aux Confitures
3. Confiture Extra de Figues Blanches จากร้าน Aubertine
4. Fortnum & Mason’s Lemon Curd จากร้าน La Grande Epicerie
5. Abricot Confit จากร้าน A la Mère de Famille
6. Dulce con Leche/Confiture du Lait จากร้าน La Cocotte
7. Confiture Clémentines de Corse จากร้าน Fauchon
8. Mara des Bois Confiture de Ré by Le Jardin de Lydie จากร้าน Aubertine
9. Confidiet Rhubarbe จากร้าน Aubertine
10. Miel du Gâtnais จากร้าน Hédiard

City Break Paris French Breakfast Baguette 7

ทีนี้มารู้จัก Chef ที่เก่งเรื่องทำแยมระดับ Artisan เป็นที่ยอมรับในบรรดาร้านอาหารดังหรือโรงแรม 5 ดาวของปารีส เช่น ร้านอาหารของchef ระดับ 3 ดาวมิเชแลงอย่าง Alain Ducasse หรือ Chef Michel Troisgrois ของร้าน Maison Troisgros ที่ Lyon หรือ Patisserie Chef ชื่อดัง Pierre Hermé ต่างก็ไว้วางใจใช้ Artisan Jam ของ Christine Ferber เป็นส่วนประกอบของอาหารหรือของหวานที่เชฟเหล่านี้ทำ และโรงแรม 5 ดาว อย่าง Crillon หรือ Georges V ในปารีส, Four Seasons ในฮ่องกง, หรือ Connaught ในลอนดอน ก็จะใช้แยมของ Christine Ferber เสิร์ฟกับชุดน้ำชาตอนบ่าย

City Break Paris French Breakfast Baguette Christine Ferber Jam

Christine Ferber และทีมงานของเธอไม่ได้มีร้านอยู่ที่ปารีส แต่จะอยู่ในเขต Alsace อัลซาส (ติดชายแดนเยอรมัน) ที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Niedermorschwihr ตั้งอยู่ใจกลางสวนผลไม้ ที่จะเก็บมาผลิตแยมครั้งละไม่เกิน 4 กิโลกรัม โดยจะทำในหม้อทองแดงชั้นดีแบบโบราณและสูตรเก่าแก่เพื่อให้ได้แยมที่ดีที่สุด

กลับมาพูดถึงเจ้า บาแก็ตต์ ต่อ ว่าบทบาทของมันที่มีต่อชีวิตประจำวันของคนฝรั่งเศสนั้นมันไม่ได้เป็นแต่อาหารเช้าเท่านั้นนะครับ แน่นอนว่าคงไม่มีใครทานบาแก็ตต์ได้หมดในครั้งเดียว ยกเว้นจะเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้าเหลือชาวฝรั่งเศสก็จะทิ้งไว้บนโต๊ะนั่นแหละครับ ตกกลางวันก็เอาไปทำเป็นแซนวิชต่อแบบง่ายเลยก็เป็น Sandwich aux fromage et jambon และแน่นอนว่า Jambon หรือหมูแฮมแบบบ้านเรานั้นที่ดีที่สุดต้องเป็น Jambon de Paris ครับ

บาแก็ตต์ที่เริ่มเก่าหรือค้างคืนก็จะเริ่มแข็งจะต้องทานแบบเปียกๆ หน่อยจะได้นุ่ม ดังนั้นวิธีทานบาแก็ตต์ค้างคืนก็มีดังนี้นะครับ ถ้าเป็นมื้อเช้าจะใช้วิธีจุ่มกับช็อกโกแลตร้อนหรือกาแฟที่ใช้นมต้มแล้วมาผสมกาแฟทีหลัง ฝรั่งเศสเรียกว่า ‘กาเฟ โอ เลต์’ Café au lait ส่วนใหญ่แล้วตอนเช้าเขาจะทานกาแฟแบบนี้กัน โดยจะใส่ถ้วยค่อนข้างใหญ่เป็นเหมือนชามเลยครับ ใหญ่กว่าmugปกติเยอะ

City Break Paris French Breakfast Baguette 4 Cafe au Lait

ถ้าเป็นมื้อเย็นก็หั่นเป็นลูกเต๋าทานโดยจุ่มกับเนยแข็งกรุยแยร์ (Gruyere) เคี่ยวกับไวน์ขาวทานเป็นแบบ Cheese Fondu หรือจะเอาไปโรยชีส Gruyere อบ แล้วโยนลงไปในซุปหัวหอมก็ได้ (French Onion Soup) สุดท้ายถ้ามันแข็งมากก็เอามาขูดให้เป็นเกล็ดขนมปัง (Bread Crumb) ใส่ขวดโหลเก็บไว้ทำอาหารอย่างอื่นต่อได้ เห็นความหลากหลายของบาแกตต์หรือยังครับ

ข้อเท็จจริง(fact) : ในฝรั่งเศสนั้นมีร้านทำขนมปังมากกว่า 35,000 ร้าน ผลิตขนมปังได้ 3.5ล้านตันต่อปี (คนไทยผลิตข้าวได้เฉลี่ย 30ล้าน ตันต่อปี) ในบรรดาขนมปังทั้งหมดที่ขายได้หลาย 10 ชนิดนั้น 1 ใน 3 เป็นบาแก็ตต์ซึ่งขายได้ตกวันละ 10 ล้านชิ้นในฝรั่งเศสอย่างเดียว ปัจจุบันคนฝรั่งเศสนิยมการบริโภคบาแก็ตต์น้อยลง โดยเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 150 กรัมต่อวัน จากที่เคยเฉลี่ยอยู่ที่ 500 กรัมต่อวันในสมัยศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้เนื่องจากบาแก็ตต์นั้นทำจากแป้งขาวซึ่งมีปริมาณ Gluten ค่อนข้างสูง ทำให้หันมานิยมบริโภคขนมปังที่ทำจากธัญพืช Whole Grain มากขึ้น (credit:Culinaria France by AndreDomine)

ร้านแนะนำ สำหรับท่านที่ต้องการจะลองทานบาแก็ต์ตรสชาติดั้งเดิมติดอันดับในปารีสก็ต้องนี่เลยรายชื่อของร้านที่มักติด Top10 ในการประกวดการแข่งขันการทำบาแก็ตต์ประจำปี “Grand Prix de la Baguette de Paris” และร้านที่ชนะจะได้รับเกียรติจากพระราชวังเอลิเซ่ ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ให้เป็นผู้จัดส่งบาแก็ตต์ขึ้นโต๊ะประธานาธิบดีทานทุกเช้าตลอดปีนั้น ๆ

Paris’ Top Baguettes
1. Le Grenier à Pain Abbesses, 38 rue des Abbesses, 75018
2. Brun Boulangerie Patisserie 193 rue de Tolbiac Paris, 75013
3. Huré, 150 avenue Victor Hugo, 75016
4. L’Académie du Pain, 30 rue d’Alésia, 75014
5. Le Puits d’Amour, 249 boulevard Voltaire, 75011
6. Le Moulin du 16ième, 152 avenue de Versailles, 75016
7. Tchouassi 63 rue de Turbigo, 75003
8. Aux Pains Garnis, 25 avenue Saint Ouen, 75017
9. Gourmandises d’Eiffel, 187 rue De Grenelle, 75007
10. Douceurs et Traditions, 85 rue Saint Dominique, 75007
(Credit: http://parisbymouth.com/paris-bakeries/ )

แต่ผมขอแนะนำให้ไปกิน 2 ร้านแรกครับก็คือ
1. ร้าน Le Grenier à Pain 38 rue des Abbesses, 75018
เป็นร้านแบบเบสิคดั้งเดิมแต่ได้รางวัลที่ 1“Grand Prix de la Baguette de Paris” เรื่องบาแก็ตต์ เราต้องลองครับถ้าเป็นเซียนขนมปังจริงๆ ซึ่งบางช่วงต้องต่อคิวยาวหน่อยครับ ถ้าโชคดีก็จะเจอกับคุณ Djibril Bodian ซึ่งเป็น Artisan หรือเปรียบเสมือนศิลปินผู้สร้างสรรค์รสชาติและรูปลักษณะกลิ่นสีของบาแก็ตชนะเลิศนี้ ลูกค้าของเขามักจะขอถ่ายรูปด้วยเพราะถือว่าเขาคือ Celeb

City Break Paris French Breakfast Baguette 4

City Break Paris French Breakfast Baguette Chef Djibril Bodian

คุณ Djibril Bodian เป็น Artisan หรือเปรียบเสมือนศิลปินในการสร้างสรรค์ขนมปังฝรั่งเศสหรือบาแก็ตต์จนได้รางวัลชนะเลิศ

2. ร้าน Brun 193 rue de Tolbiac Paris, 75013
ร้านนี้ดูทันสมัยกว่าและมีเอกลักษณะตรงที่ขนมปังของเขาจะเป็นหัวแหลมหน่อยเหมือนปากปลาโลมา ต้องบอกว่าบางช่วงก็ต่อคิวยาวเหยียดไม่แพ้กันครับ

City Break Paris French Breakfast Baguette 3

City Break Paris French Breakfast Baguette 2

 

เป็นอันว่าเราจบเรื่องอาหารเช้าแบบคลาสสิกไปแล้ว เดี๋ยวตอนหน้าเราจะไปลองอาหารเช้าแบบไม่ธรรมดากันนะครับ

Shu Uemura The Lightbulb Essence รองพื้นที่จะมาแผ่รัศมีความบางเบา #เอาชนะใจผิว

ความต้องการสำคัญที่ผู้หญิงต่างอยากได้จากรองพื้น คือต้องมี “ความบางเบา ให้การบำรุง และทำให้ผิวดูมีออร่า” ซึ่งทั้งหมดนี้พอทางเรารับทราบ ก็ได้รีบจัดการไปสืบเสาะค้นหามาให้แล้วค่ะ

Shu Uemura Lightbulb Essence 1

ในที่สุดก็ได้เจอกับรองพื้นมาใหม่ล่าสุดที่บรรดารีวิวต่างยกให้เป็น #รองพื้นบางเบาบรรเจิดความเนียนกริบ เป็นของแบรนด์ Shu Uemura ชื่อของเขาก็คือ “The Lightbulb Essence” essential-oil-in-foundation อัดแน่นด้วยคุณค่าบำรุงผิว เนื้อสัมผัสที่บางเบาแต่ปกปิด พร้อมบำรุงผิวในขั้นตอนเดียว เหมือนว่าเรากำลัง #เปิดไฟให้กับผิวดูมีออร่า

Shu Uemura Lightbulb Essence 10

คุณอูชิอิเดะ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ระดับสากล ถึงกับบอกว่า “ผลิตภัณฑ์นี้เปรียบเสมือนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในรูปรองพื้น เป็นการสืบสานแนวคิดดั้งเดิมของ ชู อูเอมูระ ว่าด้วยรองพื้นผสานคุณค่าบำรุงผิว ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุค ’80 โดยยกระดับความงามดูมีสุขภาพดีของผิวอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสนิยมในปัจจุบัน”

Shu Uemura Lightbulb Essence 7

The Lightbulb Essence (ขนาด 30 มล.ราคา 2,400 บาท มีให้เลือก 9 เฉดสี) รองพื้นเนื้อลิควิดในรูปแบบ “เอสเซ็นเชียล-ออยล์-อิน-ฟาวน์เดชั่น” สูตรแรก จากพืชสมุนไพรล้ำค่า 5 ชนิดที่รวมกันเป็นสูตรผสมที่อ่อนโยน ดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สูตรผสมแบบ “เอสเซ็นเชียล-ออยล์-อิน-ฟาวน์เดชั่น” ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นเต็มเปี่ยมโอบอุ้มผิวไว้ด้วยความรู้สึกละมุนละไม พร้อมมอบการปกปิดที่ดูเป็นธรรมชาติทันทีที่ใช้ ผิวของคุณจะแลดูเปล่งปลั่ง ผ่องใส สุขภาพดี และหลังจากใช้เป็นประจำต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ แม้ไม่แต่งหน้า ผิวเปล่าของคุณจะดูเรียบเนียนขึ้นและดูกระจ่างใส แน่นอนค่ะว่ารองพื้นสูตรนี้ยังทรงประสิทธิภาพในการป้องกันทั้งรังสียูวีเอ/ยูวีบีและฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) อีกด้วย ทำหน้าที่เป็นเสมือนปราการคอยคุ้มกันผิวคุณจากปัจจัยคุกคามในเมืองใหญ่เป็นประจำทุกวัน

#รวมพลังการดูแลให้เต็มๆ 5 น้ำมันจากพืชสมุนไพรล้ำค่า
รวมน้ำมันจากพืชสมุนไพรนำสู่เนื้อรองพื้นที่เร้าสัมผัสและมีกลิ่นหอมปลอบประโลม ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เพื่อยกระดับประสบการณ์การแต่งผิวของคุณ น้ำมันลาเวนเดอร์ ขึ้นชื่อด้านการให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นส่วนผสมที่ช่วยชะลอความร่วงโรย ปลอบประโลมผิว ฟื้นบำรุงผิว และมีคุณสมบัติ anti-oxidant น้ำมันรำข้าว มอยซ์เจอไรเซอร์บำรุงผิว สกัดจากเยื่อหุ้มเมล็ดชั้นนอกที่แข็งของเมล็ดข้าวหรือ “รำข้าว” มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว และมีคุณสมบัติ anti-oxidant น้ำมันเจอเรเนียม ช่วยปรับสภาพผิว มีสรรพคุณในการปรับสภาพผิว ชะลอความร่วงโรย ปลอบประโลมผิว และมีคุณสมบัติ anti-oxidant น้ำมันขิง ช่วยกระชับผิว ชะลอความร่วงโรย และมีคุณสมบัติ anti-oxidant น้ำมันเมล็ดคามิเลีย อุดมด้วยความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวนุ่มโดยไม่ทิ้งคราบเหนียวหรือคราบมันตกค้าง

Shu Uemura Lightbulb Essence 6

ผู้หญิงรู้สึกถึงการปรับดีขึ้นของผิวในด้านต่าง ๆ ไม่ต่างจากประสิทธิผลที่ได้จากผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

#SkincareEffect ใช้รองพื้นสูตรนี้นานเท่าไร…ผิวก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
ด้วยสรรพคุณบำรุงผิวและเอสเซ็นเชียลออยล์ The Lightbulb Essence มอบความชุ่มชื้นยาวนาน 24 ชั่วโมง และหลังใช้ 1 ชั่วโมง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงการป้องกันการสูญเสียน้ำผ่านผิวชั้นนอก The Lightbulb Essence ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ของผิวหลังใช้เป็นประจำเพียง 2 สัปดาห์

Shu Uemura Lightbulb Essence texture 1

#ที่สุดของTechnology
เทคโนโลยี The Lightbulb Oleo-Veil ประกอบด้วยน้ำมันเปล่งประกายสูง 3 ชนิดและโพลีเมอร์เปล่งประกายเนิ่นนาน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีของลิปสติก เพื่อยกระดับความเปล่งปลั่งและความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับผิว รองพื้นสูตรนี้สะท้อนความเปล่งปลั่งงดงามบนผิวเนิ่นนานด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนลื่นสบายผิว

Shu Uemura Lightbulb Essence sponge 1

#อุปกรณ์ดีซะอย่าง
“อุปกรณ์ที่ดีนำมาซึ่งผลการแต่งผิวที่สวยงาม” อุปกรณ์ระดับช่างผู้ชำนาญการ 2 ชิ้นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบผลการแต่งผิวที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้สำหรับ The Lightbulb Essence และ The Lightbulb Fluid

Shu Uemura Lightbulb Essence 4

Petal 55 Foundation Brush ราคา 2,300 บาท ใช้เฉพาะช่วงปลายขนของแปรงอเนกประสงค์ทรงกลีบดอกไม้นี้เพื่อสร้างการปกปิดที่ไร้รอยต่อและสัมผัสอันรื่นรมย์ในทุกครั้งที่เกลี่ยรองพื้น ปลายด้านกว้างของแปรงรับกับความสูง-ต่ำบริเวณแก้มและคางได้ดี ขณะที่ปลายด้านแคบของแปรงมอบการลงรองพื้นที่แม่นยำในบริเวณรอบดวงตาและจมูก ใช้กับรองพื้นของชู อูเอมูระ ได้ทุกสูตร เพื่อการลงรองพื้นที่รวดเร็วและง่ายดายพร้อมผลลัพธ์ดุจมืออาชีพ

Shu Uemura Lightbulb Essence 5

 

The Lightbulb Sponge ราคา 610 บาท ฟองน้ำทรงหลอดไฟนี้ออกแบบมาสำหรับใช้กับรองพื้นสูตรต่างๆ ในกลุ่ม The Lightbulb โดยเฉพาะ แตะรองพื้นด้วยด้านที่กลมมนเพื่อเพิ่มความเปล่งปลั่งและปกปิด หรือใช้ด้านที่แหลมเพื่อควบคุมและปรับระดับความเปล่งปลั่ง

Shu Uemura Lightbulb Essence 8

#แฟนพันธุ์แท้ตอบได้ชัวร์ The Lightbulb มี 4 สูตร 4 สไตล์ให้เลือก
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเปล่งปลั่ง รองพื้น 4 สูตรที่มอบความเปล่งปลั่งและการปกปิด 4 แบบ สร้างสรรค์มาเพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับการแต่งผิวอันพิถีพิถันของคุณ

 

ภาพผลิตภัณฑ์ : ลิขสิทธิ์แบรนด์

City Break Paris Part XII

By Pusit Sansopone
เบรกเที่ยวในกรุงปารีส ตอนที่ 12

อาหารเช้าในปารีส
เที่ยวโนตเตรอดามกันมา 4 ตอนแล้วจะเที่ยวต่ออีกตอนคงจะเหนื่อย ตอนนี้เลยขอสลับเป็นเรื่องกินบ้างครับ มาปารีสทั้งทีมันต้องครบสูตร สำหรับตอนนี้คงต้องเริ่มจากมื้อแรกของวันก็คือมื้อเช้า

Le Petit Déjeuner

City Break Paris French Breakfast 8

จริงอยู่การมาปารีสสมัยนี้ไม่จำเป็นทานอาหารเช้าที่เรียบง่ายแบบ Tartine Au Beurre หรือ Croissant กับ กาแฟ ที่ชงจากนมต้มที่เรียกว่า กาเฟ โอ เลต์ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไปมาก ตัวเลือกมันเพิ่มมากขึ้นเพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจ ผมจึงขอนำเสนอในสองรูปแบบก็แล้วกันครับ

I.แบบคลาสสิก

ยังไงๆ ผมก็ยังชอบสไตล์คลาสสิกของที่นี่ เพราะกลิ่นหอมของครัวซองต์เนยสดตอนออกจากเตาอบใหม่ๆ นั้น ทำให้คุณรู้สึกเลยว่าชีวิตที่ดีของวันนี้นั้นต้องเริ่มจากครัวซองต์สักชิ้น ผมเคยลงจากเครื่องตอนเช้าที่สนามบินปารีสที่คนที่นี่เรียก Roissy แล้วก็ขึ้นรถไฟ RER เข้ามาโผล่ที่สถานนีปารีส เหนือ Gare Du Nord ตอนก่อน 7 โมงเช้า ยังจำได้ว่ากลิ่นหอมของครัวซองต์ก็ลอยมาจากร้าน Café แถวนั้นซึ่งมันแทบจะเป็นเหมือนมนต์สะกดให้ต้องตามกลิ่นนั้นไป แบบไม่สนใจอะไรอย่างอื่นแล้ว

จากขนมแบบเพลสทรี่อบกรอบ (Flaky Not Crunchy) ที่เป็นอาหารเช้าของฝรั่งเศสมา 200 กว่าปีแล้ว แต่มันกลับไม่ใช่สิ่งที่ชาวฝรั่งเศสคิดขึ้นมาเอง ว่ากันว่ามันเป็นของฮังการีต่างหาก Croissant มาจากคำว่า Cresant ที่แปลว่าพระจันทร์เสี้ยว ต้นกำเนิดมาจากการที่พวกเติร์ก(แห่งอาณจักรออตโตมานส์เจ้าของธงที่มีรูปพระจันทร์เสี้ยว)ได้พยายามจะบุกยึดฮังการีโดยการขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพงเมืองบูดาเปสเข้ามาตอนเช้ามืด แต่พวกพนักงานร้านขนมปังซึ่งก็ตื่นแต่เช้ามืดมาอบขนมเหมือนกันเกิดได้ยินเสียงเข้าเลยไปแจ้งทหารให้เข้าไปป้องกันเมืองไว้ทัน พอได้รับชัยชนะก็เลยฉลองด้วยการทำขนมปังเพรสทรี่อบเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวนี้ขึ้นมา เพราะเป็นสัญลักษณ์ของพวกเติร์กหรืออิสลาม(สังเกตจากธงตุรกี) คงเหมือนได้กินพวกเติร์กมั้งครับ

City Break Paris French Breakfast 4

รู้ถึงเจ้าแห่งเมืองขนมของโลกต้นกำเนิดขนมอบกรอบแบบ Pastry ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็คือกรุงเวียนนา ซึ่งก็เอาสูตรนี้มาทำแล้วก็ทำเป็นที่นิยมจนกระทั่งสมเด็จพระนางมาเรีย เทเรซ่า จักรพรรดินีแห่งราชวงศ์แฮบสเบิร์วก ซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสตอนนั้นได้ส่งพระราชธิดาพระองค์ดังชื่อว่า “มารี อองตัวเนตต์” มาสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ XVI ก็เลยมาพร้อมกับวัฒนธรรมการกิน Croissant ด้วย จึงทำให้ขนมพวก Puff Pastryแบบนี้ในฝรั่งเศสมีชื่อเรียกหรือมีขายอยู่ในร้านประเภท Viennoiseries** หมายถึง “ร้านขนมเพรสทรีแบบเวียนนา” จนทุกวันนี้กลายเป็นว่าไม่มีใครทำครัวซองต์ได้หอมและอร่อยเท่ากับชาวฝรั่งเศสแม้แต่เมืองต้นตำรับ ***(ร้านขนมในฝรั่งเศสถ้าเป็นขนมหวานจะขายใน Patisseries แต่ถ้าเป็นขนมแบบ Pastry จะขายใน Viennoiseries แต่หลายๆครั้ง ร้านทั้ง 2 แบบก็มีทั้งเพรสทรี่และขนมหวาน รวมทั้งขนมปังซึ่งปกติจะขายใน Boulangerie ดูภาพด้านล่างคือร้านดังของฝรั่งเศสที่เป็นทุกแบบที่พูดถึง)

City Break Paris French Breakfast PAUL

แต่เพราะอะไรรู้ไหมครับที่ฝรั่งเศสทำขนมอบกรอบเเบบนี้ได้เหนือกว่า ก็เพราะเนยสดครับ เนยของฝรั่งเศสที่มาทางเหนือหรือแถบตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น แคว้นบริตานี่หรือและนอร์มองดีนั้น สามารถผลิตเนยมีชื่อและหาคู่แข่งยาก เป็นเนยระดับ AOC (Appellation D’Origine Controlee) ที่มีอยู่แค่ 4 แหล่งเท่านั้น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนยสดที่ทำตามกรรมวิธีแบบโบราณจากนมวัวที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบสมัยใหม่(Unpasteurized Milk)

แต่ก่อนจะไปดูว่ามีเนยดังอะไรบ้าง ขอพูดถึงวิธีการทำเนย(เหลว) แบบ Butter และข้อแตกต่างของมันกับเนยแข็ง (Cheese) เป็นเกร็ดความรู้สักนิดก็คือ

City Break Paris French Breakfast Butter Cheese 1

City Break Paris French Breakfast Butter Cheese

รูปข้างบนเป็นเครื่องปั่นนมเพื่อทำเนยแบบโบราณ

• เนยเหลว (Butter) ทำจากไขมันในนม ซึ่งเกิดจากการปั่นนม ไขมันจะรวมตัวกันเป็นเม็ด จากนั้นก็กรองน้ำออกไป นำไขมันมาเติมแบคทีเรีย Steptococcus Lactic กับ Leuconostoc citrovorum ซึ่งจะทำให้เนยมีกลิ่น และรสชาติเฉพาะตัว
• เนยแข็ง (Cheese) จะเริ่มทำจากเนยเหลว แต่จะใช้ระยะเวลานานกว่า ต้องรอจนกรดที่แบคทีเรียสร้างขึ้นทำให้นมจับตัวกันเป็นก้อนเคิร์ดcurd จากนั้นจะเติมเอนไซม์เรนนินลงไป เพื่อช่วยเร่งการแข็งตัวของนม ซึ่งจะทำให้มีการแยกส่วนที่เป็นน้ำ หรือหางนม Whey ออกมาจะทำให้เนยแข็งขึ้น มีการเติมเกลือลงไปเพื่อไล่ความชื้น หลังจากนี้จะนำไปบ่มด้วยแบคทีเรียหรือ รา อีกครั้ง

ทีนี้มาดูแหล่งผลิตเนยชั้นยอดของฝรั่งเศส ซึ่งเนยเหล่านี้มีคุณสมบัติเด่นคือคุณภาพของนมและความCreamy ของ Texture มีการละลายที่ช้ากว่าเพราะความหนาแน่นมากกว่าจะทำให้คุณสมบัติการเคลือบ เช่น เคลือบเส้นพาสต้าดีกว่าแถมยังมีเรื่องของรสที่มีความเค็มเล็กน้อยและกลิ่นซึ่งจะมี Hazelnut Note ทำให้ได้รับตราสัญลักษณคุ้มครองแหล่งกำเนิด AOC ของฝรั่งเศสและยังได้ AOP ตราสัญลักษณคุ้มครองแหล่งกำเนิดของ EU อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดก็มี 4 ย่านในรูปข้างล่าง

City Break Paris French Breakfast 13

แต่ถ้าให้แนะนำแบบที่หาซื้อทานได้ง่ายแม้ในเมืองไทยก็หาไม่ยากนั้น ให้จำแค่ 2 แหล่งนี้ก็พอคือ
1. Beurre d’Isigny จาก Normandy
Beurre Isigny เป็นประเภทของเนยนมวัวที่ทำในบริเวณอ่าว Veys แถบหุบเขาที่มีแม่น้ำที่ไหลลงผ่านลงไปที่อ่าวได้แก่ บริเวณโดยรอบ Isigny-sur-Mer รวมทั้งบริเวณ Manche และ Calvados ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส

City Break Paris French Breakfast 3

โฆษณาเนย Isigny ตั้งแต่ปี 1900

เนย Isigny จะมีสีทองตามธรรมชาติอันเป็นผลมาจากระดับ Carotenoids ที่สูง ทำให้เนยมีไขมัน 82% และอุดมไปด้วยกรดโอลิอิกและเกลือแร่ (โดยเฉพาะโซเดียม) เกลือเหล่านี้ให้รสชาติและทำให้เก็บรักษาได้นาน

City Break Paris French Breakfast 1

เนย AOP Charentes-Poitou

2. Beurre Charentes-Poitou
Charentes-Poitou เป็นชื่อของแหล่งกำเนิดของเนยฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงของภูมิภาค New Aquitaine รวมทั้งในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของ Pays de la Loire เนยนี้ผลิตขึ้นเฉพาะจากครีมพาสเจอร์ไรส์ที่สกัดจากน้ำนมดิบที่ผลิตโดยเกษตรกรในภูมิภาค Charente (Charente, Charente-Maritime) และ Poitou (Deux-Sèvres, Vienne, Vendée) โดยจะใช้น้ำนมจากวัวสายพันธุ์ดีเยี่ยมของฝรั่งเศสที่เรียกว่า วัวลิมูแซง Limousin ทำให้ได้รับประกาศให้เป็น AOC ตั้งแต่ปี 2534

City Break Paris French Breakfast 2

ส่วนข้างบนนี้เป็นเนยที่มาจาก Deux-Sevres หรือ Beurre des Deux-Sevres ซึ่งก็ได้ AOC เช่นกัน

รายชื่อร้านข้างล่างคือร้านที่เคยเป็นผู้ชนะหรือติดอันดับการประกวดแข่งขัน Grand Prix การทำครัวซองต์ประจำปีของกรุงปารีสบ่อยๆ โดยกติกาจะต้องทำครัวซองต์เนยสดที่ใช้เนย AOCเท่านั้น (Meilleur Croissant au Beurre AOC Charentes-Poitou ) ซึ่งร้านที่ชนะจะได้รับเกียรติจากพระราชวังเอลิเซ่ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีของฝรั่งเศสให้เป็นผู้จัดส่งครัวซองต์ขึ้นโต๊ะประธานาธิบดีทานทุกๆ เช้า ดังนั้นถ้าเราไปลอง 1 ในร้านดังกล่าวก็ไม่น่าจะผิดหวังนะครับ

Best AOC Butter Croissants (Meilleur Croissant au Beurre AOC Charentes-Poitou)
1. Michel Lyczak, 68 rue Paul Vaillant Couturier, 92240 (Malakoff)
2. Boulangerie Schou, 96 rue de la Faisanderie, 75016
3. Cocardon of L’Artisan des Gourmands, 60 rue de la Convention, 75015
4. Douceurs et Traditions, 85 rue St Dominique, 75007
5. Au Duc de la Chapelle, 32 rue Tristan Tzara, 75018
6. Le Grenier à Pain des Abbesses, 38 rue des Abbesses, 75018
7. Liberté, 39 rue des Vinaigriers, 75010
8. La Fournée Gourmande, 9 rue de la Mairie, 92320 (Chatillon)
9. Boulangerie Pichard, 88 rue Cambronne, 75015
10. 134 RdT, 134 rue de Turenne, 75003
11. Boulangerie-Pâtisserie Colbert, 49 rue de Houdan, 92330 (Sceaux)

เป็นอันว่าข้างบนคือร้านที่ Plain Croissant อร่อยแบบถูกต้องตามจารีตประเพณีการทำ (เพราะการแข่งขันจะเน้นเรื่องความดั่งเดิม) ทีนี้ถ้าเป็นเรื่องประสบการณ์การกินครังซองต์แบบอื่น เช่น ครัวซองต์อัลมอนด์หรือครัวซองต์ช็อกโกแลตล่ะ หรือในแง่ความโด่งดังของร้านครังซองต์ในปารีสในรูปแบบสมัยใหม่หรือแบบประวัติศาสตร์คงจะแนะนำร้านต่อไปนี้ครับ

1.แบบ Artisan คงต้องไปลอง Maison Kayser ของ Eric Kayser

City Break Paris French Breakfast 5

ร้านนี้ชื่อดังเพราะมีกว่า 80 สาขาตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกแม้แต่กรุงเทพฯ แต่ถ้าพูดถึงร้านแรกต้นตำรับแล้วก็ต้องไปที่ย่านละตินตรงถนนมง ใกล้ถนนแซงต์มิเชล (8 rue Monge) ร้านนี้จะโดดเด่นเรื่อง Almond Croissant และเปิดแต่เช้ามืด ในขณะที่ร้านอื่นๆ ยังไม่ค่อยจะเปิดกัน

City Break Paris French Breakfast 7

สาขาแรก ของ Eric Kayser เลขที่ 8 rue Monge

2.แบบประวัติศาสตร์ต้องไปที่ร้าน Stohrer – ร้านเพรสทรี่ขายครัวซองต์ที่เก่าแก่ที่สุดของปารีส

City Break Paris French Breakfast 11

Patisserie Stohrer อยู่ในเขต 2 (2nd arrondissement) บนถนน Rue Montorgueil เปิดมาตั้งแต่ปี 1730 ถือเป็นร้านเพรสทรี่ที่เก่าแก่ที่สุดในปารีส ตกแต่งสวยงาม ที่สำคัญไม่ใช่เก่าแก่อย่างเดียว เพรสทรี่ที่นี่อร่อยด้วย ขึ้นชื่อเรื่อง Croissant Aux Amandes (Almond Croissant)

City Break Paris French Breakfast 10

3.แบบ Fashion หรือแบบสมัยใหม่ต้องไปที่ Des Gâteaux et du Pain – Croissants In A Modern Pastry Shop

City Break Paris French Breakfast 12

Des Gâteaux et du Pain คือร้านเพรสทรี่สมัยใหม่ สร้างสรรค์โดย นักอบขนมเพรสทรี่ชื่อดังที่ชื่อ Claire Damon เธอตั้งใจทำร้านนี้ให้เป็นร้านขนมอบแบบแฟชั่น แต่ก็ชำนาญการทำครัวซองต์แบบขั้นเทพด้วย ไม่งั้นชาวเมืองปารีสคงไม่ยอมรับ ถ้าแค่จะมีกิมมิคเรื่องร้านสวยทันสมัยแค่นั้น ร้านนี้ให้ลอง Plain Croissant

City Break Paris French Breakfast 9

ก่อนจะจบตอนนี้คงต้องพูดถึงของโปรดของผมก่อน นั่นคือ ครัวซองต์ช็อกโกแล็ต หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Pain au chocolat (อ่านว่า แปงโอ ช็อกโกลา)แต่ทางใต้ของฝรั่งเศสมักเรียกว่า ชอกโกลาตีน ‘chocolatine’ ต้องบอกว่า มันหอม ผิวมันกรอบนอกจนเกือบป่น เมื่อสัมผัสมีกลิ่นหอมของวานิลาและช็อกโกแล็ต และรสชาติที่ไม่หวานมากมายแบบที่เคลือบน้ำตาลเช่นพวกเดนนิสเพรสทรี่ ผมมักจะชอบซื้อจากร้าน Paul เพราะมีขนาดเล็กให้เลือก สำหรับช่วงควบคุมน้ำหนัก จริงๆ แล้วร้านเพรสทรี่ของฝรั่งเศสที่เรารู้จักกันดีที่ชื่อร้าน Paul นี้ก็เก่าแก่อยู่พอสมควร เปิดมาตั้งแต่ปีที่หอไอเฟิลสร้างเสร็จก็คือปี 1889 ตอนนี้มีกว่า 400 สาขาแล้ว แต่ที่ผมไม่ได้แนะนำก็เพราะร้าน Original ร้านแรกไม่ได้อยู่ในปารีสแต่อยู่ที่เมือง Lille

City Break Paris French Breakfast 6

สำหรับร้านที่แปงโอ ช็อกโกลา ขึ้นชื่อต้องไปลองในปารีสนั้นต้อง 2 ร้านนี้ครับ
1. Eran Mayer
เจ้าของชื่อ Eran Mayer มีร้านอยู่ที่เขต 15th โดยคุณ Eran มีความเชื่อว่าของที่อร่อยนั้นต้องมาจากพื้นฐานที่ดี นั่นคือ วัตถุดิบที่ดีที่สุดที่หาได้ เขาคิดว่าเนยก็เหมือนไวน์คือจะต้องมาจากแหล่งที่นมดี ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาจะใช้เนยแบบโบราณยี่ห้อ Lescure หรือ เนย AOC จาก Poitou-Charentes แป้งเพรสทรี่จากเมือง Voiron และด๊ากช๊อกโกแลตยี่ห้อ Callebaut ของเบลเยี่ยม ซึ่งแน่นอนว่ารสชาติของมันสำหรับคนที่เคยลองแล้วต้องยอมรับ เพราะมันครีมมี่มากตรงไส้ช็อกโกแลตและทั้งหอม(กลิ่นเนย) ทั้งเหนียว(แป้งด้านใน) และกรอบผิวcrustด้านนอก

City Break Paris French Breakfast 14

2. Blé Sucré
Blé Sucré แปลว่า แป้งสาลีเคลือบน้ำตาล เป็นร้านของ Chef Fabrice มี “Pain au chocolat” ราคา€1.20 ที่กรอบนอกเหนียวนุ่มด้านใน แป้งมีความเค็มจากเนย Montaigu ที่ผลิตในย่าน Poitou-Charentes ร้านนี้เป็นที่ยอมรับของคนปารีสแล้วยังสะดวกตรงที่อยู่ใกล้ตลาดเช้าที่ชื่อ “Marché d’Aligre” ซึ่งเหมาะมากสำหรับแม่บ้านหรือพ่อบ้านที่มาทั้งทีได้จ่ายกับข้าวและหิ้วครัวซองต์ชั้นเลิศกลับไปบ้านด้วย

 

อาหารเช้ายังไม่จบนะครับไปต่อกันคราวหน้า

YSL All Hours Foundation อวดโชว์ใบหน้าเนียน #แม้มาชิดสนิทใกล้ #หน้าคอมจรดถึงปาร์ตี้

การตามหาคู่แท้ของตัวเองว่ายากแล้ว แต่นี่ถ้ามาคู่แท้ของผิวน่าจะยากกว่า ก่อนโน้นคิดอย่างนี้นะ แต่พอวันนี้เดี๋ยวนี้ #เจอตัวจริงไม่ขอเปลี่ยน

Yves Saint Laurent Beauté สร้างสรรค์นำพามาให้ผู้หญิงทั้งโลกได้พบกันแล้ว All Hours Foundation ผลิตภัณฑ์รองพื้นสูตรติดทนนาน ใหม่ล่าสุด ในตระกูล “ENCRE DE PEAU” มอบการปกปิดเนียนสนิท ควบคุมความมัน ติดทนนาน 24 ชั่วโมง มาสวยด้วยกันตั้งแต่ส่องกระจกก่อนออกไปท่องราตรี จนกระทั่งทำความสะอาดเมคอัพก่อนเข้านอน เพราะนี่คือผลิตภัณฑ์แต่งผิวที่เป็นเสมือนเครื่องปกป้องผิวจากสภาพแวดล้อมในเมือง ในคอลเลกชั่นเฉดสีที่หลากหลายครอบคลุมทุกสีผิว

YSL All Hours Foundation Visual 1

 

 

YSL All Hours Primer

เริ่มที่ All Hours Primer (ราคา 2,500 บาท) ไอเท็มชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับกิจวัตรการแต่งผิวของคุณ ไพรเมอร์ที่ช่วยให้ผิวดูเนียนกริบไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเพ่งพินิจอย่างละเอียดหรือมองใกล้แค่ไหน เริ่มต้นการแต่งผิวด้วยไพรเมอร์ที่การันตีว่าผิวจะดูแม็ตต์ ไม่แตกเป็นรอยย่น ปิดท้ายค่ำคืนในสภาพเดียวกับเมื่อตอนเริ่มต้นวัน

เลเยอร์แรกในการแต่งผิวที่ช่วยปรับแต่งผิวให้ดูดีขึ้น เขย่าขวดสีดำดีไซน์เท่ก่อนคลายเกลียวฝาขวด แล้วเทไพรเมอร์ลงบนปลายนิ้วหรือแปรงในปริมาณพอเหมาะ รูขุมขนจะดูลดเลือนลง ผิวดูเรียบเนียนในทันที แม้เวลาผ่านพ้นไป ผิวก็ยังคงไร้ความมันเงาและแลดูสดชื่น

YSL All Hours Foundation 1

 

ลำดับถัดมา All Hours Foundation (ราคา 2,500 บาท) รองพื้น “ไนท์พรู๊ฟ” (night-proof) สูตรแรกของแบรนด์ที่ติดทนตลอดวันตลอดคืน ไม่ว่าคุณจะดื่ม เดท หรือแดนซ์จนค่ำคืนสิ้นสุดลง รองพื้นสูตรกันน้ำที่ไม่ไหลเยิ้มหรือลอกหลุดง่ายนี้ก็ทำให้ผิวของคุณยังคงดูดีไร้ที่ติ ไม่ต่างจากเมื่อตอนเพิ่งลงเสร็จใหม่ในตอนเช้า ไม่จำเป็นต้องแต่งเติมระหว่างวัน ผิวดูสวยเพอร์เฟ็คต์ตลอดเวลาดุจการเริ่มต้นใหม่
อัดแน่นด้วยเม็ดสีอณูละเอียด กันน้ำและไม่ไหลเยิ้มหรือลอกหลุด สร้างการปกปิดที่เนียนสนิทและให้ความรู้สึกสดชื่น ไร้ที่ติ คงอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมผลการแต่งผิวที่ดูละมุนละไมด้วยประสิทธิภาพของซิลิคอน เรซิน (silicon resin) ทรงกลม มีให้เลือกมาถึง 22 เฉดสี จากอ่อนถึงเข้ม
ด้วยโพลีเมอร์ชนิดพิเศษที่มอบความติดทนนาน เพอร์ไลต์ (perlite) จากหินภูเขาไฟ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับได้มากกว่าน้ำหนักตัวในน้ำถึง 3.5 เท่า และแอโรเจล (aerogel) ช่วยให้ผิวดูแม็ตต์และช่วยดูดซับความมันส่วนเกิน ทำให้รองพื้นสูตรนี้ยังคงอยู่กับผิวคุณตลอดการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งวันและทั้งคืน ส่วนผสมปรับสภาพผิวสูตรพิเศษที่มีคุณสมบัติแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยปรับปรุงเนื้อผิวและปกป้องผิวจากปัจจัยคุกคามในเมืองใหญ่ ขณะที่กอมบุชกา (Kombuchka) สารสกัดจากชาดำหมักช่วยให้ผิวดูสว่างและเรียบเนียนขึ้น พร้อมด้วย SPF 20 ที่ช่วยให้ปกป้องอนาคตของผิวคุณ

 

ฟองน้ำหน้าตาเก๋ๆ Eponge Teint (ราคา 790 บาท) ฟองน้ำสำหรับลงรองพื้นสีดำนี้ออกแบบมาเพื่อใช้กับรองพื้นสูตรมอบการปกปิดโดยเฉพาะ แต่ละด้านเหมาะสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน ด้านกว้างใช้สำหรับลงรองพื้นในบริเวณที่กว้าง ด้านที่เรียวเล็กใช้สำหรับลงรองพื้นในบริเวณที่เข้าถึงได้ยากและเพิ่มการปกปิดเฉพาะจุด ส่วนด้านทีโค้งจะช่วยให้คุณเกลี่ยรองพื้นได้อย่างเนียนเรียบ

 

ตามไปค้นพบความสวยเพอร์เฟคทั้งหมดนี้ได้แล้วนะคะ ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง “อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ โบเต้” ทุกสาขา

 

ภาพผลิตภัณฑ์ : ลิขสิทธิ์แบรนด์

Olay จัดการดูแลผิวอย่างถึงที่สุด นักวิจัยเคาะมาแล้ว #ผิวจะดีอยู่ที่การดูแล

เรามักจะพูดแซะแซวเพื่อนคนที่ผิวดูดี๊ดี เช่นว่า เธอสวยได้เพราะคุณแม่ดูแลมาดี หรือถึงขั้นยีนผิวดีถ่ายทอดมาถึงเธอ เอ! แล้วไม่นึกกันบ้างเหรอคะว่าเพื่อนอาจจะดูแลตัวเองมาดีมากก็ได้นะ แบบว่าลับหลังเรานางอาจจะทาครีม 10 ขั้นตอนก่อนนอนทุกคืน #อะไรทำนองเนี่ย

Good Skin Good Looking

งั้น! ถ้าไม่เชื่อเพื่อนก็เชื่อนักวิจัยของ Olay กันดีกว่า “จากผลการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์โอเลย์ ชี้ระบุชัดว่า ยีนผิว หรือ พันธุกรรม ไม่ได้ส่งผล 100% ต่อผิวหน้าที่ดีของสาวๆ” ถึงแม้หลายคนจะเชื่อว่า ผิวจะดีได้ขึ้นอยู่ยีนหรือพันธุกรรม แต่นักวิทยาศาตร์โอเลย์ค้นพบแล้วว่า 1 สาเหตุที่ผู้หญิงบางคนเกิดมาพร้อมกับผิวหน้าที่เด็กอ่อนกว่าวัย เป็นเพราะ “ยีนผิว” ของพวกเธอสามารถทำงานได้แตกต่าง โดดเด่น และมีประสิทธิภาพกว่ายีนของกลุ่มคนทั่วไปก็เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว มีเพียงผู้หญิงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เกิดมาพร้อมกับความโชคดีนี้…นั่นปะไร!

#เมื่อความจริงที่แท้ทรูออกมาอย่างนี้ จากการค้นพบดังกล่าว โอเลย์ได้ทำการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการเพิ่มส่วนผสมใหม่หลายชนิด ซึ่งได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพผิวหน้าของผู้ใช้ให้แลดูอ่อนเยาว์ ราวกับผิวของคนที่เกิดมาพร้อมยีนผิวดีอย่างเห็นได้ชัดภายใน 28 วัน ผ่าน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้หญิงทั่วโลก…มาดูกัน

Olay Regenerist Micro-Sculpting Cream 1

Olay Regenerist Micro-Sculpting Cream

กลุ่มผลิตภัณฑ์ โอเลย์ รีเจนเนอรีส (Olay Regenerist™) จากส่วนผสมที่เพิ่มขึ้น อย่าง “สารสกัดจากผลแครอบ” โอเลย์ รีเจนเจอรีส ไมโครสคัลป์ติ้ง ครีม ตรงเข้ามอบความชุ่มชื้นพร้อมยกกระชับผิว ส่งผลให้ผิวหน้าแลดูอ่อนเยาว์กว่าที่เคย และเมื่อผสานการทำงานเข้ากับส่วนผสมต้านริ้วรอยอื่นๆ ก็ยิ่งสามารถเร่งกระบวนการฟื้นฟูของผิวที่เหนื่อยล้าและเสื่อมสภาพให้สร้างเซลล์ผิวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยกรดไฮยาลูรอนิคที่มีคุณสมบัติช่วยดึงดูดน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว พร้อมปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้เป็นอย่างดี

Olay White Radiance Light Perfecting Day Cream

Olay White Radiance Light Perfecting Essence

กลุ่มผลิตภัณฑ์ โอเลย์ ไวท์ เรเดียนซ์ (Olay White Radiance™) โอเลย์ ไวท์ เรเดียนซ์ สูตรใหม่ ได้รับการพัฒนาให้สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเติมเต็มความชุ่มชื้น ลดเลือนจุดด่างดำ และปรับสภาพสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอให้แลดูเรียนเนียน ด้วยเทคโนโลยี “Pearl-OpticsComplex” ให้ผิวกระจ่างใส มีออร่า ดูชุ่มชื้น เปล่งประกายสดใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Olay Total Effects Day Cream Normal SPF15 1

Olay Total Effects Day Cream Normal SPF15

กลุ่มผลิตภัณฑ์ โอเลย์ โททัล เอฟเฟ็คส์ (Olay Total Effects) โอเลย์ โททัล เอฟเฟ็คส์ นับเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยอดนิยมตัวแรกที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อมอบผลลัพธ์แห่งผิวที่ดูอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้หญิง ผ่านส่วนผสมสำคัญในการต้านริ้วรอย “ไนแอคซินาไมด์ (Niaciamide)” ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเกราะป้องกันผิว พร้อมฟื้นบำรุงผิวให้แลดูอ่อนเยาว์มากขึ้น โดย โอเลย์ โททัล เอฟเฟ็คส์ เดย์ครีม เอสพีเอฟ 15
สูตรพัฒนาปรับปรุงใหม่ มาพร้อมส่วนผสมใหม่ล่าสุด “ไวตาไนอาซิน คอมเพล็กซ์ ทู (VitaNiacin Complex II)” อุดมไปด้วยวิตามิน ซี อี บี3 และ บี5 ในรูปแบบมอยส์เจอร์ไรเซอร์ปราศจากน้ำมัน ส่งผลให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างดีเยี่ยม และในการปรับสูตรใหม่ โอเลย์ยังเพิ่มสารสกัดจากวิตามินอีที่มากขึ้นถึง 50 % จึงมั่นใจได้ว่าสามารถปกป้องผิวจากสัญญาณอันตรายต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอนุมูลอิสระได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ทั้งสูตรใหม่โฉมใหม่ มีพร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทุกแห่ง (Tesco Lotus, Big C, Tops, The Mall, Watsons, EVEANDBOY, Lazada) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/olaythailand

 

ภาพผลิตภัณฑ์ : ลิขสิทธิ์แบรนด์

เครดิตภาพ : 1, 2, 3

The Journal G Motif by Alessandro Michele

By Pattle Chic

หญิงสาวที่แต่งตัววินเทจหรูหราชวนฝันตามแอตติจูดที่เข้าถึงได้ของ Gucci สร้างความฮอตฮิตเพียงข้ามคืน ครั้งนี้จะพาไปส่องไอเดียเด็ดที่ครีเอทีฟไดเรคเตอร์เจ้าความคิดของ Gucci อย่าง Alessandro Michele ที่เข้ามาพลิกฟื้นคืนจิตวิญญาณให้แบรนด์เก่าแก่ของอิตาลีที่ใกล้จะตายให้กลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่ในโลกแฟชั่น

The Journal G Motif by Alessandro Michele 1

เริ่มจาก Alessandro Michele เข้ามาเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ในช่วงปี 2015 หลังจากนั้นก็ได้มีคลอเล็กชั่นให้กับทางแบรนด์อย่างต่อเนื่อง กระแสดีวันดีคืน Gucci เข้ามาเติมเต็มช่องว่างให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าเพียรหามายาวนาน ความงามเสื้อผ้าที่ดูร่วมสมัยผสมผสานจินตนาการกลิ่นอายวินเทจ หรูหรา เต็มเปี่ยมไปด้วยการถ่ายทอดแรงบันดาลใจ

The Journal G Motif by Alessandro Michele 10

การเดินทางของ Gucci’s Cruise Collection เป็นโชว์ที่ตราตรึงใจตลอดทุกซีซั่น เริ่มประเดิมรันเวย์แรกด้วย Gucci Cruise 2016 ที่ยกคาราวานนางแบบเดินข้ามถนนเพื่อมายัง New York City ต่อด้วย London และล่าสุดได้กลับมาจัดที่บ้านเกิดของแบรนด์ Florence

The Journal G Motif by Alessandro Michele 3

อีกความพิเศษของ Ad.Campaign ก็ไม่แพ้โชว์ของทุกซีซั่นเลยที่พิธีพิถันทุกรายละเอียดเสมือนนำพาทุกคนไปท่องเที่ยวทุกซอกมุมของโลก

The Journal G Motif by Alessandro Michele 13

The Journal G Motif by Alessandro Michele 12

Gucci Logo Hits
ความสนุกของ #GucciGhost เมื่อ Gucci x Trevor Andrew ที่ร่วมกันคลอดคอลเล็กชั่นสำหรับ Fall/Winter 2016 ด้วยคอนเซปต์สุดคูล ส่วนผสมของเสื้อผ้ามีกลิ่นอายสตรีท ที่มีไอเท็มสุดฮิตอย่าง Gucci Tote ที่ผสมผสานไอเดียกับความร่วมสมัยได้อย่างเหมาะเจาะ

เสื้อยืดสกรีนกลายเป็นกระแสร้อนแรงของเหล่านางแบบและแฟชั่นนิสต้าที่แท็กทีมใส่เสื้อยึดสกรีนข้อความเด็ดๆ ให้สังคมโลกได้พูดถึง อีกไฮไลท์เด็ดๆที่ถูกหยิบมาปัดฝุ่น Gucci Loafers กลายเป็นชิ้นที่ถูกอกถูกใจคอแฟชั่นไปหมดมีความทันสมัย และสามารถสวมใส่ได้ทุกๆวัน

The Journal G Motif by Alessandro Michele 14

The Journal G Motif by Alessandro Michele 17

The Journal G Motif by Alessandro Michele 15

Gucci DIY yourself
ทำได้ตามใจสั่ง สามารถเลือกและดีไซน์ไอเท็มชิ้นโปรดได้เอง it bag อย่าง Gucci Dionysus , Bomber Jacket, Denim หรือ Gucci Ace ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่อยากซ้ำใคร ทางเลือกให้คุณกับโจทย์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่คุณเลือกเองได้

The Journal G Motif by Alessandro Michele 6

The Journal G Motif by Alessandro Michele 7

The Journal G Motif by Alessandro Michele 9

The Journal G Motif by Alessandro Michele 8

โปรเจคใหม่กับ Gucci Home Decor Collection ที่จะชวนทุกคนไปดื่มด่ำของใช้แต่งบ้านในสไตล์วินเทจในแบบฉบับ Gucci ถ้าใครตาม instagramของ Alessandro Michele น่าจะหลงใหลไปกับสไตล์การแต่งบ้านของเขา ที่เหมือนหลุดเข้าไปในอีกมุมโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการชวนฝัน คอลเล็กชั่นนี้จะมีของใช้ทั้งโซฟา เก้าอี้ ชุดน้ำชา และอีกมากมาย ไฮไลท์ต้องเป็นหมอนอิงปักลวดลายสัตว์น้อยใหญ่มากมายที่เป็นเอกลักษณ์ คือตั้งแต่เขาเริ่มทำคอลเล็กชั่นแรกๆ เสือ งู หมู่แมลง มวลเถาว์ดอกไม้งดงามนานาพันธุ์

สำหรับแบรนด์อื่นอาจจะมีกลยุทย์ออกมามากมาย แต่ Alessandro Michele สินค้าของ Gucci จะไม่มีวัน SALE!

 ภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน แบรนด์ที่เล่นเก้าอี้ดนตรีมาหลายรอบก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับความนิยมในฝีมือ อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าเป็นอย่างดี

จากแปรงหวีผมกับน้ำหอมต้นตระกูล Acca Kappa สืบทอดตำนานความงามอิตาเลี่ยนสไตล์

เราเดินผ่านเข้าไปในโซนขายน้ำหอม ผ่านเคาน์เตอร์น้ำหอมชื่อดัง Acca Kappa แบรนด์นี้เขาเป็นแบรนด์ดังบินมาไกลจากอิตาลี ในส่วนของงานโลโก้ก็บอกเลยว่าออกแบบได้ทั้งดูเท่และน่าสนใจมากๆ ค่ะ มองแล้วทำให้รู้สึกว่าต้องมีประวัติศาสตร์และความอบอุ่นอารมณ์ครอบครัวแฝงอยู่ในนั้นเสมอ #งานนี้อยากรู้ก็ต้องได้รู้

ACCA KAPPA Brand History 15 LOGO

วันนี้เราก็เลยพามารู้จักแบรนด์น้ำหอม Acca Kappa ที่มี DNA ความเป็นอิตาเลี่ยนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม กล้าบอกได้เลยว่าถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้น้ำหอมที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง เหมืือนเป็นคนช่างเลือกช่างหา ใช่เลย! คุณต้องอยากใช้น้ำหอม Acca Kappa อย่างแน่นอน

ACCA KAPPA Brand History 14

การเดินทางของแปรงหวีผมและน้ำหอมแห่งต้นตระกูล : Acca Kappa คือคำออกเสียงของตัวอักษร H (Acca) และ K (Kappa) ซึ่งเป็นตัวอักษรแรกของชื่อ Mr.Hermann Krüll พ่อค้าแปรงขนสัตว์ที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นใจกลาง Treviso ในปี 1869 จนกลายเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของ The Krüll สัญลักษณ์ของการบุกเบิกอุตสาหกรรมในแถบ Treviso เพราะแม้จะเจอวิกฤตในช่วงสงครามโลกทั้ง 2 สมัย ทำให้โรงงานถูกย้ายไปอยู่ในมือผู้อื่นถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่อาจทำให้วงรอบการเติบโตของโรงงานหยุดชะงัก เพราะสุดท้ายแล้วโรงงานก็ถูกซื้อกลับคืนสู่มือเจ้าของ ด้วยพลังของความรักและเสียสละ เกินกว่าจะยอมสูญเสียไป

ACCA KAPPA Brand History 3

Elisa Gera the great great-grand daughter of the founder Mr. Hermann Krüll and President of Acca Kappa 

ส่งพลังความรักจากรุ่นสู่รุ่น : ทั่วโลกได้รู้จักแบรนด์ Acca Kappa ในฐานะแบรนด์หรูหราและเชื่อถือได้ โดยเริ่มต้นเส้นทางจากการเป็นธุรกิจครอบครัวในอิตาลีเมื่อปี 1869 จนวันนี้ที่แบรนด์ขึ้นสู่ความเป็นแบรนด์แถวหน้าจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาจากงานฝีมืออันละเมียดละไม ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงรสนิยมที่แตกต่าง วัฒนธรรม และความมีระดับ ภายใต้การผลิตใน ‘อิตาลี’ เท่านั้น พร้อมความเฉพาะตัวราวกับงานศิลป์ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จึงถ่ายทอดอารมณ์และคุณค่าของมรดกตกทอดประจำตระกูลได้อย่างงดงาม ผ่านสามศตวรรษหลังม่านโรงงาน Acca Kappa

ACCA KAPPA Brand History 4

ผู้ผลิตแปรงหวีผมที่มีคุณภาพอันดับ 1 : ชื่อเสียงของแปรงหวีผมที่ผลิตในอิตาลีเท่านั้น และเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1869 ที่เมือง Treviso ทำให้ทั้งโลกรู้จัก Acca Kappa ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมถึงการเลือกสรรวัตถุดิบอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับความพิถีพิถันในรายละเอียดและการวิจัยส่วนประกอบ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดแต่งทรงผมระดับโลก เกิดเป็นเทคนิคเฉพาะในการสร้างแปรงหวีผมคุณภาพดีเยี่ยม ตลอด 150 ปีที่ผ่านมา และรับรองได้ว่า ทุกชิ้นจาก Acca Kappa ได้ผ่านการผลิตอย่างประณีตและบรรจง

ACCA KAPPA Brand History 6

ความห่วงใย ความรัก และธรรมเนียมในแบบฉบับ Acca Kappa : คอลเลคชั่นประทินผมประจำห้องน้ำที่บอกเล่างานออกแบบสะอาดสะอ้านและบรรจุภัณฑ์ชั้นสูง ซึ่งแต่ละชิ้นผลิตเป็นพิเศษในอิตาลี เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของธรรมชาติและธรรมเนียมวิถีในการผสานวัตถุดิบเพื่อผิวพรรณ ภายใต้ความหอมสดชื่นและส่วนผสมจากธรรมชาติสำหรับทุกขั้นตอน

ACCA KAPPA Brand History 7

ละมุนความหอมส่งตรงจากสวนอิตาลี : คอลเลคชั่นน้ำหอมได้นำเสนอตัวตนสุดพิเศษที่สร้างสรรค์จากประสบการณ์ล้ำค่า ทำให้ได้พบกับความหอมและอารมณ์อันหลากหลายของ Acca Kappa เช่นคำกล่าวของ Elisa Gera ที่ว่า “เราเติบโตจากประสบการณ์ที่หล่อหลอมผ่านอารมณ์ สีสัน และน้ำหอม ฉันจึงให้คุณค่ากับครอบครัวและธรรมชาติ สีและความหอมประจำตัวฉันก็ปรากฎอยู่ในน้ำหอมของ Acca Kappa โดยทุกๆ กลิ่นของ Acca Kappa สร้างขึ้นเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาและประสบการณ์แสนวิเศษของตัวฉันเอง”-Elisa Gera

Beauty Editor แนะนำ 3 กลิ่นหอม #ดังสุด #เป็นMusthave :

ACCA KAPPA Brand History 11White Moss Eau de Cologne

1. White Moss Eau de Cologne เป็นน้ำหอมรุ่น Signature ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Acca Kappa กลิ่นสดชื่นมาจากน้ำมันสกัดจากเลมอนและผลมะกรูด ตามด้วยกลิ่นสัมผัสของดอกลาเวนเดอร์และไม้สนจากเมดิเตอเรเนียน อีกทั้งยังให้กลิ่นของไม้หอมและ Balsamic Berry พร้อมนำพากลิ่นสัมผัสของเครื่องเทศ Cardamon และ Cedar Wood เพื่อปรุงกลิ่นไม้หอมแนว Woody ได้อย่างลงตัว (ขนาด 50 มล. 1,800 บาท, 100 มล. 2,600 บาท)

ACCA-KAPPA-Brand-History-15-Tilia-Cordata

2. Tilia Cordata Eau de Parfum เปิดด้วยกลิ่นซิทรัสจากอิตาลี เลมอนและเบอร์กามอต แล้วรีเฟรชด้วยกลิ่นของ Petit Grain และNeroli กลิ่นกลางเป็นกลิ่นของดอก Linden มาพร้อมกับช่อดอกไม่ที่อุดมไปด้วยดอกแม็กโนเลีย ดอกมะลิ และดอกกุหลาบ ปิดท้ายด้วยกลิ่นแนว Woody จากแอมเบอร์และมัสค์ (ขนาด 100 มล. 4,000 บาท)

ACCA KAPPA Brand History 10

3. Wisteria Eau de Parfum น้ำหอมอันเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันอบอุ่น ที่ซึ่งรวบรวมกลิ่นหอมอันบริสุทธิ์ของดอก Wisteria และ Lilac รวมถึงความงดงามของดอก Magnolia ผสานกันอย่างกลมกลืนกับกลิ่นอันเย้ายวนจากวานิลลาและแอมเบอร์ (ขนาด 100 มล. 4,000 บาท)

 

สำหรับแฟนๆ ในประเทศไทย สามารถแวะไปที่เคาน์เตอร์น้ำหอม Acca Kappa ได้ทั้ง 5 แห่ง Siam Paragon, Emporium, Isetan, Zen และ Central Pattaya

 

ภาพ : ลิขสิทธิ์แบรนด์