9 คำถามเรื่องยาน่ารู้
May 16th, 2017
หากคุณเกิดป่วยไข้แล้วบริโภคยายังไงก็ไม่เห็นจะดีขึ้น ก็อย่าเพิ่งไปโทษยาต้านการติดเชื้อที่วางขายหน้าเคาน์เตอร์ว่ามันไม่ดี เพราะบางที การที่คุณบริโภคมันแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ช่วยให้หายจากอาการป่วยไข้นั้น มันอาจเป็นเพราะคุณลืมถามคำถามบางอย่างกับเภสัชกรก็เป็นได้ ทำให้คุณบริโภคยาอย่างไม่ถูกวิธี
1. ควรบริโภคยานี้ก่อนหรือหลังมื้ออาหาร
สำหรับอาการเจ็บป่วยทั่วไปที่ไม่ใช่โรคใหญ่ การบริโภคยาเวลาไหนก็จะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ยาบางอย่างเช่นยาแก้แพ้ที่ใช้แก้อาการคัดจมูก หรือยาน้ำแก้ไอ หากบริโภคหลังมื้ออาหาร ก็อาจมีปฏิกิริยากับน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารนั้นๆอยู่บ้าง ทำให้ร่างกายดูดซึมยาไม่ได้เต็มที่ หรือยาแก้โรคหวัดบางอย่าง ก็อาจมีผลข้างเคียงกับคนที่มีกระเพาะอาหารอ่อนไหวง่าย ซึ่งการบริโภคยานี้หลังมื้ออาหาร ก็จะช่วยลดผลข้างเคียงเรื่องระบบการย่อยแปรปรวนได้ หรือยาบางชนิดเช่นยารักษาโรคกระดูกพรุนก็อาจจะมีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายยากขึ้นหากบริโภคหลังมื้ออาหาร
2. จะเก็บยาไว้ในตู้เย็นได้นานเท่าไหร่กว่ามันจะเสื่อมคุณภาพ
ขึ้นอยู่กับว่ายานั้นเป็นยาเม็ดหรือยาน้ำ ยาเม็ดสามารถเก็บไว้ได้จนถึงวันที่ระบุการหมดอายุของมัน สำหรับยาน้ำเช่นยาแก้ไอ ไม่ควรเก็บไว้เกิน 3-4 เดือน หลังจากเปิดใช้

3. แล้วถ้าเก็บยาไว้ในตู้เย็นจะอยู่ได้นานกว่าไหม
ยาไม่ใช่อาหารสดหรือสเต็ก การเก็บยาบางชนิดไว้ในตู้เย็น อาจทำให้มีอันตรายด้วยซ้ำ เช่นยาน้ำต่างๆ เพราะการผสมผสานของความชื้นที่สูงของสภาพอากาศนอกตู้เย็นกับอุณหภูมิที่ต่ำของอากาศในตู้เย็น จะทำให้เกิดการตกผลึกเป็นก้อนของส่วนผสมในยาน้ำเชื่อมแก้ไอ ซึ่งผลึกเข้มข้นนี้จะอยู่ที่ก้นขวดยา ซึ่งหมายความว่าส่วนผสมของยาขวดนั้นๆจะละลายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้คุณบริโภคยาที่มีส่วนผสมไม่ถูกต้องต่อการบำบัดโรค
4. จะเป็นอะไรไหมถ้าตัดแบ่งเม็ดยาหรือบดมันก่อนบริโภค
ไม่ควรทำ เพราะยาบางชนิดมีสารเคลือบป้องกันการถูกตัดแบ่งหรือบด เพื่อป้องกันความเสียหายจนกว่ามันจะถูกส่งผ่านมาสู่ลำไส้เล็ก การเคลือบนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เราเกิดอาการอึดอัดจากแก๊สเกิน gastric discomfort ในขณะที่ยานั้นๆยังคงอยู่ในกระเพาะอาหาร ยาที่ว่านี้ส่วนมากจะมีคำระบุไว้ว่า long acting หรือ sustained relief ซึ่งสารที่เคลือบเม็ดยาอยู่นี้แหละ ที่ทำให้ยืดอายุปฏิกิริยาของยาเมื่อบริโภคสู่ร่างกาย สิ่งที่แนะนำก็คือ ควรจะดูที่เม็ดยานั้น ถ้าหากมันเหมาะสมกับการตัดแบ่ง ก็จะมีเส้นขีดแบ่งไว้ให้บนเม็ดยาให้เห็น
5. ถ้าปวดศีรษะแต่ไม่มียา จะบริโภคยาแก้ปวดประจำเดือนแทนได้ไหม
ยาแก้ปวดท้งสองประเภท จะมีส่วนประกอบของยาพาราเซตามอลซึ่งช่วยลดอาการปวด แต่ยาแก้ปวดรอบเดือนนั้น จะมีส่วนประกอบที่ช่วยแก้ปัญหาอื่นๆในระหว่างรอบเดือนด้วย เช่นอาการบวมน้ำ หรือท้องอืด ดังนั้น จึงสามารถบริโภคยาแก้ปวดรอบเดือนแดนได้หากไม่ได้มีอาการข้างเคียงใดๆจากส่วนประกอบนั้นๆ
6. แฟนเป็นไข้หวัดและฉันก็ไปติดมาจากเขา จะเอายาของเขามาทานด้วยกันได้ไหม
ยาแก้หวัด เป็นยาแก้แต่ละอาการ ยาแก้หวัดต่างชนิดกันก็จะมุ่งเป้าหมายเพื่อแก้ไขอาการต่างกันออกไป เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก เป็นไข้ ฯลฯ อย่าบริโภคยาแก้หวัดถ้าหากคุณไม่ได้มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น หรือถ้าหากมีอาการเพียงอย่างเดียว ก็ควรบริโภคยาที่บำบัดอาการนั้นๆเพียงอาการเดียว การบริโภคยาใดๆให้นึกถึงผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ให้มาก ยาที่ทำให้มึนง่วงนอน ไม่เหมาะกับคนที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือขับรถยนต์

7. บริโภคยากับน้ำผลไม้หรือกาแฟ จะได้ไหม
คำตอบก็คือ “ไม่ได้” อย่างแรง กาแฟและชามีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งมีผลกับการละลายตัวของยาในร่างกายทำให้ละลายได้ไม่หมด และยาอาจตกค้างหรือตกตะกอนอยู่ในร่างกายของคุณในระยะยาวและสะสมจนเป็นอันตรายได้ หรือยาบางอย่างจะมีความเป็นด่างโดยธรรมชาติ เมื่อบริโภคกับน้ำผลไม้บางชนิดที่มีฤทธิ์เป็นกรดเช่นน้ำมะนาวหรือเกรพฟรุต ก็จะลดทอนประสิทธิภาพในการรักษาของยานั้นลง

8. ถ้ามีอาการคัดจมูกเป็นประจำ จะใช้ยาหยอดจมูกแก้อาการนี้ไปเรื่อยๆได้ไหม
ไม่ควรทำแบบนั้น เพราะหากคุณใช้มันต่อเนื่องไปนานกว่า 3-5 วัน มันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับของอาการคัดจมูกที่เรียกว่า rebound congestion นั่นคือร่างกายของคุณจะหยุดการตอบรับยา ซึ่งผลที่ตามมาก็คือจมูกของคุณจะถูกบล็อคให้คัดแน่นอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้คุณจะหยอดจมูกด้วยยานี้แล้วก็ตาม
9. จะจัดยาเวลาเดินทางอย่างไรให้เวิร์คที่สุด
ควรเก็บยาที่จะติดตัวยามเดินทางไว้ในกระเป๋าที่ติดตัวขึ้นเครื่องหรือ hand luggage เพราะถ้ามีเหตุการณ์ทำให้กระเป๋าใบใหญ่ของคุณไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางทันเวลา คุณก็จะยังมียาที่จำเป็นใช้อยู่ได้ อย่าลืมศึกษากฎระเบียบของสายการบินด้วย การเก็บยาไว้ในเคบินโดยสารจะปลอดภัยกว่า เพราะมีการควบคุมอุณหภูมิและความกดอากาศที่เหมาะสม